Title : enough
Pairing : xs
Rating : PG
บทที่ 5
รุ่งเช้าแห่งปฎิหาร์คืบคลานมาอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าสีทมิฬเริ่มแจ่มจางยามต้องอรุณรุ่งที่เฉิดฉาย แม่ค้าสูงวัยเจ้าของร้านขายขนมปังยันกายขึ้นจากเตียงนอน แรงขยับปลุกให้คู่ชีวิตเคียงกายตื่นขึ้น
"จะไปเปิดร้านแล้วหรือ ยายเฒ่า เปิดไปก็ไม่มีคนมาซื้อหรอก ทุกคนเข้าหนีออกไปจากเกาะนี้หมดแล้ว เปิดไปก็มีแต่ขาดทุน เกาะนี้มันหมดหวังแล้ว" เสียงแหบของตาแก่ถามอย่างหมดหวัง ขณะมองภรรยาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว
"ได้อย่างไงละตาแก่ ฉันเปิดกิจการขายขนมปังบนเกาะนี้มา 20 ปี ไม่มีทางที่จะยอมแพ้พวกมาเฟียหรอก" แม่ค้าชราตอบกลับอย่างโมโหก่อนพาร่างอวบอั้นเคลื่อนย้ายออกไป ทิ้งให้คู่ชีวิตที่หมดกำลังใจนอนนิ่งอยู่บนเตียงหลังเก่าเก็บเพียงลำพัง แต่ในอีกไม่กี่นาทีถัดมานั้นเอง
!!!! ว้ายยยยยยย
เสียงคุ้นชินกรีดร้องลั่นดังก้องบ้านไม้หลังเตี้ย ปลุกให้ตาเฒ่าลุกพรวดพลาด ร่างชราโขยกเขยกไปตามทางเดินด้วยความเร็วเท่าที่ขาอันสั่นเทาตามวัยจะสามารถพาไปได้ ก่อนเปิดประตูที่นำไปสุ่หน้าร้านเพื่อพบภรรยาตนที่มองไปยังเด็กหนุ่มผมทองคนหนึ่งที่มีชุดหนังสีดำคลุมอยู่กำลังนั่งอยู่บนเคาเตอร์กินขนมปังอย่างเอร็ดอร่อย เศษขนมปังเกลื่อนพื้น ขณะที่ภายในตู้เก็บปรากฎร่องรอยการรื้อค้นกระจายไปทั่ว
"ชิชิชิ อร่อยมากเลย โดยเฉพาะ ช็อคโก้อัลมอล์ ลุซซีเรียยังทำอร่อยไม่เท่าเลย" เด็กหนุ่มแปลกหน้าฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่วนเอ่ยชม แต่ผู้ทำยังคงตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นประตูบานหนาที่มีร่องรอยการถูกงัดเงาะก็เปิดขึ้นเผยให้เห็นชายฉกรรจ์ท่าทางสุภาพที่เดินเข้ามาหาเด็กหนุ่มแปลกหน้านั้น
"ท่านเบลครับ บอสเรียกพบแล้วครับ"
"รู้แล้วๆ เอานี่ค่าขนมปัง ชิชิชิชิ" เด็กหนุ่มคนนั้นหันมายิ้มให้อีกครั้ง พลางหยิบกระเป๋าตังค์ คว้าเอาแบงค์ดอลลาร์ปึกใหญ่วางไว้บนเคาเตอร์ก่อนกระโดดลงมาเดินออกประตู กว่า 2 สามีภรรยาเฒ่าจะรู้ตัวจากความตกตะลึง ร่างเล็กนั้นก็หายไปยังม่านหมอกยามเช้าแล้ว
"นี้ ตาแก่พวกเราฝันไปหรือเปล่า" หญิงชราถามสามีของเธอ ทั้งๆที่ยังกำธนบัตรดอลลาร์ปึกใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่าขนมปังทั้งร้านรวมกันเสียอีก
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ยายเฒ่า"
.
.
.
ณ บ้านพักริมทะเล ประตูเหล็กดัดบานเล็กเปิดออกตามมาด้วยเสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์ที่เอ่ยทักทายผู้ที่ยืนอยู่กลางลานกว้าง ลมทะเลพัดให้เสื้อคลุมสีดำโบกสะพัดคล้ายร่างทมิฬดูใหญ่โตมากขึ้น
"ชิชิชิ บอส เรียกเจ้าชายมาด่วนขนาดนี้ได้ไง กำลังเล่นกับพวกแมลงสาปที่สเปนสนุกๆอยู่เลย" เจ้าชายอดถามอย่างสงสัยไม่ได้ แต่ยังไม่ทันที่แซนซัสจะได้ตอบ เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ก็พลันดังขึ้นเหนือหัว
พรึบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เหนือขึ้นไปบนอากาศ ประตูเหล็กของเฮลิคอปเตอร์ลำโตเปิดขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กของทารกอัลโก่บาเลโน่จะกระโดดลงมาโดยไม่มีแม้แต่ร่มชูชีพ ร่างเล็กร่วงลงกับพื้นด้วยความเร็วสูงจนน่าหวาดเสียว แต่ทันใดนั้นเองราวกับมีลมหอบขึ้นไปด้วยอำนาจวิเศษช่วยชะลอความเร็วจนทำให้ร่างค่อยๆละเลียดล่องลอยลงมาก่อนจะลงสู่พื้นข้างๆเจ้าชายนักฆ่าอย่างแผ่วเบาสวยงาม
"อ้าว!! นี้มาม่อนก็ถูกเรียกมาจากอิตาลีด้วยหรือ" เบลฟาลากอนทักทายผู้มาใหม่อย่างประหลาดใจ
"หมายความว่าไงเนี้ยบอส เรียกมาที่นี้ด่วนทำไม ภารกิจระดับ B แค่ระดับหัวหน้า 2 คนพอแล้วไม่ใช่หรือไง" ร่างเล็กกระชากเสียงถาม ด้วยความไม่สบอารมณ์นัก เพราะถูกเรียกตัวด่วนจากการค้าสำคัญที่ถ้าสำเร็จจะมีเงินไหลเข้ากระเป๋าอีกไม่ต่ำกว่า 100 ล้านดอลลาร์
"ฉันสั่งให้ไอ้เลวี่มันกลับไปดูแลที่ปราสาทแล้ว นี้คือภารกิจใหม่ของพวกแก" เสียงห้าวเอ่ยตอบ ก่อนพยักหน้าไปทางลุซีเรียที่ยืนอยู่ข้างหลัง กระเทยสาวก้าวออกมายังผู้ร่วมงานทั้ง 2 พลางส่งเอกสารภารกิจฉบับใหม่ที่ได้ประเมินสถานการณ์ที่แท้จริงของศัตรู
"ภารกิจระดับ A หรือ ดูจากเงินที่พวกมันจ่ายมาแล้ว อย่างไงก็ได้แค่ระดับ B งานนี้ค่าแรงไม่คุ้มเลย" มาม่อนอดบ่นกระปอดประแปดไม่ได้ ด้วยความที่เป็นผู้ควบคุมบัญชีของวาเรียทั้งหมดซึ่งถ้าพิจารณาจากค่าแรงที่ได้รับมาล่วงหน้าจากรุ่นที่ 9 แล้วนั้น งานนี้มีแต่ขาดทุนกับขาดทุน ทำให้แซนซัสต้องกล่าวตัดบทก่อนที่มาม่อนจะบ่นยาวไปกว่านี้
"งั้นแกก็ไปตกลงเรื่องค่าแรงกับผู้ว่าจ้างมันเอาเอง"
"แล้วไหนล่ะบอส ผู้ว่าจ้าง เจ้าชายยังไม่เห็นเลย"
"ยืนอยู่ข้างหลังแก ตรงนั้นอย่างไงละ" ร่างหนาบุ้ยปากไปทำให้ 2 วาเรียหันกลับไปมอง ณ ต้นสนใหญ่ริมทะเล เส้นไหมสีขาวกำลังปลิวสยายตามแรงลมทะเลที่โบกพัด ร่างโปร่งที่หายหน้าไปกว่า 3 ปี ยืนพิงต้นไม้แกร่งยิ้มน้อยๆ ให้กับอดีตเพื่อนร่วมงาน ความงดงามที่แฝงความแข็งแกร่งไว้ของสคอลโล่ยังคงแจ่มชัดเช่นในอดีต มีแต่
ดวงตาสีน้ำค้างแข็งนั้นที่ดูทอแววโศกเศร้าลง
"สคอลโล่!!!!!" (X2) เสียงร้องทักดังก้อง พร้อมๆกับที่เบลฟาลากอนวิ่งอย่างเร็วไปยังคนๆนั้น ตามมาด้วยมาม่อนที่แม้จะพยายามแต่ขาที่สั้นกว่าทำให้กว่าจะมาถึงสคอลโล่ก็หน้าเขียวหน้าเหลือง เพราะถูกเด็กหนุ่มกอดรัดอย่างแรงจนแทบหายใจไม่ออกแล้ว
"สคอลโล่ๆ จริงๆ ใช่มั้ย เจ้าชายไม่ได้ตาฟาดนะ สคอลโล่ๆ" เด็กหนุ่มเอ่ยเรียกชื่อซ้ำไปซ้ำมา พลางกระโดดขึ้น
ลงด้วยความยินดี ประกายตาหลังเรือนผมสีทองทอประกายล้อกับแสงแดดร้อนอย่างเปี่ยมสุข โดยไม่สนใจว่าอีกฝั่งกำลังหายใจไม่ออก
"เออ! ไอ้เจ้าชายโง่ ปล่อยได้แล้ว หายใจไม่ออกโว๊ย! ไง!สบายดีนะมาม่อน" กว่าจะเกาะมือปลาหมึกออก ร่างโปร่งก็แทบจะหมดแรง ก่อนหันไปยังทารกที่ดุเหมือนจะมีสติมากกว่าอีกฝั่ง
"ทิ้งงานแล้วหายหัวไปเป็นปี แกเตรียมเสียค่าทำงานล่วงเวลาให้ฉันเลยละ" เสียงเล็กๆ เอ่ยอย่างหยันแต่ช่างปะปนไปด้วยไออุ่นเรียกรอยยิ้มจริงใจของร่างโปร่งมากยิ่งขึ้น
"เออๆๆ ขอโทษที งานนี้พวกแกช่วยฉันหน่อยแล้วกัน"
"ชิชิชิชิ ได้อยู่แล้ว"
"จ่ายค่าล่วงเวลาด้วย หมื่นดอลละแก"
"แล้วทำไมสคอลโล่มาอยู่ที่นี้ได้ละ ทำไมไม่ยอมกลับมาหาเจ้าชายบ้างเลย"
ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถาม ก็รุ้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่นหลังเมื่อนภาสีดำก้าวเข้ามาอิงแอบ พร้อมกับก้มลงกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงรัญจวน
"ตามมา" พูดจบข้อมือเรียวก็ถูกคว้าฉุดกระชากลากถูด้วยความเอาแต่ใจ แซนซัสลากสคอลโล่โดยไม่ได้สนใจว่าจะเจ็บปวดหรือร่างบางตีสีหน้าอย่างไร
ประตูห้องนอนถูกถีบให้เปิด พร้อมๆกับร่างโปร่งที่ถุกเหวี่ยงขึ้นไปบนเตียงนุ้มที่ยังเปอะเปื้อนคราบคาวจากวันวาน
"ต้องการอะไร" เสียงหวานถามด้วยความหวาดหวั่นทั้งๆที่พอจะเดาออกว่าอดีตบอสผู้นี้ต้องการอะไรจากเขา แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาสีเพลิงที่วาววับราวราชสีร์ที่จ้องจะขย้ำเหยื่อก็อดที่จะตัวสั่นไม่ได้
"ค่าแรงของฉันอย่างไงละ" เสียงตอบดังมาพร้อมๆกับที่กระดุมเสื้อเชิตของร่างหนาถูกปลดออกอย่างเร็ว สาบเสื้อที่เปิดกว้างเผยให้เห็นไรขนสีเข้มที่กลืนไปกับหน้าท้องแบบราบแต่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อ
"!!!" ดวงตาสีวารีทอแววตะหนกด้วยแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นสัดส่วนที่ห่างไกลมานานอย่างชัดเจน แม้เมื่อคืนเขาจำต้องต้อนรับความเร่าร้อนจนแทบขาดใจนั้นมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในความมืดมีเพียงแสงจันทร์ที่เป็นพยานซ้ำยังรวดเร็วจนไม่อาจจดจำสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามท้องที่สมส่วน ท่อนแขนที่แแกร่งกล้า ตลอดจนวงหน้าคร้ามที่พาดผ่านไปด้วยรอยแผลผสมผสานกับแววราคะที่มอดไหมเขาให้แหลกเป็นจุณ
ความหวาดกลัวทำให้สคอลโล่ขยับกายถอยหลังตามสัญชาติญาณ โดยหารู้ไหมว่าการแสดงออกถึงความหวาดหวั่นนั้น กลับถูกตีความว่าเป็นการรังเกียจ ยิ่งจุดเพลิงพิโรธให้ลุกโชติ แซนซัสก้าวขึ้นไปบนเตียงเชื่องช้า ค่อยๆกดดันสคอลโล่ที่ละนิดจนร่างโปร่งถอยติดหัวเตียง ร่างโปร่งเริ่มร้อนรนในการหาทางหนีที่ไล่ แต่มือแกร่งกลับเข้ากุมท่อนแขนกลมมนทั้งคู่พร้อมๆกับแผ่นอกที่เข้าปะทะ ความอึดอัดที่เกิดขึ้นทำให้สคอลโล่เบียนหน้าหลบหาช่องหายใจ แต่มือหนากลับประคองใบหน้างามที่ก้มลงอย่างหลบสายตาให้ช้อนขึ้น ใช้ดวงตาสีแดงสะกดให้หยาดวารีต้องจับจ้องมาเพียงแต่เขา พลางก้มลงกระซิบที่ริมหูให้อีกฝั่งได้ยินชัดเจนในทุกถ้อยคำ
"แกเป็นคนทำข้อตกลงเอง ดังนั้นไม่มีสิทธิปฎิเสธฉัน"
คำเหยียดแทงที่ชัดเจนทำให้สคอลโล่ที่ต่อต้านเริ่มนิ่ง ปากคมใช้จังหวะนั้นเขาครอบครองริมฝีปากหวานที่ต่อต้านเพียงชั่วสัมผัสก่อนเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งราวจำยอม ความเย็นชาที่ได้รับทำลายอารมณ์รัญจวนจนฝ่ายรุกรานต้องเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกมาเองเพราะทนต่อการปฎิเสธแบบนี้จากอีกฝ่ายได้ ความเร่าร้อนที่จางไปทำให้วงตาสีวารีเผยอขึ้นมาจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ทั้งๆที่เตรียมตัวรองรับความเร่าร้อนนั้นแล้ว แต่แซนซัสกลับเป็นฝ่ายที่ถอยห่างออกไปเอง เหลือเพียงความเงียบที่คั้นกลางรสสัมผัส
"บอสค่ะ พวกมันมากันแล้วค่ะ" ยังไม่ทันที่ฝ่ายใดจะได้เอ่ยสิ่งใดทำลายความเงียบงันนี้ ลุซซีเรียก็พลันเคาะประตูรายงานอย่างเร่งรีบ
แซนซัสเป็นฝ่ายถอนกายออกมาจากเตียงหนาก่อนไปคว้าเสื้อคลุมสีทมิฬที่ตกเรี่ยราดอยู่กับพื้นมาคลุมไหล่ วินาทีนั้นสคอลโล่รู้สึกถึงความเศร้าสร้อยที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังหนา แต่มันก็เป็นเพียงชั่ววินาทีและสคอลโล่ก็เชื่อว่ามันเป็นเพียงแดดยาวเช้าที่หลอกตาเขาเท่านั้น เพราะเสียงกร้าวที่ดังขึ้นยังคงแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งเฉกเช่นเดิม
"สั่งให้พวกไอ้สวะทุกตัวเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว แล้วไปแฝงตัวเป็นชาวบ้านให้หมด"
.
.
.
บนเรือยนต์ติดอาวุธที่มุ่งหน้าตรงมายังเกาะ บนดานฟ้าที่กว้างพอจะจอดเฮลิคอปเตอร์ได้ 2 - 3 ลำ นกยักษ์ลำหนึ่งเริ่มที่จะสยายปีก เสียงใบพัดที่ตัดอากาศดังขึ้นทุกๆ แต่กลับไม่กระทบต่อการสนทนาของคนที่เตรียมขึ้นเครื่องแต่อย่างใด
"ฝากขอบคุณท่านประธานาธิบดีด้วยนะครับท่านแม่ทัพกุลสต๊าฟ ที่กรุณาสนับสนุนกองทัพเรือมาช่วยทางเรา" เสียงทุ้มจากชายหนุ่มในชุดสูธสีดำหรู ราคาสูงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นทางการแก่อีกฝั่งที่เป็นชายวัยกลางคนในชุดทหาร ใบหน้าและดวงตาที่มันเยิ้มบ่งบอกว่าใช้ชีวิตคลุกคลีกับสุรา นารีมาอย่างโชกโชน
"คนกันเองทั้งนั้น 555555555 อย่างไงอย่าลืมให้การสนับสนุนทางพรรคก็พอ" ชายในชุดทหารเอ่ยปนหัวเราะน้ำลายเหนียวถูกพ่นออกมาตามรอยฟันที่มีคราบเหลืองอย่างน่ารังเกียจ แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ทำให้ชายหนุ่มคนดังกล่าวเปลี่ยนสีหน้าไปแม้แต่น้อย
"ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ทางเรายินดีและเต็มใจเป็นผู้ช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนแน่นอน ถึงเวลาพอดี กระผมต้องขออุนญาติกลับก่อนนะครับ"" ชายหนุ่มยกนาฬึกาข้อมือฝังเพชรขึ้นมาส่องชั่วครู่ ก่อนก้มทำความเคารพน้อยๆ เป็นสัญลักษณ์ พลางก้าวขึ้นกระไดใบบนตัวเครื่อง
"55555555 ได้เลย ได้เลย ฝากบอกฟาเธอร์ด้วยแล้วกันว่า 'ของ' ที่ท่านส่งมาให้วันก่อนเด็ดถูกใจข้ามาก" แม่ทัพราอูลเอ่ยส่ง ด้วยน้ำเสียงกักฬะที่ใครฟังก็จับได้ถึงความกระหายในลาภ ยศ อำนาจที่แฝงอยู่ พลางช่วยปิดประตูเหล็กของเฮลิคอปเตอร์ ที่ค่อยๆ แหวกอากาศไต่ระดับไปเรื่อยๆ และเคลื่อนที่ออกไปมุ่งสู่ชายฝั่งของประเทศทิมโมทา** (รบกวนอ่านคำอธิบายข้างล่างด้วยนะค่ะ)
"หมอนั้นใครนะครับ ท่านแม่ทัพ ทำไมท่านต้องให้ความสำคัญขนาดนั้นด้วย"
"หึหึ เป็นคนที่เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อีกอย่างไงละ" กุลสต๊าฟไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนนัก แต่กลับเบี่ยงตัวราวเหล็กสุดดาดฟ้า พลางตะโกนลงไปยังเหล่าทหารที่เตรียมพร้อมอยุ่เบื้องล่าง
"เฮ้ย! พวกแก งานนี้ฆ่าให้หมด"
โอ!!!!!!!!!!!
เสียงร้องกระหรึมดังก้องตัวเรือราวระฆังแห่งความตายที่ตีแว่วเป็นสัญญาณแห่งห้วงสุดท้ายของชาวเมืองบารามอสทุกคน
.
.
.
บนเกาะบารามอส เหล่าผู้บริหารของวาเรียเดินทางมาถึงผาใกล้ซากหมู่บ้านชาวประมงทางทิศใต้ ควันไฟจากการเผาทำลายเมื่อหลายวันก่อนยังลอยอยู่เอื้อยๆ เหนือขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ๆ เหล่าอาสาสมัครที่ยังคงไม่หลบหนีอีกประมาณ 10 กว่าคนคอยดักซุ้มดูสถานการณ์อยู่ ทันทีที่สคอลโล่มาถึงก็คว้ากล้องส่องทางไกลจากลูกน้องคนหนึ่งมาส่องดูสถานการณ์ เลนส์ประสิทธิภาพสูงเผยให้เห็นภาพเรือรบขนาดใหญ่ 2 ลำ กำลังจอดเทียบอยู่ ณ กลางทะเล ไกลออกจากหาดไปประมาณ 5 ไมล์ทะเลและไม่ไกลจากเรือนั้นนัก มีเรือเล็กอีก 5 - 6 ลำกำลังแล่นด้วยความเรือสูงมุ่งหน้าตรง เลนส์โฟกัสที่ปรับให้มองไกลได้มากขึ้น ทำให้รู้ว่าในเรือแต่ละลำนั้นมีทหารเรือร่างกำยำหลายสิบคนพร้อมอาวุธครบมือ
"ในที่สุด พวกมันก็ส่งกองทัพเรือมาจริงๆ" สคอลโล่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเครียดเมื่อลดกล้องลงชั่วขณะ ก่อนคว้ากล้องส่องทางไกลขึ้นทาบตาอีกรอบ แต่ทันได้นั้นเจ้าชายนักฆ่ากลับชิงคว้ากล้องออกไปเสียก่อน
"พวกมันมาเท่าไรละ ชิชิชิ ไหนของเจ้าชายดูหน่อย ..............อา................ชิชิ แค่ 100 - 150 คนเอง เจ้าชายไปคนเดียวก็พอ"
"พวกมันไม่ใช่พวกสวะทั่วไปตามแฟมิลี่อย่างที่แกเคยเจอ แต่เป็นนาวิกโยธินที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชนแล้ว แกคนเดียวเอามันไม่อยู่หรอกเบล ฉันจะไปด้วย" ร่างโปร่งขัดขึ้นพร้อมชักดาบกลที่ติดมือออกมาเตรียมออกไปล่าเหยื่อ พลางพยักเพยิกไปยังเจ้าชายนักฆ่าที่รอท่า
"แกอยู่ที่นี้" ไม่ทันทีทั้ง 2 จะก้าวออกไป เสียงทรงอำนาจจากด้านหลังก็ห้ามไว้ทำให้ใบหน้าหวานชักสีหน้าอย่างไม่พอใจก่อนหันหลังกลับไปต่อว่า
"หมายความว่าอย่างไง"
"นั้นเพราะแกมันโง่นะสิ ลุซซีเรีย!แกให้หน่วยของแกไปวางระเบิดตรงท่าเรืออย่าเพิ่งจุดจนกว่าฉันจะให้สัญญาณ เบล! แกปลอมตัวเป็นชาวบ้านไปดักซุ้มกำลังในหมู่บ้าน คอยถ่วงเวลาพวกมันจนกว่าจะได้รับคำสั่ง มาม่อน!แกไปอยู่ด้านหลังเกาะคอยดุเพื่อพวกมันตลบหลัง ส่วนพวกสวะที่เหลือไปอพยพชาวบ้านออกมาให้หมด"
.
.
.
"วางระเบิดหมู่บ้านท่าเรือทางใต้!" ราอูล ที่ปรึกษาชราของกองกำลังฯ ร้องดังขึ้นขัดจังหวะบอสแห่งวาเรียที่จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาว่าจะระเบิดท่าเรือ พลางจ้องมองไปยังสคอลโล่อย่างขอคำยืนยัน ทำให้ร่างโปร่งได้แต่พยักหน้าเป็นการตอบรับอย่างเสียไม่ได้
"ถูกต้อง .......... เรื่องอะไรที่ฉันจะต้องเสียแรงกับพวกสวะพวกนี้" แซนซัสที่เหลือบมองอยู่แล้วเอ่ยปัดๆ พลางสั่งการเหล่าวาเรียต่อ โดยไม่แยาแสสักนิดว่าตรงนั้นเคยเป็นย่านที่มีบ้านเรือนของชาวเกาะปลูกอยู่อย่างคึกคัก แม้มันจะเป็นเพียงอดีตไปแล้วเพราะการรุกรานเมื่อหลายวันก่อนก็ตามแต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ยังเลือกอยู่และตายบนแผ่นดินของตน
.
.
.
ภายในชั่วไม่กี่นาที จากการสั่งการอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารแห่งวาเรียรวมไปถึงกองกำลังป้องกันตนก็กระจายไปดำเนินการตามจุดต่างๆ เสียงสนทนาผ่านวอในมือหนาดังต่อเนื่องเป็นระยะ โดยที่สคอลโล่ได้แต่มองดูการสั่งการตาปริบๆ เพราะแซนซัสไม่คิดจะสั่งการอะไรให้ทำสักอย่าง ไม่มีแต่จะหันมามองดูด้วยซ้ำไป
"เปลี่ยน เออ........... คุณแซนซัสครับ พวกผมอพยพชาวบ้านออกมาหมดแล้วครับ" เสียงสั่นๆ ของลุกน้องคนหนึ่งดังขึ้น ก่อนที่จังหวะจะเปลี่ยนเป็นอีกฝั่ง
"สวะอย่างพวกแก ก็หลบออกไปให้พ้น"
"บอส เปลี่ยน นี้มาม่อนพูด ด้านหลังคุมกำลังเรียบร้อยแล้ว"
"รอคำสั่งอยู่ตรงนั้นอย่าเพิ่งทำอะไร"
"เปลี่ยน ลุซซีเรียวางระเบิดครบแล้วกำลังจะกลับขึ้นไปแล้วนะ ชิชิชิชิ"
"ถ่วงเวลารอจนกว่าพวกมันจะเข้ามาอยู่ในเขตระเบิดครบ แล้วอย่าเล่นให้มันเสียงานละ ไอ้เจ้าชายสวะ"
"เจ้าชายรู้แล้วน่า ชิชิ โอ! พวกมันขึ้นฝั่งมาพอดี เจ้าชายไปก่อนนะ"
สายถูกตัดไปตามมาด้วยเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวดของเหล่าศัตรู เป็นสัญญานเป็นศึกการต่อสู้ เบลฟาลากอนและเหล่าวาเรียยอดฝีมืออีก 5 - 6 คน กำลังช่วยกันหลอกล่อให้เหล่านาวิกโยธินเข้ามาภายในเมืองร้างที่วางระเบิดไว้เกือบ 10 กิโล สคอลโล่ยกกล้องส่องทางไกลในมือขึ้นมาจับตามองเจ้าชายนักฆ่าที่เบื้องล่างด้วยใจหวั่น แม้ฝีมือของนักฆ่าอันดับ 1 จะเก่งกล้า แต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้กับการไต่บนเส้นบางๆ แห่งความตาย
เพียงไม่นานชายหาดและพื้นถนนก็ถูกย้อมไปด้วยสีเลือด กองซากศพและคนบาดเจ็บกระจายอยู่เป็นย่อมๆ แต่ถ้าเทียบจำนวนที่ล้มลงไปยังเป็นเพียงเม็ดทรายก้อนหนึ่งเมื่อเทียบกับคลื่นทหารที่สาดซัดมาจากเรือศัตรู
"บอส! เจ้าชายจะต้านไม่อยู่แล้วนะ ยังไปไม่ได้อีกหรือ" ในที่สุดเสียงโอดโอยของเจ้าชายสลับกับเสียงใบมีดที่ฝ่าอากาศก็ดังลั่นวอขึ้น แซนซัสใช้กล่องส่องทางไกลประเมินสถานการณ์ชั่วครู่ ก่อนออกคำสั่งลงไป
"ถอยออกมาแล้วตั้งเวลาระเบิดไว้อีก 10 นาที"
"ชิชิชิชิ พวกแกได้ยินแล้วนะไปกดระเบิดแล้วถอยกันได้แล้ว"
สคอลโล่ถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นเจ้าชายนักฆ่าค่อยๆ ถอยตามคำสั่ง ดวงตาสีวารียกกล้องขึ้นมาสำรวจอีกครั้ง ทหารศัตรูเกินครึ่งค่อยๆเดินเข้ามาในกับดักระเบิดที่พร้อมจะแหลกร่างให้เป็นจุณ แต่มันใดนั้น แสงแดดก็สะท้อนแสงกับบางสิ่งที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น
......... นั้นมัน .......
....... แฮนด์มอเตอร์ไซต์ .....
สคอลโล่ทิ้งกล้องวิ่งสุดชีวิตกระโดดลงเนินสูงไหลไปตามเขาลงสุ่หมู่บ้านเบื้องล่างด้วยความเร็ว ร่างกายทุกส่วนหลั่งไปด้วยอลีนาลีนที่พลุ่งพล่านมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ประสาทหูด้านชาจนทำให้ไม่ได้ยินเสียงร้องตะโกนที่ไล่หลังมาของใครบางคน
.
.
.
เหลือเวลาอีก 4 นาทีก่อนการระเบิด
ณ ท่าเรือด้านล่าง เสียงหอบหายใจของเด็กน้อยดังถี่ ท่ามกลางการรุมล้อมของทหารกระหายเลือดที่จ้องมาอย่างหื่นกระหาย
"จนมุมแล้วไอ้หนู ยอมถูกฆ่าดีๆ ก็จบแล้ว"
หนึ่งในกลุ่มนั้นยกปืนขึ้นมาประทับ เล็งไปมายังศีรษะเล็กหวังปลิดชีพด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว นิ้วหยาบสอดเข้าไปในโกร่งปืน เหลือแต่เพียงกระดกนิ้วนิดเดียวเท่านั้น กระสุนสังหารก็จะถูกส่งไปยังเป้าหมายทันที วินาทีนั้นเด็กหนุ่มได้รับรู้แล้วว่าวินาทีสุดท้ายของชีวิตเป็นเยี่ยงไร แต่ทันใดศัตรูที่หลายล้อมอยู่กลับทรุดตัวลงพร้อมๆกับสายโลหิตที่พุ่งกระจายเปอะเปื้อนยมทูตในร่างขาวเป็นด่างดวง
"คาสโทร!" สคอลโล่ร้องเรียกอีกฝั่งอย่างตระหนก ในขณะที่คาสโทรแปลกใจกับใบหน้าที่ไร้สีเลือดของสคอลโล่ แต่ไม่ทันทีจะได้ถามหรือได้คำตอบ ร่างเล็กก็ถูกหิ้วขึ้นพาดบ่าอย่างรวดเร็ว ฉลามคลั่งเตรียมออกวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิตอีกครั้ง แต่ทุกสิ่งสายไปเสียแล้ว ชั่วนาทีที่สคอลโล่หิ้วคาสโทรขึ้นมา ทหารศัตรูกว่า 20 คนก็รายล้อมทั้ง 2 ไว้เป็นวงกลมเป็นผลสำเร็จ
.....ระเบิดกำลังนับถอยหลัง .......
เหลือเวลาอีก 2 นาทีก่อนการระเบิด
ร่างบางหมุนตัวไปรอบๆ ด้วยความลนลาน หวังหาช่องทางที่จะทะลวงออกไปจากบริเวณนี้โดยเร็วที่สุด แต่การปิดล้อมช่างเข้มเข็งเกินกว่าจะหลบหนีโดยง่าย และยิ่งยากขึ้นไปเมื่อต้องแบกเอาชีวิตน้อยๆ 1 ชีวิตไว้บนบ่าในเวลาที่จำกัดเช่นนี้
เหลือเวลาอีก 1 นาทีก่อนการระเบิด
.......ไม่ทันแล้ว.........
"ไอ้สวะ!"
บรึ้ม!!!!!
ราวเวลาหยุดเดิน ดวงตาสีวารีทอเห็นแสงสีแดงที่พุ่งตรงเข้ามากวาดบรรดาเหล่าศัตรูที่อยู่ใกล้ๆ หายไปทั้งแถบ ก่อนที่ร่างกายจะรู้สึกถึงความเร่าร้อนจากวงแขนและความเหยืยบเย็นของน้ำทะเล พร้อมเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องฉายให้ท้องฟ้าที่มองผ่านม่านน้ำกลับกลายเป็นสีดำทมิฬ
.
.
.
ควันดำลอยต่ำๆ ไฟจากการระเบิดยังกระจายเผาพล่านไปทั่ว เมืองท่าอันสวยงามกลายเป็นกองปรักหักพังของตึกราวบ้านช่อง แรงระเบิดมากพอจะทำให้ศัตรูจำนวนมากแหลกเหลว และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ตายไปเพราะถูกซากคอนกรีตทับ ขณะที่เหลือรอดก็ล้วนแต่หลบหนีกลับไปยังฐานที่มั่นบนเรือรบกลางทะเล
.
.
.
"รายงานผลภารกิจค่ะ ศัตรูเสียชีวิตประมาณ 100 คนค่ะ ส่วนที่เหลือก็ตาลีตาเหลือกกลับไปที่เรือรบ ส่วนพวกเราไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรงค่ะ" ไม่ถึงชั่วโมงดี หน่วยข่าวของวาเรียที่ได้ชื่อว่าทำงานได้ฉับไวที่สุดก็สามารถประเมินชัยชนะครั้งนี้ ลุซซีเรียที่ควบตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานอ่านสรุปให้บอสที่ยืนเช็ดหัวอยู่จนจบ
แซนซัสหยิบรายงานจากมือกระเทยสาวมาพิจารณาชั่วครุ่ ก่อนโยนคืนกลับไป ร่างหนาหันกลับหาอีก 2 ร่างที่นั่งห่างกันออกไปบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ มือเรียวกำลังเช็ดผมนุ่มที่ชื้นของคาสโทรให้อย่างเบามือ แต่กลับปล่อยให้ผมสีเงินสลวยของตนแห้งไปเองตามธรรมชาติ
บอสแห่งวาเรียเดินไปยังเป้าหมาย เงาที่ทาบทับกระทันหันทำให้สคอลโล่เงยหน้าขึ้นมา ทันใดนั้นเอง
พลัก!
หมัดลุนๆ ของผู้ใหญ่ก็พลันควงใส่ใบหน้าเล็กของคาสโทรเต็มแรงจนกระเด็นไปชนกับต้นไม้ใกล้ๆ ท่ามกลางเสียงหวีดของลุซซีเรีย ในขณะที่สคอลโล่ได้แต่ตะลึงงัน แต่เมื่อเห็นแซนซัสหมายหมาดจะกระชากคอคาสโทรขึ้นมาต่อยอีกครั้งหนึ่ง ร่างบางกลับกระทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน เมื่อกระโดดไปขวางหน้าคาสโทรพลางชักดาบยาวขึ้นมาอยู่ในท่าพร้อมสู้ ดวงตาสีวารีฉายแววมั่นคงและเพลิงพิโรธเมื่อจับจองไปยังบุรุษตรงหน้า ราวราชินีที่จะสั่งประหารใครก็ตามที่บังอาจขัดพระทัย จนร่างหนาต้องเป็นฝ่ายยินยอมถอยหลังไป 2 - 3 ก้าวแทน
"เลิกเป็นลูกแหง่หลบอยู่หลังชาวบ้านได้แล้ว ที่นี้คือสนามรบไม่มีที่ให้ไอ้พวกอ่อนหัดอย่างแกไอ้สวะ!" แซนซัสที่ไม่สามารถเข้ามใกล้คาสโทรไปมากกว่านี้ ตวาดขึ้นอย่างโกรธแค้น เสียงพิโรธของบอสแห่งวาเรียที่แม้แต่ผู้ใหญ่ได้ยินยังมีสิทธิถึงหมดสติได้ ทำให้ร่างเด้กน้อยสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนที่เตลิดหนีหายเข้าไปในพงป่าใกล้ๆ
"คาสโทร!" สคอลโล่ร้องเรียกเสียงดัง แต่อีกฝั่งไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ดวงตาที่ฝึกมาอย่างดี ทำให้สคอลโล่ทันเห็นสีหน้าและแววตาที่แสดงความหวาดกลัวของคาสโทรอย่างแจ่มชัดจนเจ็บปวด สคอลโล่หันมาสบตาแซนซัสแวบหนึ่งอย่างตำหนิและคาดโทษ ก่อนจะวิ่งเข้าไปในป่าตามหาเด็กน้อยที่เตลิดเข้าไปก่อนหน้านี้
.
.
.
"มาอยู่นี้เอง" หลังจากการตามหากว่าครึ่งชั่วโมง สคอลโล่ก็พบคาสโทรแอบซ่อนอยู่ในบ้านต้นไม้หลังหนึ่ง ร่างโปร่งจำได้ว่าครั้งหนึ่งริคาร์โด้เคยพามาอวดว่าที่นี้เป็นบ้านต้นไม้หลังแรกที่เขาสร้างกับคาสโทรจนสำเร็จ บรรยากาศรอบด้านเขียวชะอุ่มไปด้วยแมกไม้ใหญ่ร่มรื่น สลับกับดอกไม้ป่าที่ขึ้นปะป่ายแต่งแต้มสีสันตัดกับสีเขียวของพนากว้าง และกิ่งก้านกิ่งหนึ่งของต้นไม้ต้นนั้นเองที่ถูกผูกด้วยเชือกเป็นสายโยงไปยังชิงช้าไม้ที่เด็กน้อยกำลังนั่งโยกไปมา
คาสโทรได้ยินเสียงเรียก แต่ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามอง แม้แต่ตอนที่สคอลโล่ก้าวขึ้นมายืนตรงหน้า คาสโทรก็เพียงแต่ลุกขึ้นหวังเดินหนีไปอีกฝั่ง แต่ถูกมือเรียวคว้าแขนไว้ได้ก่อน
"เดียวสิ ... โอ๊ย!" ชั่ววินาทีนั้น แว่วเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนน่าตกใจ มือเล็กแปะป่ายไปยังท่อนแขนกลมมนที่ฉาบไว้ด้วยเลือดที่ไหลซึม
"พี่สคอลโล่!" หนุ่มน้อยร้องเรียกอีกฝั่งเสียงสั่น เมื่อเลือดที่ควรหยุดกลับทะลักออกมามากขึ้นจนอาบซึกหนึ่งของแขนขาว แต่เจ้าของบาดแผลกลับทำหน้าตาเฉยจนแทบดูไม่ออกว่ากำลังบาดเจ็บอยู่
"ไม่เป็นไร แค่สะเก็ดระเบิดเฉียวแขนไปหน่อยเดียว" สคอลโล่นั่งลงกับพื้นหญ้าขณะพยายามฉีกผ้าขาวที่ติดตัวมาออกเป็นแผ่นยาวปฐมพยาบาลตัวเองเป็นการชั่วคราวไปก่อน
"ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจให้พี่มีอันตราย" แว่วเสียงขอโทษสั่นๆ ที่ดังขึ้นใกล้ๆ ด้วยความสำนึกผิดที่ทำให้เขาต้องมีอันตราย
"ไม่เป็นไรหรอกว่ะ"
"ผมเกลียดเขา"
"................. หมอนั้นหรือ"
"เขาเป็นใครหรือฮะ ทำไมทั้งๆที่พี่ผมตาย เขากลับรอดมาได้...............ฮึก............." ดวงตาสีทองที่ทอประกายสดใสคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่พร้อมจะไหลริน ที่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ยอมให้มันออกมาได้โดยง่าย เสียงซูดซาด เหมือนพยายามกลั้นหยาดน้ำตาไว้ ทำให้สคอลโล่ยิ้มก่อนโอบร่างเล็กให้ทรุดลงมาแนบอกตน
"ไม่เป็นไรนะคาสโทร ไม่เป็นไร" เสียงหวานกระซิบปลอบข้างใบหูเล็ก พร้อมๆกับมือเรียวที่ค่อยๆลูบไล้เส้นผมสีทองสลวยอย่างนุ่มนวลเหมือนแม่ที่ปลอบโยนลูกน้อย
"พี่สคอลโล่จะอยู่กับผม จะไม่ทิ้งผมไปอีกคนใช่มั้ย"
"พี่สัญญา" อ้อมกอดอบอุ่นโอบรัดแน่นขึ้น มือเรียวยังทำหน้าที่จนกระทั้งอีกฝั่งพล้อยหลับคาอก เมื่อเห็นคาสโทรหลับไปแล้ววงหน้าหวานถึงได้เงยขึ้นไปบนฟ้าราวกับจะสนทนากับบางสิ่งทีเฝ้ามองลงมาจากเบื้องบนนั้น
... ฉันสัญญา ฉันจะไม่ให้น้องนาย และเกาะแห่งนี้มีอันตรายเด็ดขาด ....
... ตอนนี้นี้คือสิ่งเดียวที่ฉันจะทำเพื่อชดเชยความรักที่นายมีให้ได้ ....
... ริคาร์โด้ ...
.
.
.
TBC
หายหัวไปเกือบเดือน กลับมาต่อกันดีกว่านะเรา อิอิ สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกท่าน ยังจำมดได้อยู่หรือไม่ (อิอิ จำไม่ได้กไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะฟิคนังมดมันเดือนหนึ่งอัพที .... บัดซบจริงๆเลย) ขออภัยค่ะ พอดีเจอมรสุมชีวิต ทั้งรายงาน ทั้งสอบ เล่นเอาแอบเครียด ความจริงยังไม่หมดหรอก เหลือสอบ ENG อีกตัวแต่คนมันจะอัพใครจะทำไม อิอิ อย่างไงก็ฝากเพื่อนๆ อ่านกันต่อไปด้วยนะค่ะ
ปล. เนื่องจากในฟิต เรามีการเปลี่ยนประเทศกันเล็กน้อย ในบทที่ 1 มดบอกว่าเกาะนี้ตั้งอยู่ในเขตสเปนใช่มั้ยค่ะ ขอเปลี่ยนค่ะ ขอเปลี่ยน แบบว่า ไม่งั้นมันจะไม่สมจริง เลยขอแก้ไขเป็นประเทศ ทิมโมที นะค่ะ เป็นรัฐเกิดใหม่เล็กๆ บนทะเลแปซิฟิก ปกครองด้วยระบบประชาธิบไตย
ปล.ล. รักผู้อ่าน LOVE ผู้เมนต์ทุกท่านค่ะ
edit @ 25 Jul 2009 15:14:03 by mod1234