fic enough 10 (100%)

posted on 06 May 2012 23:30 by mod1234-takoyaki  in FIC

จีบอย่างนั้นหรือ?

 

ใครจะไปเชื่อว่าคนอย่างหมอนั้นจะเคยจีบใครเป็นด้วย...

 

แค่คิดภาพไอ้ขี้โอ้ไปคอยเดินตามก้นชาวบ้านก็ขำแล้ว ....

 

มันเป็นเรื่องที่ขำจนน่าเหลือเชื่อที่สุดในรอบปีเลย ...

 

แต่ทำไมหัวใจถึงรู้สึกหวิวๆ อย่างนี้ละ .......

 

.

สคอลโล่ใจลอยเดินเหม่อไปตามถนนเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว จนไปชนกับใครคนหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ คนที่โดนชนร่างเล็กกว่าฉลามคลั่งนิดหน่อย ประกอบกับอากาศร้อนยามเที่ยงของทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนีย ทำให้ร่างนั้นเหมือนจะเซล้ม แต่โชคดีที่มือเรียวเข้าคว้าท่อนแขนใต้ผ้าคลุมไว้ได้ทันก่อนที่จะฟาดลงพื้น  หลังจากหายตกใจ ดวงตาสีอะ ความาลีนใช้เวลาพิจารณาเพียงไม่นานก็พบว่าคนที่เขาเพิ่งชนไปนั้นคือ แรลี่ วณิพก        ตาบอดที่พบครั้งแรกที่ท่าเรือในวันที่ไปรับกาเบรียล ท่าทางอ่อนเพลียของแรลี่ ทำให้ สคอลโล่พาชายตาบอดให้หลบแดดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ นั้น

 

“ขอโทษด้วยฉันชนนายอีกแล้ว”

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” คำตอบอย่างสุภาพเรียกรอยยิ้มเจื่อนๆ จากสคอลโล่ได้อย่างดี นึกโกรธตัวเองที่หวั่นไหวกับภาพของแซนซัสกับกาเบรียลเมื่อครู่ จนลืมระมัดระวังตัวเอง

 

“คุณมีเรื่องไม่สบายใจหรือครับ”

 

“ไม่! .................................................ก็ใช่ นายรู้ได้อย่างไง” แวบแรกเสียงหวานลั่นปฎิเสธ แต่เพียงไม่นานก็ต้องยอมรับความจริงอย่างช่วยไม่ได้

 

“ผมเคยบอกแล้วไงครับว่าผมสัมผัสบรรยากาศรอบตัวผู้คนได้ มันเป็นสิ่งวิเศษที่พระเจ้าทรงประทานมาแทนดวงตาคู่นี้”

 

“อย่างนั้นหรอกหรือ”

 

“อยากเล่าให้ใครสักคนฟังมั้ยครับ”

 

“ไม่”  แม้การได้ระบายความอัดอั้นออกไปบ้างคงจะทำให้ปลดโปร่งขึ้น แต่ฉลามคลั่งก็ไม่ประมาทพอจะเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้คนที่เพิ่งรู้จักเพียงไม่นานฟัง

 

แรลี่พยักหน้าส่งยิ้มจริงใจให้ รอยยิ้มจางๆที่ได้รับทำให้ร่างบางรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย สคอลโล่ยิ้มขอบคุณ ก่อนเลือบไปเห็นเครื่องดนตรีที่ชายตาบอดแนบไว้ที่เอว นึกไปถึงเมื่อวันวานที่เคยได้ฟังเสียงดนตรีเสนาะหูจากคนตรงหน้า

 

“นายเป่าฟรุ๊คให้ฉันฟังสักเพลงได้มั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยปากข้อร้อง หวังว่าโสตแสนไพเราะจะช่วยแบ่งเบาความหนักถ่วงภายในใจออกไป พลางนั่งลงบนพื้นหญ้าเขียวขจีใกล้ๆ สายลมพัดผ่านทำให้คลายร้อนไปได้ไม่น้อย แรลี่ยกเครื่องดนตรีถนัดขึ้นจรดริมฝีปากโดยไม่ได้กล่าวอะไรอีก แล้วเสียงสูงต่ำแสนไพเราะก็ดังไปทั่วบริเวณ

 

.

.

.

 

เขม่าควันไฟคละคลุ้งไปทั่วจนมองเห็นไม่ถนัด บรรยากาศรอบข้างเหมือนอยู่กลางสนามรบที่เพิ่งเสร็จศึกใหญ่ไปไม่นาน แม้แต่ฟากฟ้าก็ราวกับแปรเปลี่ยนเป็นทะเลอัคนีอันแดงฉาน

 

“คุณแซนซัส ทำไม”

 

แววเสียงคุ้นหูเรียกให้สายตาละออกจากบรรยากาศอันสะพึงกลัว มองฝ่าควันหนา กลางกองเพลิง บุรุษหนึ่งยืนน่าเกรงขามอยู่ท่ามกลางกองเตโช มือหยาบหนาถืออาวุธสังหารทะมึนที่ประดับอักษร X เล็งไปที่ชายหนุ่มร่างหนาอีกคนซึ่งตีสีหน้าหวาดหวั่นระคนแปลกใจไม่น้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

“เพราะแกมันเป็นไอ้สวะไร้ค่าอย่างไงละ ฉันเสียเวลากับแกมากไปแล้ว ตายไปซะ”

 

ทันทีที่สิ้นคำ เปลวไฟฉานก็พุ่งตรงประทะร่างของเป้าหมายกระเด็นไปไกล ช่วงล่างที่เป็นจุดตกกระทบของลูกปืนถูกทำลายจนขาดสะบันออก ซ้ำร้ายเพลิงที่เผาพลานยังทำหน้าที่ทรมานชายหนุ่มคนเดิมให้ตกนรกทั้งเป็น เสียงหวีดร้องดังก้องอย่างน่าหวาดกลัว ทันใดนั้นเหมือนมีลมพัดพากลุ่มควันหนาให้เบาบาง พอจะเห็นหน้าบุรุษที่เป็นเพชรฆาต และอีกบุรุษที่กำลังตกเป็นเหยื่ออย่างชัดเจน และนั้นเป็น 2 ใบหน้าที่จรดลึกในความทรงจำของผู้เผ้ามองอย่างไม่มีวันลบเลือน เพราะหนึ่งคือชายที่ย่ำยีร่างกายของเขาจนไม่ต่างกับโสเภณี ขณะที่อีกหนึ่งคือชายผู้ฉุดดึงเขาขึ้นมาจากก้นหลุมของความสิ้นหวัง มอบความรักล้นหัวใจให้ตราบจนวินาทีสุดท้าย

 

“ไม่มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม”

 

“สคอลโล่” เสียงเรียกปลุกให้สคอลโล่ตื่น่ขึ้นจากฝันร้ายอย่างปัจจุบันทันด่วน หยาดเหงื่อไหลโซมกาย ดวงตาสีขาวมองเลิกลั๊กไปทั่ว เห็นเพียงราอูล ชายชราผู้ใจดียืนมองเขาด้วยสายตาเป็นห่วงเพียงผู้เดียว ร่างบางสูดลมหายใจลึกเรียกสติกลับมา

 

…แค่ฝันไป…

 

มือบางเสยผมยาวขึ้น พลางเช็ดหยาดเหงื่อที่ไหลโซมโครงหน้าหวานพลางหอบหายใจระรัว ภาพฝันเมื่อครู่ยังติดตา ทุกอนุอยู่ในทรงจำ จมูกยังได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง หูยังกังวาลด้วยเสียงของเพลิงพิโรธ และเสียงหวีดร้องในนาทีสุดท้ายของชายคนรักที่โดนทำร้ายโดยผู้เป็นเจ้าของร่างกายแสนโสมน

 

“ทำไมนายมานอนอยู่ที่นี้ได้ ช่างเถิดงานศพของ จิฟาส กับ โซรอส จะเริ่มแล้ว ไปที่โบสถ์เร็ว”

 

ชายชราช่วยฉุดร่างบางให้ลุกขึ้น พลางเดินนำทางไปยังโบสถ์แห่งเดียวในเกาะนี้ ด้วยเหตุการณ์เร่งรีบทำให้สคอลโล่ลืมสังเกตไปว่าวณิพกประหลาดที่อยู่กับเขาเมื่อครู่นี้ได้หายตัวไปแล้ว

.

.

.

 

ภายในโบสถ์ บรรยากาศเศร้าโศรกและเสียงร้ำไห้ของญาติพี่น้องก้องเพดานสูง เหนือแท่นพิธี โลงไม้หยาบๆ ที่เร่งผลิตได้ไม่นานถูกบรรจุด้วยร่างของเด็กน้อยที่อายุไม่ถึง 15 คู่หนึ่งที่นอนเคียงกัน เด็กน้อยที่ตายก่อนวันอันควรเพราะทำหน้าที่เฝ้าคลังอาวุธที่ไม่ควรมีผู้ใดล่วงรู้ที่อยู่ของมัน

 

สคอลโล่เดินตรงไปเคารพศพพลางพยายามกล้ำกลืนหยาดน้ำตาไว้ให้ตกต้องเพียงภายในใจ ก่อนจะตรงไปยังแม่ผู้ไม่สามารถกลั้นสะอื้นได้และเพิ่งฟื้นขึ้นจากการเป็นลมอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้

 

“ป้ามิราลครับ ผมเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” สคอลโล่เอ่ยอย่างเสียใจที่สุดในชีวิต การที่เด็กทั้ง 2 ต้องมาตายถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบของเขาโดยตรงเพราะเขาประมาทไป และเป็นเพราะเขาอีกที่เป็นคนเลือกให้เด็กที่ไม่น่าจะเป็นเป้าสายตาอย่างจิฟาสและโซรอสเป็นหนึ่งในผู้เฝ้าประตูคลังอาวุธลับแห่งนั้น

 

มือบางหวังกอบกุมมือที่สั่นเทาของหญิงตรงหน้าให้รับรู้ถึงความรู้สึกผิดจากก้นบึงหัวใจตน แต่สิ่งที่ตอบกลับมากลายเป็นการสะบัดมืออย่างแรง ดวงตาที่เกรี้ยวกราดและน้ำเสียงแห่งการโกรธาของมารดาผู้สูญเสีย

 

“ไปให้พ้น ไอ้ฆาตกร!”

“เพราะเธอ เพราะเธอ ฉันเคยบอกพวกเขาแล้ว ฉันบอกพวกเขาแล้ว ว่าไม่ควรไปยุ่งกับเธอ ไม่ควรไปยุ่งกับกองกำลังบ้าๆนั้น” เสียงตวาดของมิราลดังก้อง นิ้วชี้ตรงสั่นเทามายังร่างบางที่กำลังตกตะลึง ชาวบ้านที่มาร่วมพิธีเริ่มเข้ามามุงดูเหตุการณ์ที่เกิด

 

“คุณมิราล ใจเย็นหน่อยสิครับ” ราอูลที่เห็นดังนั้น รีบเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ แต่ดูเหมือนทุกสิ่งจะเลวร้ายลง เมื่อชาวบ้านเข้ามามุงดูมากขึ้น เสียงซุบซิบนินทาดังไปทั่วโบสถ์ สายตาทุกคู่ต่างพากันจับจ้องมายังจำเลยของมิราลด้วยแววตาของความสงสัย ตำหนิ และยิ่งไปกว่านั้นคือสายตาของความหวาดระแวง

 

“เพราะเธอ เพราะเธอคนเดียว ทำให้ 2 คนนี้ต้องตาย ถ้าเธอไม่ชักชวน 2 คนนั้นไปร่วมกับพวกเธอ ถ้าเธอไม่เข้ามายุ่ง 2 คนนั้นก็ไม่ต้องตาย โฮ!” หญิงกลางคนยังคงเกรี้ยวกราดด่าทอสคอลโล่โดยราอูลไม่สามารถห้ามปรามได้ ชายชราส่งสัญญาณให้ร่างบางปลีกตัวออกไปจากจุดนี้ก่อน แต่เหมือนฉลามบาดเจ็บยังคงต้องการจะอธิบายให้มิราลเข้าใจเสียก่อน จึงไม่ได้สังเกตถึงสัญญาณดังกล่าว จนราอูลต้องเอ่ยเรียกอีกครั้ง

 

“ฝากจัดการทางนี้ด้วยนะ ราอูล” สคอลโล่ที่ได้ราอูลเรียกสติเอ่ย ก่อนจะหลบฉากออกมา ท่ามกลางเสียงซุบซิบที่ดังอื้ออึง

 

.

.

.

 

เสียงระฆังดังจากโบสถ์ที่อยู่กลางเกาะ มาถึงบริเวณริมชายทะเลที่ห่างออกมาเป็นสัญญาณว่าพิธีศพของจิราฟกับโซรอสเสร็จสิ้นแล้ว บัดนี้ร่างทั้งสองคงกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุลีดินในขณะที่ดวงวิญญาณกลับไปสู่อ้อมแขนของพระเจ้า ความโศกเศร้าและความเสียใจเรียกให้น้ำตาของผู้ที่นั่งอยู่เพียงลำพังใต้ต้นสนใหญ่รินไหลออกมาไม่หยุด แม้เจ้าตัวจะพยายามปาดมันทิ้งหรือกลั้นสะอื้นเพียงใดหยาดน้ำยังคงไหลเอื้อยๆ ออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

 

"ไอ้สวะ" เสียงคุ้นหูที่ดังจากเบื้องหลังทำให้ร่างบางสะดุ้ง พยายามปาดน้ำตาหวังไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นความอ่อนแอของตนเอง แต่มีหรือที่หยาดน้ำดวงโตที่ไหลออกมาจะหลบสายตาอันเฉียบคมของแซนซัสได้

 

"............... อย่าร้องไห้" เสียงทุ่มปลอบโยนด้วยความนุ่มนวลมากเท่าที่หัวหน้านักฆ่าจะพึงกระทำ จนทำให้อีกฝ่ายนึกแปลกใจนิดๆ กับท่าทีที่แสดงออกมา กระนั้นความอับอายในความอ่อนแอของตนก็ทำให้สคอลโล่ เลือกจะปฎิเสธความอบอุ่นที่เกิดขึ้นตรงหน้า

 

"................................. ไม่เกี่ยวกับแก ไสหัวไปซะ"

 

เมื่อความอ่อนโยนที่นานครั้งจะมีให้กลับถูกเอ่ยไล่อย่างไม่ไว้หน้า เรียกริ้วอารมณ์ของบอสแห่งวาเรียขึ้นตามประสาคนขี้โมโห ร่างหนากระชากแขนเรียวติดมาในอุ้งมือพลางตะคอกใส่หน้าอีกฝั่งเสียงดัง

 

"อย่าบังอาจมาออกคำสั่งกับฉัน!"

 

แต่มีหรือที่ฉลามคลั่งจะหวั่นเกรงท่าทางของอีกฝ่าย ร่างบางยังคงพยายามออกแรงให้หลุดจากกำมือหนาที่บีบรัดต้นแขนถึงจะรู้ดีว่าเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ก็ตาม เสียงหวานที่แหบพร่าจากการสะอื้นไห้ตะคอกกลับไปด้วยเสียงอันดังไม่แพ้กัน

 

"แค่ตัวบำเรอตัวหนึ่งนายจะสนใจทำไม! บอกให้ไสหัวไปอย่างไงละ!"

 

 

"แกไม่ใช่นางบำเรอของฉัน!"

 

คำปฏิเสธถึงสถานะ “นางบำเรอ” ที่เคยคาดหวังจะได้ยินจากร่างหนาเมื่อกาลก่อนดังขึ้นด้วยเสียงกัมปนาถแสดงอารมณ์ของบอสแห่งวาเรีย กลับไม่ได้ทำให้สคอลโล่ยอมสงบลง ความสับสนจากตัวตนของตัวเองในสายตาคนตรงหน้าเกิดขึ้นมากมายจนใกล้ระเบิด

 

"ไม่ใช่อย่างงั้นหรือ! ถ้าไม่ใช่! แล้วฉันจะเป็นอะไรละ! ลูกน้องก็ไม่ใช่! นางบำเรอก็ไม่ใช่! งั้นฉันเป็นอะไรกับแก!"

 

"แกเป็นคนที่ฉันรักอย่างไงละ!"

 

!!!!!!!!!

 

เหมือนกำแพงบางๆ ที่กันระหว่างกันไว้เริ่มปริออก ดวงตาสีวารีเบิกโพล่งตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน ขณะที่ดวงตาสีชาดเองก็ทอแววตื่นตะลึงกับสิ่งที่หลุดออกจากปากตนเช่นเดียวกัน แต่ก็เพียงชั่วแวบหนึ่งเท่านั้นก่อนที่เพลิงกาฬจะสงบ เหลือเพียงแววจริงจังแทนที

 

ความเงียบเข้าปกคลุมเนิ่นนาน ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพูดสิ่งใดอีก แซนซัสจับจ้องไปยังร่างบางอย่างเฝ้ารอ แต่ก็ไม่มีคำตอบใดกลับมา จนกระทั่งสคอลโล่วิ่งหนีไปอีกทางหนึ่งท่ามกลางสายตาที่มองตามของบอสแห่งวาเรีย

 

 

 

.

.

.

 

"แกก็เป็นคนที่ฉันรักอย่างไงละ!"

 

เสียงบอกรักที่ได้ยินยังก้องอยู่ข้างใบหูราวพลายกระซิบ แม้จะผ่านเหตุการณ์มานานหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ร่างบางของฉลามร้ายที่วิ่งหนีด้วยความสับสนยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ที่ชายหาด กลางแสงนวลอ่อนของจันทราที่ทอให้เห็นละอองคลื่นที่สาดซัดฝั่ง

 

…ไอ้บอสบ้า นั้นนะหรือรักฉัน…

 

…อย่ามาบ้าบอแถวนี้นะ…

 

…โว๊ย ไอ้บ้าแซนซัส แกต้องการอะไรกันแน่…

 

…หรือแกแค่อยากล้อเล่น…

 

…แล้วฉันจะเชื่อในคำรักของแกได้มากแค่ไหนนะ แซนซัส…

 

.

.

ผ่านไปหลายชั่วโมงจนเลยเที่ยงคืนมาหน่อยแล้วกว่าสคอลโล่จะกลับมายังบ้าน แสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องต่างๆ ดับไปหมด แสดงว่าทุกคนคงจะหลับสนิท ร่างบางชำเลืองมองไปทางห้องของบอสแห่งวาเรียที่ไฟดับแล้วเช่นเดียวกัน ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก ด้วยเพราะยังไม่อาจสู้หน้าของแซนซัสได้ในตอนนี้

 

สคอลโล่อาศัยทักษะนักฆ่าเดินผ่านระเบียงชั้นสองอย่างเงียบเฉียบที่สุด เพราะกลัวว่าใครบางคนจะตื่นขึ้นมา แต่ไม่ทันจะถึงห้องของตนก็ได้ยินเสียงสะอึ้กสะอื้นดังมาจากห้องด้านในสุด ห้องที่ไว้ใช้รับรองแขก และในยามนี้มันคือห้องของแซนซัส ร่างบางรีบวิ่งไปกระชากประตูอย่างแรง โดยไม่ได้เตรียมใจรับภาพที่จะพบต่อไป

 

ภาพในห้องของแซนซัส มีร่างของหญิงสาวนางหนึ่งนอนอ่อนระทวยเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงขาวใหญ่ที่ยับย่น  ปทุมถันทั้งคู่แดงเรื่อคล้ายถูกฟอนเฟ้นมาเป็นเวลานาน พอๆกับรอยจูบที่เปื้อนบนลำตัว ต้นขาสีแทนผ่องปรากฎคราบน้ำรักมากมาย พอๆกับผิวเตียงที่มีน้ำกามระบายไปทั่วดุจสิ่งประดับ สภาพที่ไม่ต้องอาศัยความคิดมากมายก็รู้ได้ว่าหญิงสาวคนนี้เพิ่งผ่านพ้นเกมส์รักร้อนแรงมาเมื่อไม่นาน และมันคงไม่ใช้สิ่งที่น่าตกใจนัก หากหญิงสาวคนนั้นจะไม่ใช่คนๆนี้

 

“พี่กาเบรียล!”

 

เสียงเรียกของสคอลโล่ เหมือนจะเรียกสติเจ้าของชื่อให้กลับมา หญิงสาวรีบคว้าเสื้อคลุมดำสนิทที่อยู่ใกล้มาปกปิดสภาพอนาจารของตนเอง ใบหน้าหวานบัดนี้นองไปด้วยคราบน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยทอประกายเศร้าขณะเอ่ยกลับเสียงสั่น

 

“สคอลโล่ พี่ขอโทษ”

 

เมื่อสังเกตุดีๆ จึงได้รู้ว่าเสื้อคลุมสีดำที่กาเบรียลคว้าขึ้นมานั้นคือเสื้อคลุมตัวโปรดของบอสแห่งวาเรีย เสื้อและคราบน้ำตาที่นอง 2 แก้ม ทำให้สคอลโล่ไม่อาจสรุปเหตุการณ์ใดได้มากกว่านี้

 

“มันใช่มั้ย! เป็นแซนซัสใช่มั้ย! มันข่มขืนพี่ใช่มั้ยครับ!”

 

“ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น!”

 

“บอกผมมาสิ! ไอ้แซนซัสมันข่มขืนพี่ใช่มั้ย!” หญิงสาวปฎิเสธอีกครั้ง แต่ด้วยหลักฐานที่หนาแน่น ฉลามคลั่งก็ไม่สามารถจะเชื่อคำปฏิเสธนั้นได้ ร่างบางตรงเข้าจับที่หัวไหล่เปลือยทั้งสองพลางเขย่าแรงจนอีกฝ่ายโยกตัวคลอน

 

“เขาไม่ได้ข่มขืนพี่!  แต่พี่ยอมเขาเอง!”

 

ความจริงที่ออกมาจากกาเบรียลเหมือนอัคนีฟาดลงมาจนตัวชา ทำให้ร่างบางนิ่งงันก่อนก้าวถอยหลังออกมา 2 – 3 ก้าวอย่างไร้เรี่ยวแรง

 

“พี่กับมัน“

 

“แซนซัสไม่ได้ข่มขืน พี่ยอมตกเป็นของเขาด้วยความเต็มใจเอง”

 

สิ้นคำยืนยันหนักแน่นของกาเบรียล สคอลโล่ก็วิ่งพรวดพราดออกไป ทิ้งหญิงสาวไว้เพียงลำพังในห้องพักของบอสแห่งวาเรีย

.

.

.

 

เพลี้ย!

 

เสียงมือกลกระทบใบหน้าครามดังก้องในยามราตรี เหมือนโชคชะตาจะเป็นใจ เมื่อทันทีที่สคอลโล่วิ่งออกมาจากประตูบ้าน ก็สวนกับแซนซัสที่เพิ่งเดินเข้ามาตรงลานหินพอดี และสิ่งแรกที่เกิดขึ้นหลังจากดวงตาสีวารีสะท้อนเห็นใครอีกคน ก็คือรอยตบแดงฉานและเลือดที่ออกจากมุมปากของคนถูกตบซึ่งแสงจันทร์ส่องได้เห็นเป็นอย่างดี

 

“แกทำบ้าอะไรของแก!” ร่างหนาตวาดดุดัน เพราะถูกทำร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว

  

“แกทำอย่างไงได้อย่างไง! ขนาดแกกล้าทำอย่างนี้แล้วแกยังจะมาบอกรักฉันอีก! แกจะให้ฉันเชื่อคำพูดของแก! ให้ฉันเชื่อว่าผู้ชายที่นอนกับใครก็ได้อย่างแกนะรักฉันหรือ!”

ว่าพลางมือขาวก็เงื้อมสูงหวังจะฝากรอยจารึกบนใบหน้าของอีกฝั่งอีกครั้ง แต่คราวนี้คนที่ถูกตบ และกำลังจะถูกตบรู้ความก่อน มือหนาจึงยื้อยุดไว้ทันก่อนที่สควอโล่จะได้ทำตามใจหวัง
 
“เป็นบ้าอะไร!”
 
แซนซัสตวาดใส่หน้าขณะพยายามรวบข้อมูลทั้งสองของฉลามคลั่งให้อยู่นิ่ง เลิกเข้ามาทำร้ายเขาเสียที แน่นอนว่าสคอลโล่ไม่มีทางยอมแต่โดยง่าย กลับยิ่งสะบัดมือทุบตีอกแกร่งให้พ้นการเกาะกุม พร้อมๆ กับเสียงหวานที่ตวาดด่าไม่หยุดมากขึ้น                       

 

“พอทีแซนซัส! นายเลิกมาปั่นหัวฉันสักที! ถ้าอยากได้ร่างกายฉันไปสนองตัญหาแกนักก็เชิญเอาไปเลย แต่อย่ามาบอกว่ารักฉัน!”

 

“หยุดทำอะไรโง่ๆ ได้แล้วไอ้ฉลามโง่”

 

เพลี้ย!

 

เมื่อคุยอย่างคนมีสติกันไม่ได้ คนขี้โมโหจึงอาศัยความรุนแรงเพื่อเอาชนะ มือหยาบตวัดแรงไปยังใบหน้าหวานจนรู้สึกชา เลือดข้นๆ ซึมออกมาจากมุมปากได้รูป ทำให้มือขาวหยุดไล่ทุบตี ก่อนจะเเตะแผ่วเบายังหยดเลือดของตนที่ไหลออกมา

 

จ้องมองหยาดเลือดของตนที่ปลายนิ้ว พร้อมๆ กับแซนซัสที่ผ่อนการเกาะกุม แต่ไม่ทันที่ร่างหนาจะได้เอ่ยสิ่งใด สคอลโล่ก็พลันหัวเราะตัวโยน

 

“งั้นหรือ แม้แต่ร่างกายฉันนายก็ไม่ต้องการแล้วสินะ................... หึหึหึหึ ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แกก็ไม่ต้องการฉันแล้วสินะ ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อย่างไงมันก็ไม่มีค่าอยู่แล้ว! เหมือนความรักของแกมันไม่ค่าสำหรับฉันเหมือนกัน!” ทันทีที่กล่าวจบ ร่างบางก็วิ่งหายไปในความมืดแห่งรัตติกาลนี้
 .
.

.

 

TBC

enough # 10

posted on 19 Feb 2012 16:36 by mod1234-takoyaki  in FIC

Title : enough # 10

Pairing : xs

Warning : Dark and Dark

 

ดวงตาสีวารีจับจ้องไปยังนิ้วขาวเรียวที่ประดับด้วยแหวนทองสะท้อนจันทราเป็นประกายอย่างเลือนลอย

 

... จะหวั่นไหวไปทำไม ....

 

ความหวาดหวั่นและความเจ็บปวดสะท้อนออกมาตามหยาดน้ำที่หยอดไหลล้อดวงหน้าหวาน คล้ายสายธารของกระแสแห่งกาลเวลาที่ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร

 

.

.

.

 

ย้อนกลับไปในยามเช้า การหารือเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงแว่วดังด้วยความประหลาดใจกับเหตุการณ์เมื่อเย็นของวันวาน ทั้งนี้ที่ต้องทิ้งเวลาก็เนื่องด้วยหลังจากที่คนร้ายหลบหนีไปเหล่าผู้บริหารของวาเรียก็พากันแยกย้ายออกไล่ล่าจนเกือบเช้าตรู่

 

"หมายความว่ามันกระโดดเข้ามาทำร้ายกาเบรียล พุ่งทะลุกระจกหนีไป ทั้งๆที่ฉันนอนหลับอยู่ห้องข้างๆ เนี้ยนะ พวกแกล้อเล่นหรือเปล่า!"

 

"เป็นเรื่องจริงนะจ้ะ สคอลโล่ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติอะไรบ้างเลยหรือ"

 

"ที่ฉันตื่นก็เพราะเสียงตึงตังของพวกแกที่วิ่งเข้ามานั้นละ" ฉลามคลั่งตอบปฏิเสธอย่างงุนงงเป็นที่สุด นั้นเพราะความหูไวของเจ้าตัวเป็นที่รู้กันดีในหมู่วาเรีย ขนาดเสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ไม่อาจหลุดรอดประสาทสัมผัสไปได้ ฉะนั้นยิ่งไม่มีทางที่ฉลามร้ายจะไม่รู้สึกถึงเสียงคนร้าย เสียงต่อสู้และเสียงกระจกที่แตกยามคนร้ายกระโดดหนีออกไปซึ่งดังมากพอจะปลุกคนที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรเช่นนี้

 

ระหว่างที่ทุกฝ่ายกำลังขบคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้ที่นั่งเป็นประธานกลับหาได้ใส่ใจถ้อยคำที่บรรดาลูกน้องกำลังถกเถียงอยู่ แต่กลับให้ความสนใจผ้าพันแผลสีหมองที่ทับไปมาอยู่บนเรียวแขนขาวของหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องมากกว่า จนกระทั่งเจ้าตัวสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมา จึงได้เงยขึ้นสบกับดวงตาสีฉาน วินาทีเดียวกับมือแกร่งที่คว้าต้นแขนกลมเกลี้ยงไว้อย่างถือวิสาสะ ฉุดกระชากลากถูลากเจ้าของร่างออกนอกห้องไป ก่อนส่งตัวให้วาเรียระดับล่างที่ยืนรักษาการอยู่ใกล้ ๆ

 

"เอายัยนี้ไปทำแผลให้มันดีกว่านี้" เสียงห้าวสั่งการไป และเดินออกไปตามระเบียงจนลับตาท่ามกลางการจ้องมองอย่างสงสัยของอีกหลายคน

 

.

.

.

 

ข่าวการทำร้ายแพร่กระจายเร็วกว่าไฟที่ลามทุ่ง ไม่ทันพ้นเที่ยงวันเหล่าชาวบ้านทั้งเกาะก็พากันจับกลุ่มสนทนาไปทั่วถนนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยเฉพาะเหล่าแม่บ้านที่ต่างพากันตื่นตะหนกกับเหตุร้ายอย่างยิ่ง

 

“นี้เธอ ได้ข่าวหรือเปล่า เขาว่าพวกหน่วยคุ้มกันพิเศษอะไรนั้นโดนเก็บไปแล้วละ”

 

“แล้วพวกเราจะทำอย่างไงกันดีละ”

 

“ย้ายหนีไปจากเกาะนี้ดีมั้ย”

 

“แต่ทะเลรอบนอกพวกนั้นก็ซุ่มอยู่ทั้งๆ ออกไปก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้นละ”

 

“แต่ฉันได้ยินมาว่าพวกนั้นรับปากจะไม่ฆ่าเชลยที่ออกไปนะ”

 

“คุยอะไรกัน!” ทันทีที่ชายชราราอูลขัดจังหวะ แม่บ้านที่สุมหัวอยู่เมื่อครู่ก็พากันแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง ทิ้งให้ผู้อาวุโสของเกาะยืนมองตามอย่างวิตกถึงความระส่ำระส่ายที่เกิดขึ้นทั่วเกาะตอนนี้เพียงลำพัง

 

.

.

.

 

ห่างออกมาจากตัวเมือง ตอนนี้ชายผู้มีรอยแผลเป็นพาดผ่านกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ดวงตาสีแดงทอแววไม่สบอารมณ์เท่าที่ควรจ้องเขม็งไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้ากว่า 5 นาทีโดยต่างฝากต่างไม่ได้พูดอะไรกัน

 

… ถ้าไม่ติดว่าไอ้พวกสวะตัวอื่นหายหัวไปหมด เขาคงไม่ต้องมายืนอยู่หน้าไอ้เด็กกวนประสาทนี้ …

 

ยิ่งนึกถึงเหตุที่ต้องมายืนอยู่กับไอ้เด็กนี้ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปกันใหญ่ เพราะหลังจากไปทำธุระข้างนอกไม่นาน พอร่างหนากลับมาในบ้านก็ไม่เหลือใครแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหล่าวาเรีย หรือ คนอื่นๆ ก็ตาม บอสแห่งวาเรียจึงต้องออกเดินตามหาคนก็ได้สักคนหวังจะไถ่ถามถึงร่างบางที่ฝืนสังขารวิ่งไปวิ่งมาไปทั่วตั้งแต่เช้า ในที่สุดหลังจากเดินหาอยู่นานคนแรกที่พบก็คือ คาลอสที่กำลังซ้อมดาบอยู่ในป่าใกล้ๆ

“เห็นไอ้สวะไหม” ในที่สุดความต้องการข้อมูลเอาชนะความหมั่นไส้ที่มากล้น แซนซัสก็สามารถเปิดปากออกมาได้

 

“ไอ้สวะ?” แม้จะพอรู้แกวๆ อยู่ว่าคนถามหมายถึงใคร แต่คาลอสเลือกที่จะแกล้งทวนคำถามพลางทำหน้าลอยไปลอยมาแบบกวนโทสะสุดๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เด็กหนุ่มรู้สึกไม่ถูกชะตากับบอสแห่งวาเรีย แค่เห็นหน้าก็ดูเหมือนคิ้วจะขมวดมนนิดๆ แล้ว และดูเหมือนจะมากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าคนต้นเหตุจะไม่หลบไปพ้นหูพ้นตาเสียที

 

“ฉันหมายถึงสคอลโล่“

 

“พี่สคอลโล่ เห็นสิ“

 

“ที่ไหน“

 

“ก็หลายที่นะ ทั้งในบ้าน ตรงท่าเรือ ในเมือง ในห้องนอน ที่ผา ที่โบสถ์ พี่เขาอยู่เกาะนี้มาตั้งนานจะให้บอกว่าเห็นที่ไหนมันก็เยอะละ“

 

“นี้แก จะกวนฉันใช่มั้ย!“

 

“เปล่า ก็นายถามว่าเห็นพี่สคอลโล่มั้ย ไม่ได้ถามว่าตอนนี้พี่เขาอยู่ที่ไหนต่างหาก“

 

คำตอบที่ได้รับเรียกโทสะได้เป็นอย่างดีจนดวงตาสีเพลิงแวววับด้วยไฟพิโรธ แต่สำนึกว่าตนเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก และถ้าเผลอร้ายคาลอสไปฉลามหนุ่มคงเกรี้ยวกราดใส่ แซนซัสจึงอดทนอดกันไม่เผลอตบปากวอนหาเรื่อง ซึ่งนับเป็นไม่กี่ครั้งที่บอสแห่งวาเรียผู้เกรี้ยวกราดจะยอมลงให้แต่โดยดี

 

“งั้นตอนนี้ไอ้สวะอยู่ที่ไหน“

 

“……………………..“ เด็กหนุ่มไม่ตอบ พลางทะลึ่งตาใส่ที่แซนซัสจับความหมายได้ว่า ถ้าทราบใด เขาไม่ยอมเอ่ยชื่อสคอลโล่อย่างให้เกียรติก็อย่าหวังว่าเด็กหนุ่มจะเปิดปากเลย

 

“ตอนนี้สคอลโล่อยู่ที่ไหน“

 

“ไม่รู้“ คาลอสเอ่ยห้วนๆ พลางหันหลังกลับไปหยิบชุดมีดบางเล่มเล็กเพื่อฝึกปามีดต่อ โดยคิดว่าคนที่เขาไม่ชอบหน้าจะเดินจากไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอารมณ์ที่ยังครุกรุ่นอยู่หรือเพราะฝีมือที่ยังไม่เข้าขั้นดีของเจ้าตัว กลุ่มมีดที่ปาออกไปจำนวนไม่น้อยจึงพลาดเป้าแบบห่างโข่

 

“กระจอกชะมัด” เสียงทุ่มดุดันที่เอ่ยดังจากเบื้องหลัง ทำให้คาลอสเกือบสะดุ้ง ชายหนุ่มที่เขาคิดว่าจากไปแล้วยังคงอยู่ที่เดิม ซ้ำร้ายเหมือนจะยืนมองเขาแสดงความห่วยด้วยซ้ำไป

 

“พูดอย่างนี้แล้วนายเก่งนักหรือไง”

 

ชายหนุ่มปฏิเสธการตอบคำถาม กลับเดินเลี่ยงไปถอนมีดที่ปักอยู่บนเป้าไม้และที่เกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้นหญ้า แล้วกลับมายังตำแหน่งที่เด็กหนุ่มทำเครื่องหมายไว้ บอสแห่งวาเรียหันกลับมาส่งยิ้มมุมปากให้เด็กหนุ่ม ก่อนส่งมีดเล่มแรกออกไป คมเขี้ยวพุ่งตรงเข้าไปปักนิ่งยังกึ่งกลางจุดแดง ก่อนเจ้าตัวจะฮั้มเพลงพร้อมถอยหลังไปทีละก้าวใหญ่ๆ พลางส่งอาวุธสังหารเล่มบางตรงเข้าไปซ้ำบริเวณด้ามสีเงินเล็กของมีดเล่มแรกที่ถูกปักอยู่ เสียงโลหะของปลายมีดกระทบด้านมีดดังเป็นระยะ จนมีดเล่มสุดท้ายถูกส่งออกไป เสียงไม้ปริแตกก็ดังขึ้น พร้อมๆ กับเป้าอันใหญ่ที่ล้มครืนลง เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปดูปรากฎว่า เป้าไม้หนาหนักนั้น บัดนี้ตรงจุดสีแดงถูกทำลายปริเป็นรูกว้างพอๆ กับหัวกระสุนแม็กนั้ม

“อย่าคิดว่าคนใช้ปืน จะใช้ดาบหรือมีดไม่เป็น มาเฟียไม่มีรักหรือชอบอาวุธอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องรู้จักปรับใช้อาวุธทุกชนิดได้ตรงสถานการณ์ ไอ้สวะนั้นก็เหมือนกัน”

 

คำบอกเหล่าที่ได้ฟัง ทำให้คาลอสประหลาดใจไม่น้อย เพราะนับตั้งแต่ได้รู้จักพี่ชายคนสวยผมขาว เขาไม่เคยเห็นมือเรียวบอบบางคู่นั้นจับปืนขึ้นต่อสู้สักครั้ง จะเห็นสคอลโล่แตะต้องปืนก็เพียงการทำความสะอาดโม่ปืนของพี่ชายเขาอย่างพิถีพิพันเท่านั้น

 

“พี่สคอลโล่นะหรือ ใช้ปืนเป็น”

 

“ถ้ามันเอาจริง ฝีมือการยิงปืนของมันใช้ได้เลยทีเดียว” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างพอใจ พลางนึกย้อนกลับไปในวันวานที่ฉลามหนุ่มออกไปปฏิบัติภารกิจกับลูกน้องเพียง 3 คน หลังกามกรีฑาแสนยาวนานกับเขา แต่เพราะความเหน็ดล้าที่สะสม ทำให้ฉลามหนุ่มพลาดท่า ถูกปลดอาวุธจากมือ กระนั้นด้วยความว่องไวเฉพาะตัวร่างบางกลับพลิกวิกฤตแย่งชิงปืนลูกโม่เพียงกระบอกเดียวจากศัตรู และใช้มันแทนใบเบิกทางไปหาพญายมให้เหล่าพวกสวะที่สมควรตายจนหมดสิ้น วีรกรรมอันแข็งแกร่งและงดงามในครั้งนั้นถูกถ่ายทอดต่อไปทั่วหน่วยสังหารอย่างเมามัน ผ่านฝีปากของวาเรียระดับล่างที่ได้รับเกียรติอยู่ร่วมเหตุการณ์

 

“แล้วมาบอกฉันทำไม” เสียงคาลอสเรียกให้ร่างสูงกลับมาสู่ปัจจุบัน ปัจจุบันที่ต้องยอมรับว่าสคอลโล่ไม่ได้เป็นลูกไก่ในกำมือชายหนุ่มอีกต่อไป

 

“แค่ได้ยินมาว่าแกเกลียดปืน ฉันเลยอยากให้เด็กอย่างแกรู้ซะว่าในโลกความเป็นจริงการที่จะเอาชีวิตรอดมันไม่มีสิทธิเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง”

 

ไม่ทันที่คาอลอสจะได้ตอบโต้ เสียงสวบสาบจากพุ่มไม้ก็ทำให้ทุกสายตาหันไปมองหญิงสาวผมสีน้ำตาลเป็นประกายที่เพิ่งเดินเข้ามา กาเบรียลมองแซนซัสและคาลอสอย่างประหลาดใจน้อยๆ แต่ก็ยินดีแจกรอยยิ้มใสให้แทนคำทักทายกับสองหนุ่มต่างวัย

 

“มาที่นี้ทำไมหรือค่ะ”

 

“แค่มาเดินเล่น”

 

“คนอย่างคุณเนี้ยนะหรือค่ะ เดินเล่น คิ”

 

“ขำอะไร” แม้เหมือนฝ่ายตอบจะไม่พอใจ แต่กาเบรียลจับปลายเสียงได้ว่า คนตรงหน้าเธอไม่ได้เอยด้วยน้ำเสียงโมโห แต่เป็นน้ำเสียงที่กลบเกลื่อนความเขินอายมากกว่า

 

“เปล่าหรอกค่ะ แค่คิดว่าโชคดีที่ตอนนี้ยังสว่างอยู่ ถ้าคนอื่นๆมาเจอคุณตอนมืดๆ คงนึกว่าคุณจะมาปล้นหรือมาจับตัวไปเรียกค่าไถ่แน่ๆ”

 

“หึ คงไม่มีใครเขาคิดแบบเธอหรอก” ชายหนุ่มเอ่ยตอบพลางยิ้มมุมปากเล็กน้อย หวนนึกถึงความลับในอดีตบางอย่าง สิ่งที่คาดว่าจะถูกเก็บตลอดไป ไม่ได้สังหรณ์เลยว่าความลับดังกล่าวจะถูกเปิดเผยในไม่ช้า เมื่อหญิงสาวเอ่ยปากในอีกวินาทีต่อมา

 

“ตอนนั้นฉันเพิ่งจะ 15 แถมคุณตามดอมๆมองๆ อยู่ได้ ใครจะนึกถึงว่าคุณชายของโรงเรียนมาเฟียอย่างคุณจะมาจีบฉันกันละค่ะ”

 

เรื่องราวที่เปิดเผยโดยไม่คาดคิดเรียกริ้วสีแดงอ่อนๆ ให้ผุดขึ้นบนใบหน้าคร้ามแดด ในขณะที่คาลอสตาโตเมื่อได้ยินเรื่องในอดีตที่เพิ่งผ่านริมฝีปากสีสดออกมา จนเด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความตกใจ

 

 

 “หมอนี้เคยคิดจะจีบพี่ด้วยหรือครับ”

 

“ใช่จ้ะ เราเคยเรียนที่โรงเรียนมาเฟียที่เดียวกัน แต่กว่าพี่จะรู้ตัวก็หลายสัปดาห์เลยละ ก็เขานะไม่ยอมมาพูดอะไรสักคำ ดอกไม้สักดอกก็ไม่เคยให้ เอาแต่เดินตามเด็กปีหนึ่งอย่างพี่อยู่ได้ จนพี่กับเพื่อนๆ นึกว่าเขาเป็นพวกจะมาจับตัวไปเรียกค่าไถ่นะสิ“

 

ประสบการณ์รักวัยเยาว์ที่เปิดออกมาทำให้ใบหน้าเปื้อนรอบแผลเป็นแดงขึ้นไปอีกจนเห็นได้ชัดเจน คาลอสและกาเบรียลหัวเราะเสียงใสให้กับท่าทางเขินอายที่ปิดไม่มิดนั้น บรรยากาศโดยรอบคล้ายครอบครัวสุขสันต์ลอยพุ้งไปทั่ว โดยที่ไม่ล่วงรู้ถึงคนอีกคนที่ยืนมองเหตุการณ์นั้นอยู่ห่างๆ สักนิด

 

.

 .

.

ขอโฆษณาตัวอย่างอีก 5o ที่กำลังอู้อยู่่

“เพราะแกมันเป็นไอ้สวะไร้ค่าอย่างไงละ ฉันเสียเวลากับแกมามากไปแล้ว ตายไปซะเถิด”

"ก็เป็นคนที่ฉันรักอย่างไงละ!"

"เป็นมันใช่มั้ย มันข่มขืนพี่ใช่มั้ย"

Real Life Squalo

posted on 30 Dec 2011 19:53 by mod1234-takoyaki
คิคิ วันนี้มาแปลก อย่าหาว่าป้าแก่ๆ คนนี้ out เลยนะ  พอดีเปิดเจอแบบไม่คาดคิด หวังว่าอาจจะทำให้เพื่อนๆ ที่ยังติดตาม xs พอใจได้นะค่ะ
 
Real life Squalo
 
 
 
 
 
 
 
ชื่อ Andrej Pejic
 
เพศ ชาย

สัญชาติ เซอเบียน

ปีเกิด 1991 (นับถึงตอนนี้ก็ 20 ปี)

ความสูง  6”2 / 183

ผม บลอนด์ออกขาวหน่อยๆ

 

กิจกรรมยามว่าง  ศึกษาลัทธิมาร์ก 

คำจำกัดความจากเจ้าของบล็อก สวยแบบไร้เพศ
 
 
ความเหมือนในมุมมองส่วนตัว
 
1.รูปร่างที่บางแต่ว่ายังคงความแข็งแกร่งของผู้ชายอยู่ในที
 
2.ดวงตาที่ดูดุร้าย แต่เหมือนซ้อนความอ่อนโยนอยู่ภายใน
 
3.ความงดงาม แบบไร้เพศ ดึงดูด มีเสน่ห์
 
4. ความเข้ากันเข้ากันระหว่างผิวขาวกับสีดำ
 
คิคิด ว่ามั้ยอ่ะ
 
ปล.ถ้าผู้ชายมันสวยได้ขนาดนี้ ตรูยอมขึ้นคานดีกว่า
 
ปล.ล ถ้าใครเคยพบ Real Life Xanxus ช่วยบอกด้วยนะ อยากเห็นอะ
 
 
 

edit @ 30 Dec 2011 20:09:31 by mod1234

edit @ 30 Dec 2011 20:14:28 by mod1234

Christmas

posted on 24 Dec 2011 19:20 by mod1234-takoyaki  in FIC
Title : Christmas
Paining : xs
Warning :   
• one shot
• NO-NC / No-Kiss
• อบอุ่น แต่ไม่อุ่นตับ 
• คาแล็กเตอร์กระจุย
 

Silent night
Holy night
All is calm
All is bright
'Round yon virgin Mother and Child
Holy infant so tender and mild
Sleep in heavenly peace
Sleep in heavenly peace

 
 
เสียงเพลงศักดิ์สิทธิ์แผ่วเบาล่องลอยตามลมจากที่ห่างออกไปไกลริบ แสงเรืองรองของดวงไฟอบอุ่นส่องประกายจากตัวเมืองผ่านพ้นทิวใบสนหนาสุดลูกตา สีเหลืองอ่อนตัดกับประกายหิมะขาวพิสุทธิ์ที่ตกต้องปกคลุมพฤกษา ช่างนวลจับตาแวบวับดุจประกายไฟของต้นคริสตร์มาส ระยิบระยับราวดาราแห่งฟากฟ้า
 
 
ดวงตาสีพิสุทธิ์ของร่างๆ หนึ่งเฝ้ามองแสงอันอบอุ่นนั้นจากระเบียงของปราสาทหลังโตท่ามกลางฝนหิมะที่พร่างพราวรายรอบ มือเรียวโอบกอดตัวเองแน่นขึ้นเพราะความเหน็ดหนาวที่สัมผัส แววไหวระลอกในดวงตาเคลื่อนคล้ายไปมาเลื่อนลอยเมื่อเจ้าของจักษุคู่นั้นกำลังตกอยู่ภายใต้ภวังค์ของความคิด จนไม่ได้รู้สึกตัวสักนิดแม้จะมีแขกผู้มาเยือนโดยไม่ได้เตือนล่วงหน้า
 
 
“ทำไมไม่อยู่สนุกกับพวกไอ้พวกสวะนั้น” เสียงทุ้มนุ่มของบุคคลอีกคนที่เอ่ยออกมา ทำให้เจ้าตัวสะดุ้งนิดๆ
 
 
 
“........ แค่เบื่อๆ นะ” ร่างบางเพียงหันไปมองผู้มาเยือนชั่วครู่พลางตอบแผ่วเบา ก่อนกลับไปจ้องมองยัง
แสงไฟอันห่างไกลอีกครั้ง ไหลบางสั่นน้อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกหนาวเหน็ด แต่เจ้าตัวกลับไม่คิดอยากกลับเข้าไปด้านในอาคารที่เพรียบพร้อมไปด้วยความร้อนจากอีสเตอร์ชั้นดีสักเท่าไร
 
 
“คิดอะไรอยู่” แววเสียงทุ้มที่คราวนี้ขยับเข้ามากระซิบข้างใบหู เสื้อโค๊ทสีดำตัวหนาที่นภามือสวมใส่ถูกกางออกเพื่อห่มคลุมร่างบางในวงแขน หวังใช้ไออุ่นจากผ้าหนาและร่างกายตน ผ่อนปรนความหนาวเหน็ดของผู้ที่กำลังอยู่ในอ้อมกอด ไม่ว่าไหล่บางที่สั้นสะท้านอยู่นี้เกิดมาจากหิมะพิสุทธ์ที่ตกต้อง หรือ พายุหิมะที่กำลังสาดซัดภายในจิตใจของฉลามขาวของวาเรียก็ตาม
 
 
“ ......................................”  สคอลโล่ไม่ได้ปฏิเสธวงแขนแกร่งที่โอบอุ้มจากด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดเพิ่มเติม ร่างขาวเพียงปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอ้อมแขนหนาของคนใกล้ชิด ซุกซบหวังให้ความอบอุ่นจากคนเคียงใกล้ถ่วงความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะเอ่ยบอกออกมา
 
 
เหมือนความเงียบไม่ใช่สิ่งที่นภามืดยอมรับได้ แซนซัสใช้ตัวตนโอบร่างบางให้มากขึ้น หวังใช้ความมุ่งมาดและหนักแน่นซึ่งสะท้อนออกมาจากอ้อมกอดคาดคั้นอีกฝั่งโดยปราศจากคำพูด เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เจ้าของหัวใจของเขาทั้งดวงต้องเศร้าสร้อย และฉลามขาวก็เข้าใจความหมายที่นภาสื่อออกมาเป็นอย่างดี
 
 
“…………………………………………………………. ตลอดมาฉันไม่เคยมีครอบครัว สิ่งเดียวที่ฉันรับรู้ได้ในบ้านพักเด็กจรจัด คือ ความเปล่าเปลี่ยวและอ้างว้าง ........................ เพื่อวาเรียฉันทำเรื่องชั่วร้ายไม่ใช่น้อย ฆ่าคนไปมากมาย วันแห่งความบริสุทธิ์และครอบครัวอย่างคืนนี้ คงไม่มีที่ที่เหมาะกับฉัน” สคอลโล่ยิ้มน้อยๆ ขณะเปรยคำตอบ ใบหน้างามทอแววเศร้าสร้อยโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้สึก กระนั้นแซนซัสก็เพียงโอบร่างในอ้อมแขนไว้ด้วยหัวใจที่ซึมซับถึงความเจ็บปวด แล้วปล่อยให้คนตรงหน้าเผยความในใจต่อไปโดยไม่ขัดขวาง
 
 
“ซันตาครอส คงไม่มีวันมาให้ของขวัญฉันแน่ๆ เลย สินะแซนซัส”
เมื่อความในใจสุดท้ายเผยออกมา ความเงียบสงัดก็เข้าคลุมบริเวณ ขณะที่ใบหน้างามกลับไปซบบ่าแกร่งอีกครั้ง คาดหวังและรอคอยการปล่อยประโลบ คล้ายเด็กตัวน้อยที่รอคอยซัสตาครอสชุดแดงที่มามอบของขวัญให้
 
 
พลั๊ก!
 
 
แต่แทนที่จะเป็นสัมผัสแผ่วเบาอย่างที่คาดหวัง สคอลโล่กลับรู้สึกว่าตนเองถูกผลักให้ล้มลงไปยังพื้นของระเบียงที่มีหิมะทับถมจนดวงตาสะท้อนภาพสายน้ำสีขาวดุจปุยฝ้ายที่ยังถั้งทอลงมาไม่ขาดสาย แต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก่อนที่กายแกร่งแสนเร่าร้อนจะตรงเข้าทาบทับ โอบกอด ยึดตรึงทุกอวัยวะ บังคับให้ดวงตาสีวารีสวยสบกับเพลิงกาฬอันร้อนแรง
เมื่อตาต่อตาจับจ้องกัน ความเหน็ดหนาวทั้งกายและใจคล้ายเลื่อนหายไป แสงไฟที่พร่างพราวจากภายนอกราวกับยิ่งห่างออกไปในอีกจักรวาล เหลือเพียงสองใจซึ่งหยุดไว้ที่กันและกัน ไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากตัวตนของคนตรงหน้า
“แกจะไปรอคอยไอ้สวะอ้วนชุดแดงนั้นทำไม ถ้าแกอยากได้อะไรก็มาขอกับฉัน เพราะฉันคือครอบครัว คือซันตาครอสของแกคนเดียว และตลอดไป”
ถ้อยความแสนหวานเอ่ยตอบ พร้อมๆกับมือเรียวขาวที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อมอบจุมพิตหนัก แรงสัมผัสเรียกเสียงหัวเราะคิกคักของสคอลโล่ให้ดังขึ้น ใบหน้าที่เคยฉาบไปด้วยความหมองเศร้า บัดนี้เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มขี้เล่นแสนน่ารักจนคนที่มองอยู่เบื้องบนอดใจไม่ให้ก้มลงมายังพวงแก้มใสไม่ไหว แต่ยังไม่ทันที่จะได้เคลื่อนริมฝีปากไปลิ้มรสชาติต่อ มือเรียวก็เข้ามาขวางไว้ทำให้ร่างสูงขัดใจที่ทำได้เพียงกดจุมพิตหนักที่หมายจะทาบทับยังกลีบปากสีกุหลาบลงบนฝ่ามือเนียนแทนเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นซันตาครอส ปีนี้ฉันเป็นเด็กดีหรือเปล่า” คนเบื้องล่างเอ่ยถามเมื่อนภามืดยันกายขึ้นมาจับจองตนอีกครั้ง ใบหน้าหล่อคมชักสีหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมให้ตนได้ทำอย่างใจอยาก
“ดีก็ได้”
คำตอบที่ได้ทำให้นิ้วเรียวขาวถูกนำมาทาบริมฝีปากบางสีชมพูเรื่อ ก่อนเจ้าตัวจะนำไปทาบยังแก้มของนภา
รัตติกาลแทนจุมพิตขอบคุณ
“งั้นซันตาครอสจะให้ของขวัญเด็กดีคนนี้หรือเปล่า”
“แกอยากได้อะไรละ”
สคอลโล่ยิ้มเอียงอายเมื่อยกตัวขึ้นไปจุมพิตที่แก้มซึ่งประดับด้วยรอยแผลเป็น ดวงหน้าที่ตราตรึงทุกผู้มีเพียงรอยยิ้มกระจ่างตา ขณะที่มือเรียวที่เคยโอบรอบคอหนาถูกเลื่อนลงมาสัมผัสที่ข้างแก้มทั้งสองแทน เพื่อสัมผัสถึงไอร้อนประจำตัวซึ่งช่วยยืนยันว่าความอบอุ่นแสนหวานตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่ฝันไป
“ขอให้ซันตาครอสรัก และอยู่กับฉันตลอดไปก็พอแล้ว”
ความในที่ได้รับจุดรอยยิ้มบนใบหน้าคร้าม ความต้องการ “รัก” ที่มากมายจนแทบระเบิดออกมา ทำให้แซนซัสอยาก บดเบียด สัมผัส ตัวตนและจิตวิญญาณทุกส่วน อยากหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ความสุขอันหอมหวน แสนหวานสั่งให้ริมฝีปากมุ่งตรงไปยังกลีบกุหลาบหวานช้ำที่คราวนี้เจ้าของไม่ขัดขืน หรือ ปัดป้องอีกต่อไป เมื่อความต้องการภายในใจของสองดวงประสานเป็นหนึ่งเดียว
.
.
.
ยังไม่ทันทีริมฝีปากทั้งสองจะประกบถ่ายทอดตัวตนให้แก่กัน ประตูระเบียงก็ต้องผลักอย่างแรง พร้อมกับการปรากฎกายของเจ้าชายนักฆ่า เด็กหน่มชะงักมองภาพการป้อนความรักตรงหน้าชั่วครู่ ก่อนจะมอบรอยยิ้มโรคจิตให้พลางตรงไปฉุดกระชากลากถูฉลามคลั่งจากอ้อมอกของแซนซัส โดยที่เจ้าแห่งรัตติกาลไม่คัดค้านแต่อย่างใดเพียงแต่เดินตามมาห่างๆ เท่านั้น
หลังจากเบลฟาลากอนสามารถฉุดกระชากสคอลโล่ลงมาจนถึงสวนด้านล่างของปราสาทที่ซึ่งลุซซีเรีย และมาม่อนรออยู่แล้วได้เป็นผลสำเร็จ เจ้าชายก็ยอมปล่อยมือขาว ขณะที่คนซึ่งไม่ทันตั้งตัวเรียกสติพอจะหันกลับมาด่ากราดตามวิสัยในที่สุด
“จะทำอะไร ไอ้เจ้าชายงี่เง่า”
กระนั้นเด็กหนุ่มกลับไม่ตอบคำถาม แต่มอบรอยยิ้มกวนประสาท พร้อมถือวิสาสะจับมือนุ่มนำไปวางไว้ตรงแท่นที่ตั้งตระหง่านอยู่แทน
“สคอลโล่เอามือวางไว้ตรงนี้นะ นั้นละ พอเจ้าชายนับ 1 ถึง 3 แล้ว สคอลโล่ก็กดเลยนะ”
ความมืดที่รายรอบประกอบกับปุ่มที่ไม่มีคำอธิบายได้ๆ ทำให้ฉลามหนุ่มงุนงง แต่กระนั้นเหล่าผู้บริหารแห่งวาเรียที่เริ่มนับถอยหลังก็ทำให้สคอลโล่ไม่อาจขอคำอธิบายได้เพิ่มเติมแล้ว
3
2
1
0
มือเรียวกดปุ่มตรงหน้าพร้อมๆ กับเสียงนับถอยหลังที่เสร็จสิ้น ทันใดนั้นต้นไม้โดยรอบตัวก็สว่างพร่างพราวระยิบระยับด้วยไฟหลากสีที่พร้อมใจกันเปล่งประกายหยอกล้องดงาม แสงไฟที่ล้อมรอบ ความสวยงามที่บังเกิดขึ้นฉับพลันเรียกรอยตื่นตะลึงบนใบหน้าหวาน ไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำใด เสียงของเจ้าชีวิตก็ถูกกระซิบข้างใบหูอีกครั้ง และมันก็จะดังอย่างนี้ตลอดไปทุกๆ ปี
 
 
Merry Christmas My Dear
.
.
.
.
.
Fin

Merry Christmas Everybody
ปล. คลอดฟิคออกมาด้วยความมึนงง เขียนเช้า เสร็จค่ำ ก้ากกกกก กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องนะค่ะ เหมือนจะไม่ได้อัพฟิคมานานมากมายแล้ว ภาษาอะไรอาจจะติดขัดไปบ้าง เพราะห่างจากวงการไปนานโข่ แต่ก็อยากแต่งฉลองเทศกาลกันหน่อย ฟิคนี้แต่งเพราะ 2 เหตุผล คือ อยากแต่ง และ เพราะ คุณ (ท่าน) น้อง พลอย อยากอ่าน รับปากไปแล้วว่าจะอัพฟิคใหม่ แต่ดันไปต่อไม่ถูก ครั้นจะไม่อัพเลย ก็กลัวโดนมันตบกลิ้ง (อยากเข้ามานะพี่กลัว อิอิ)

edit @ 24 Dec 2011 19:37:36 by mod1234

edit @ 25 Dec 2011 11:51:36 by mod1234

ประกาศนียบัตร XS

posted on 08 Mar 2011 19:44 by mod1234-takoyaki
เห็นนังมดอัพบล็อค มั่นใจได้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระเป็นแน่แท้ แต่คนอยากจะแชร์ทำไงได้
กรีดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
(หลังห่างจากการนั่งอ่านฟิคมาเป็นเวลา 138 โกฐปี พอดีไปเจอไอ้นี้เข้า)
 
 
 
 
 
ป๋าเมียได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในระดับโลกแล้ว
 
 
 
 
 
ความสัมพันธ์ สเปลฮี สควอลโล่ (เมีย) (คนรู้ใจ)
 
 
 
สาบานว่าไม่ได้ทำเองหรือตัดต่อ มันอยู่ในวิกิพีเดียจริงๆนะ เออ
คิคิ ต่อมอยากอ่านฟิคป๋าเมียปะทุอีกแล้ว ไปขุดหาอ่านดีกว่า
ปล.ล. ใครก็ได้แต่งฟิคป๋าเมียให้อ่านหน่อย Please

edit @ 8 Mar 2011 19:54:54 by mod1234

edit @ 8 Mar 2011 19:56:08 by mod1234

ร่วมไว้อาลัยแด่ 1827FC

posted on 28 Jan 2011 20:06 by mod1234-takoyaki
เหมือนจะนอกเรื่องไม่ใช่น้อย แต่อย่างไงก็เคยเค้ยเป็นแฟน 1827 ชนิดเหนียวแน่นหนึบ เลยขอมาเกาะกระแสสักนิดแล้วกัน เดียวจะตกเทรน
 
"หากผืนนภาไร้ซึ่งพิสุทธิ์ของเมฆามาแต่งแต้ม      
สีฟ้าอันเปล่าเปลี่ยวคงเจิดจรัสอย่างเดี่ยวดาย"
 
 
 
 
ขอร่วมไว้อาลัยกับการจากไปของแฟนคลับ 1827 อย่างเป็นทางการ

edit @ 28 Jan 2011 20:18:13 by mod1234

spoil 295 - หลามของฉานนน

posted on 04 Jul 2010 18:06 by mod1234-takoyaki

ยอมบล็อคแหกเพื่อลูก 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

 

อ.อามาโนะ

 

 

ชาบู ชาบู

 

 

 

ได้ใจหลายๆๆๆๆๆๆ หลามฉานนนนนนนนนนนน

 

 

 

เอาละ มาตีแผ่กันที่ละช็อต (แบบเสื่อมๆ)  + แถมตัวชี้วัดความเป็นราชีนี

 

 

 

ช๊อตที่ 1

เมื่อหลามได้พบกับโทมัส ทอร์ ผู้เชี่ยวชาญของซันซิว 

 

ผมเธอจึงพลิวสลวยรับลม เสื้อสูทสีดำช่างตัดกับผิวขาวๆเสียนี้กระไร อย่างว่า หลามมันเมพเทพกับสีดำ(?)

 

คะแนนความเป็นราชินี

สวยพร้อมทุกสถานการณ์

10/10

 

 

 

 

 

 

 

ช็อตที่ 2

เมื่อคุณเธอรับบท 'นังอุษา' แห่งไทรโศก

แม่คุณเธอของขึ้น เมื่อพี่ม้าถามหาสามีสุดที่รัก (?) ต่อหน้าทูน่าน้อย

ชิชะ! ริอาจจะเป็นพ่อสื่อพ่อชักให้นังปลาขาดโอเมก้า 3 หรือ ฝันไปเถิด เดียวแม่ก็เอายากรอกปากให้เป็นอัมพาย์อดกินนกเสียหรอก

 

คะแนนความเป็นราชินี

สั่งการทุกผู้ดุจดังบ่าวไพร่ เอาบารมีเข้าข่ม

10/10

 

 

 

 

 

 

 

 

ช๊อตที่ 3

เมื่อแม่คุณทำตัวเป็นนักสืบ

 

เมื่อลูกศิษย์ตัวน้อยมีภัย มีหรือที่อาจารย์จะไม่รู้ แค่ตามองตาก็รู้แล้วว่าเป็นตัวปลอม

โอโห้ สงสาร ป๋า ขึ้นมาทันใด นี้คงไม่สามารถตบตาอันคมกริบของฉลามสาวแอบไปมีกิ้กได้แน่ๆ (ขืนทำจริงคงโดนฉลามขย้ำซะ)

 

คะแนนความเป็นราชินี 

สายตาดุจนางเหยี่ยว จับผิดได้ทุกความเคลื่อนไหว 

10/10 

 

อันว่าด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า

 

 

หลามเคะราชินีโว๊ย!!!!

 

 

 

 

edit @ 4 Jul 2010 18:26:14 by mod1234

edit @ 4 Jul 2010 19:10:35 by mod1234

เปิดรับ comment - eternity

posted on 22 May 2010 19:52 by mod1234-takoyaki

เหมือนจะอัพเลว แต่อัพมีสาระ (มั่งนะ)

บ้างคนอาจทราบแล้วว่ามดได้มีส่วนร่วมกับเมกะโปรเจ็ค XS เอ็นโทร

 

eternity  

By Mod1234

เนื้อเรื่องย่อ: การพลิกบทบาทครั้งสำคัญของแซนซัส ชายหนุ่มหน้าตาดี อดีตชายหนุ่มเจ้าของฉายา เก้าอี้ติดตูด ในครั้งนี้แซนซัสจะลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เพื่อปกป้องคนสำคัญของเขาได้อย่างไร การผสมผสานระหว่างหนังไทยชื่อดังอย่างชัตเตอร์และ the eye จะจบลงเช่นไร วิญญาณหลอกลอนที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆนั้นจะหายไปมั้ย ติดตามชมได้ในฟิคเรื่องนี้

เลยขอเปิดพื้นที่สำหรับเพื่อนๆที่ได้อ่านสำหรับ comment สักนิด ขอบคุณมากค่ะ

ปล.เฝ้ารอ comment  

edit @ 27 May 2010 19:54:57 by mod1234

fic-enough # 9 (XS)

posted on 30 Apr 2010 20:07 by mod1234-takoyaki  in FIC
ตอนที่ 9


"แกมาช้า!" ทันทีที่สคอลโล่เปิดประตูเสียงตวาดก็เอ่ยต้อนรับคล้ายอีกฝั่งกำลังรอคอยการกลับมาของฉลามคลั่ง ถ้าเป็นสมัยก่อนคงน่าดีใจยิ่งนักที่แซนซัสเห็นความสำคัญของเขาบ้างแม้เพียงนิด แต่กาลเวลาที่ผ่านไปกลับทำให้หลายสิ่งแปรเปลี่ยน ด้วยบัดนี้เหลือเพียงดวงตาสีวารีที่มองผ่านไปยังใบหน้าคมที่กำลังเกรี้ยวกราดอย่างเหนื่อยอ่อนใจยิ่งนัก เพราะความเจ็บปวดที่ผ่านมามันเพียงพอแล้วกับการตั้งความหวัง มากเกินไปแล้วสำหรับการรอคอย มองเลยไปด้านหลังซุปร้อนๆ กำลังถูกแบ่งใส่ถ้วยเล็กเคียงกับขนมปังก้อนโตโดยลุซซีเรีย กลิ่นหอมอ่อนๆผสานไปกับกลิ่นของขนมปังน่าจะช่วยกระตุ้นกระเพราะอาหารให้หิวโหยสำหรับคนที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องมาตั้งแต่ช่วงเที่ยง แต่ความรู้สึกหนักหน่วงภายในใจกลับทำให้รู้สึกเต็มตื้นขึ้นแทน


"ลุซซีเรีย พวกแกกินไปเลย ฉันไม่หิว" สคอลโล่บอกปัดพลางเลี่ยงเดินไปทางบันได โดยไม่สนใจสายตาดุดันที่จับจ้องตนอยู่ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขึ้นขั้นแรกเอวบางก็ถูกคว้าไว้โดยเจ้าชายนักฆ่าที่วิ่งมาซบพร้อมใช้มือตบหน้าผากเสียเต็มแรง ก่อนทำหน้าเหมือนเพ่งพินิจบางสิ่ง


"โย้ย! สคอลโล่ตัวร้อนจี้เลย เจ้าชายว่าสคอลโล่ต้องกำลังป่วยอยู่แน่ๆ"


เสียงยืนยันหนักแน่นของเบลฟาลากอนทำให้สคอลโล่จำต้องยอมรับอย่างหงุดหงิดใจแล้วว่าการที่เขารู้สึกอ่อนเพลียมันคงไม่ใช่เรื่องที่อุปทานไปเอง แต่มีหรือที่คนอย่างฉลามคลั่งจะยอมให้ตัวเองอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นโดยเฉพาะต่อหน้าร่างหนาที่กำลังจับจองเขาอย่างไม่วางตานั้น คนแสนรั้นจึงสะบัดตัวต่อต้านจนอีกฝั่งต้องถอยปล่อยให้คนป่วยเดินปึงปังหนีขึ้นบันไดไป


.
.
.


ร่างที่ปกปิดด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำขาวสะอาดตาเดินออกจากห้องน้ำอย่างอ่อนระโหยเพื่อไปยังเตียงนุ่ม กลิ่นแดดที่เจืออยู่ในบรรยากาศและเสียงร่ำร้องจากทั่วร่างที่ต้องการพักผ่อนทำให้รู้สึกง่วงงุนจนผิดปกติ ศีรษะที่ตั้งตรงด้วยความผยองอยู่เสมอกลับโงนเงนและค่อยๆโน้มลงสู่หมอนใบนุ่มที่วางอย่างเหมาะเจาะ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นทำให้เจ้าของห้องอดนึกโมโหผู้ที่บังอาจมารบกวนไม่ได้ คิดไปว่าคงเป็นเจ้าชายนักฆ่าหรือไม่ก็กระเทยสาวที่มาวุ่นวายเรื่องอาหารเย็นจนไม่อยากใส่ใจ แต่เสียงทุบประตูที่ดังขึ้นทุกขณะทำให้จำยอมต้องลุกขึ้นไปกระชากประตูเปิด ทันใดนั้นดวงตาสีวารีก็ต้องเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เมื่อผู้ที่ยืนรออยู่หาใช่คนที่คาดคิดแต่กลับเป็นบอสแห่งวาเรียที่ยืนถือถาดซึ่งมีผ้าคลุมไว้


"..........................................................."


"........................................................."


".........................................................."


"......................................................มีอะไร"


สคอลโล่จ้องไปยังร่างหนาสลับกับสิ่งที่ถือไว้อย่างสงสัย แต่แซนซัสกลับไม่ยอมพูดสิ่งใดจนกระทั่งสคอลโล่ยอมแพ้ต้องเป็นฝ่ายถามก่อน ร่างหนาจึงได้ผลักไสถาดในมือมาให้ แม้จะงุนงงไม่น้อยแต่สคอลโล่ก็ยอมรับสิ่งที่นภามืดส่งมาให้แต่โดยดีก่อนเปิดผ้าที่คลุมออก และสิ่งที่เปิดเผยออกมาทำให้ดวงตาสีวารีทอแววแปลกใจมากขึ้นเมื่อของที่วางอยู่บนถาดคือซุปสีข้นที่มีควันลอยกรุ้น และขนมปังขนาดพอดีคำซึ่งถูกตกแต่งด้วยแยมสีแดงสดน่ารับประทาน


"กินไปให้หมด!"


คำสั่งดุดันเรียกสคอลโล่จากความประหลาดใจได้ชะงัก ใบหน้าหวานกลับงอง้ำอีกครั้งเพราะท่าทีแข็งกร้าวของแซนซัสซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงจึงผลักถาดกลับสู่มือของคนที่เอามาให้พร้อมหันหลังหมายจะกลับเข้าห้อง แต่ไม่ทันไรข้อศอกเรียวก็ถูกคว้าไว้


"ฉันบอกแล้วว่าไม่หิว" ร่างบางกระแทกเสียงตอบพลางออกแรงสะบัดหลายครั้งหวังให้หลุดจากพันธนาการ ท่าทีขัดขืนทำให้แซนซัสออกแรงบีบข้อศอกเรี่ยวมากขึ้นอีกจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นสลับกับเสียงลมหายใจที่แหบพร่าด้วยความเจ็บปวด


"ฉันสั่งให้แกกิน!"


ว่ากันว่าบางครั้งความเกรี้ยวกราดและความรุนแรงไม่อาจสยบให้ทุกสิ่งที่ต้องการมาหมอบคาบอยู่ภายใต้เราได้ และเช่นเดียวกันที่ประโยคอันแข็งกร้าวอันเป็นเอกลักษณ์ของนภามืดตนนี้หาได้สยบให้พิรุณร่างบางย่อมศิโรราบได้


"โว๊ย! บอกเป็นล้านรอบแล้วไงว่าแกไม่ใช่บอสของฉันแล้ว แกไม่มีสิทธิบังคับให้ฉันกินอะไร หรือไม่กินอะไร"


ความดื้อดึงที่ปรากฎชัดเรียกความเดือดดาลของนภากว้างให้พุ่งขึ้นไปในระดับสูงสุด ร่างหนาออกแรงตวัดร่างบางในอ้อมแขนให้เข้ามาปะทะกับแผงอก โดยใช้มือเพียงข้างเดียวพันธนาการไว้ ในขณะที่อีกข้างยังคงถือถาดอาหารไว้มั่น ความใกล้ชิดทำให้ฉลามคลั่งสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันระอุ รับรู้ถึงความเร่าร้อนในกายที่แนบชิดกับตน และเหนือสิ่งใดคือประกายระริกพราวที่ทอแสงจ้าในความมืดภายใต้เพลิงกาฬอันแผดเผาคู่นั้น


.


ชั่วขณะที่สคอลโล่กำลังหวาดหวั่นกับความพ่ายแพ้ในตัวตนของนภา วงแขนที่กระชับแน่นเมื่อครู่ก็ค่อยๆผ่อนแรงลงเพื่อปล่อยข้อศอกเรียวให้เป็นอิสระโดยรู้ดีว่าคนๆนี้ไม่อาจหลบหนีออกไปได้ ในขณะที่โน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างใบหูนุ้มด้วยถ้อยความที่แฝงไปความปราถนาในอารมณ์รัก


"แกแน่ใจหรือว่าฉันไม่มีสิทธิในตัวแก"


สายตาสีแดงฉานทอประกายจ้ามากขึ้นเมื่อใบหน้าขาวแดงเรื่อเพราะคำพูดเล้าโลมของตน และดูเหมือนสคอลโล่ก็จะรู้เช่นเดียวกันว่าท่าทางของตนตกอยู่ภายใต้การเฝ้ามองอย่างพึงใจจากแซนซัสจึงรีบหาทางออกจากสถานการณ์อันตรายนี้ด้วยการคว้าเอาถาดอาหารจากอีกฝั่งแล้วรีบปิดประตูก่อนที่จะถูกกักตัวไว้ได้อีกครั้ง


.


เพียงคล้อยหลังสคอลโล่ไปชายผู้ถูกทิ้งให้ยืนอยู่หน้าห้องก็อดยิ้มหยันด้วยความสนุกสนานให้กับท่าทางเขินอายของฉลามคลั่งไม่ได้ แต่ทันทีที่หันตัวกลับมาใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มก็แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยอย่างวางเชิงเมื่อเห็นว่ามีบุคคลอื่นกำลังยืนมองตนอยู่ไม่ห่างมากนัก


"เธอมาทำอะไร"


"เบลบอกว่าสคอลโล่ไม่ค่อยสบาย ฉันก็ต้องมาเยี่ยมสิค่ะ"


.
.
.


ในห้องพักของสคอลโล่ ฉลามคลั่งกำลังฮึดฮัดกับความเอาแต่ใจของแซนซัสซึ่งไม่เคยเปลี่ยน กระนั้นแม้ริมฝีปากเรียวจะพร่ำคำด่านับ 10 ภาษา แต่ก็ยินยอมทานขนมปังและซุปอยู่ดี พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง


"สคอลโล่"


เสียงคุ้นหูที่เรียกชื่อทำให้ร่างบางรีบลุกขึ้นไปเปิดประตูต้อนรับผู้ที่มาเยือนพลางมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ ทางเดิน ก่อนเชื้อเชิญให้หญิงสาวเข้ามานั่งบนเก้าอี้หวายข้างเตียง ขณะที่ตนกลับไปนอนห่มผ้าบนเตียงเหมือนเด็กเล็กๆ ที่ยอมให้มือเรียวเล็กเนียนนุ้มลูบหัวอย่างแผ่วเบาเหมือนน้องชายกำลังอ้อนพี่สาวที่มาเฝ้าพยาบาลตัวเอง


"พี่ได้ข่าวว่าเธอไม่สบายเป็นอย่างไงบ้าง"


"ไอ้เบลมันปากบอนสินะ ไอ้เวรนั้นหุบปากไม่เป็นจริงๆ"


"แล้วเป็นอย่างไรบ้าง"


"แค่ปวดหัวนิดหน่อย สงสัยโดนลมทะเลมากไป"


เสียงที่แสร้งสดใสขัดกับใบหน้าที่ทอแววแดงกล้ำขึ้นทุกขณะ ไอร้อนที่แผ่ออกมาทำให้แม้แต่เด็ก 5 ขวบก็รู้ว่าฉลามคลั่งกำลังโกหก และถ้าแค่นั้นยังไม่อาจทำให้มั่นใจได้ เสียงไอที่ดังตามมาถี่ๆ ก็คงสามารถยืนยันอาการป่วยได้อีกประการหนึ่ง


"นี้เป็นยาแก้ปวด ทานซะมันจะทำให้เธอสบายขึ้น" หญิงสาวพูดพลางหันไปหยิบยื่นยาเม็ดสีขาวมนเล็กๆ 2 - 3 เม็ดจากกระเป๋าสะพายของเธอ พร้อมแก้วน้ำที่ติดมากับถาดอาหารที่วางอยู่ใกล้ๆ และหลังจากที่สคอลโล่ทานยาแก้ปวดไปได้ไม่นานสติก็เริ่มสะลึมสะลือและเข้าสู่ภวังค์ โดยมีกาเบรียลคอยเฝ้ามองจนมั่นใจว่าชายหนุ่มหลับสนิทดีแล้วจึงค่อยถอยตัวออกมา ปล่อยให้ฉลามคลั่งนอนพักผ่อนต่อไปเพียงลำพัง


.
.
.


"ยังอยู่อีกหรือค่ะ" หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความแปลกใจเมื่อทันทีที่เธอออกมาจากห้องก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มผมสีนิลที่กำลังยืนผิงกรอบหน้าต่างด้านตรงข้าม


"................................................"


แม้ไม่มีเสียงตอบคำถามแต่อาการจับจ้องไปยังประตูที่กั้นกลางระหว่างทางเดินกับภายในห้องก็ไม่ยากเกินกว่าหญิงสาวจะคาดเดาจุดประสงค์ของนภาผู้นี้


"เขาทานอาหารหมดแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะ"


"......................ใครเป็นห่วงเจ้าสวะนั้นกัน" เแซนซัสกระชากเสียงตอบพลางหันหลังกลับเตรียมจะเดินจากไป ทันใดนั้นเสียงหวานก็เปรยขึ้นมาแผ่วๆ คล้ายพูดกับตัวเอง แต่ก็ดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังจะเดินจากไปนั้นได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ


"ถึงเด็กคนนั้นจะไม่เคยบอกว่าทำไมเขาต้องเตลิดเปิดเปงออกมาจากอิตาลี แต่ฉันพอเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อนเพราะมันคงไม่ต่างกับสิ่งที่ฉันเจอมากนัก แต่ตอนนี้สคอลโล่เจ็บปวดมากเพราะเพิ่งสูญเสียคนรักไป และฉันหวังว่าคุณจะไม่ใช่โอกาสนี้ทำให้เขากลับไปเจ็บปวดเพราะคุณอีกครั้งนะค่ะ"


ไม่ทันที่นภามืดจะได้โต้ตอบคำเปรยหญิงสาวก็เดินจากไปไกลเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงความงุนงงและความโมโหที่ไม่อาจทำสิ่งใดได้ สายตาสีฉานตวัดมองไปยังประตูไม้อย่างคาดโทษราวกับต้องการทำลายสิ่งที่กั้นขวางระหว่างเขากับสิ่งที่อยู่ภายในห้องเสียในนาทีนี้แต่รู้ดีว่าไม่อาจทำได้ดังใจนึกจึงจำต้องเดินจากไป ท่ามกลางจังหวะบรรเลงของฟรุ๊ตที่ก้องกังวาลในบรรยากาศ


.
.
.


ปวดหัวชะมัด!


เสียงกู้ร้องจากลานหน้าบ้านดังขึ้นหลังจากตะวันส่องสว่างอีกครั้งเรียกให้ดวงตาที่อ่อนล้าจำต้องเปิด สคอลโล่สัมผัสได้ถึงคราบเหงื่อที่โซกไปทั่งร่างและที่แย่กว่านั้นคืออาการหัวศีรษะที่คุกคามมาตั้งแต่เมื่อคืนและทวีมากขึ้นที่ทำให้ตาพร่าเลือนจนนึกอยากจะนอนหลับต่อไป แต่เสียงเรียกที่ดังขึ้นคงไม่ยินยอมให้ฉลามคลั่งสามารถทำดังใจนึกได้ ร่างบางจำเป็นต้องฝืนตัวเองเดินลงมาด้านล่างซึ่งลูกน้องกำลังเฝ้ารออยู่ด้วยความเคร่งเครียด


"มีอะไรแต่เช้าว่ะ"


"เกิดเรื่องแล้วครับ!"


.
.
.


หลังทราบเรื่องคราวๆ สคอลโล่พลันโดดขึ้นรถจิ้บพุ่งตรงไปยังที่หมายซึ่งเป็นกระท่อมไม้เล็กๆที่ตั้งอยู่ชายป่าห่างจากบ้านพักของตนไม่มากนัก ยังไม่รอให้รถจิ๊บจอดนิ่ง ชายหนุ่มผมสีเงินก็ถลากระโดดลงไปหาราอูลที่ยืนสั่งการให้เหล่าหนุ่มรุ่นทั้งหลายช่วยกันสาดน้ำไปยังต้นไม้ใกล้ๆป้องกันไม่ให้เพลิงที่กำลังเผาผลาญบ้านไม้หลังนั้นลุกลามออกไปจนกลายเป็นไฟป่าครั้งใหญ่


"จิฟาส กับ โซรอสละ" เสียงที่เอ่ยถามแสดงได้ดีถึงหวาดหวั่นที่ไม่อาจหลบซ่อน หลังจากสคอลโล่ทันเห็นกองไม้ที่หักโคนในกองเพลิงที่กำลังเผาพลาญ และวินาทีต่อมาระเบิดเล็กๆจากภายในกองไฟก็ประทุขึ้นส่งลูกไฟพุ่งสูงขึ้นสู่ฟ้าท่ามกลางความสับสนวุ่นวายรอบด้าน แต่แสงสว่างที่วาบขึ้นก็ไม่อาจเรียกความสนใจของฉลามคลั่งไปจากใบหน้าอันเศร้าสร้อยของชายชราได้


"พวกเขาอยู่นั้น" ชายชราตอบพลางชี้ไปยังจุดที่ร่างไร้ชีวิตของเหล่าเด็กหนุ่มซึ่งถูกกล่าวถึงเมื่อครู่วางเคียงกันอยู่บนเสื่อและคลุมด้วยผ้าสีขาวผืนโต ร่างบางก้าวอย่างอ่อนแรงไปตวัดผ้าเปิดออก ดวงตาสีวารีพลันเออคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลรินโดยลืมอายเมื่อภาพเด็กหนุ่มอายุเพียง 12 - 13 ปีที่ต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควรช่างอนาถและยากแก่การทำใจมากนัก


"ไอ้สารเลวพวกนั้น มันทำกับเด็กไม่มีทางสู้ได้ขนาดนั้นเลยหรือ!" เสียงตวาดกร้าวดังก้องผืนป่าจนแม้แต่เหล่าชายหนุ่มที่กำลังขะมักเขม้นกับการดับไฟยังต้องชะงักขึ้นมาดูหัวหน้าตนที่โกรธกร้าวกว่าครั้งใด หลายคนลอบเห็นตรงกันว่าฉลามคลั่งในยามนี้ช่างดูน่ากลัวนัก ดวงตาสีวารีแววโลดด้วยเพลิงแค้นที่สะท้อนรับคราบน้ำตาที่เอื้อคลอ มือเรียวเขย่าผ้าในมือราวกับต้องการบดขยี้ให้แหลกเป็นผุยผง แม้แต่ราอูลที่นับว่าเป็นคนที่ใกล้ชิดมากที่สุดก็อดหวาดหวั่นกับแรงพิโรธที่สัมผัสไม่ได้ แต่วินาทีนี้การแก้แค้นยังไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด


"สงบใจไว้ก่อนสคอลโล่ ตอนนี้เราต้องรู้ให้ได้มากกว่าว่าใครทำและพวกมันรู้ที่ซ่อนคลังอาวุธได้อย่างไง ฉันไปถามพวกยามชายฝั่งแล้วตั้งแต่เมื่อคืนไม่มีความเคลื่อนจากพวกนั้น อย่าลืมสิว่าที่ตั้งคลังอาวุธที่นี้มีเพียงพวกเราไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน"


ข้อสังเกตจากราอูลฉุดให้สคอลโล่คิดตามอย่างถี่ถ้วน แต่แล้วไม่ว่าจะมองมุมไหนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ชี้ให้เห็นได้เพียงอย่างเดียว


"เกลือเป็นหนอนหรือ!"


"เราคงต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นกว่าเดิมแล้วละ" ชายชราพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนเอ่ยตอบด้วยความหนักใจ เพราะถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะคนในเกาะเพียงไม่กี่คนด้วยกันแล้วมันจะเป็นปัญหาที่แก้ไขยากกว่าการรับศึกนับล้านจากภายนอกนัก


.
.
.


ตะวันทำมุมกับท้องฟ้าหลายองศาแล้วกว่าไฟที่โหมไหม้จะมอดดับ เหล่าชาวบ้านที่มาชุมนุมช่วยกันเก็บกวาดและค้นย้ายศพของเด็กหนุ่มทั้ง 2 ไปที่โบสถ์ด้วยรถที่ฉลามคลั่งขับมา ขณะที่สคอลโล่ขอให้ราอูลมาส่งตนยังบ้านพักก่อนจะเลยไปที่ฐานเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดและเขม่าควัน


"ไปรอฉันที่ฐานก่อน อีก 20 นาทีฉันจะตามไป"


สคอลโล่สั่งการขณะก้าวลงจากรถที่มาชะลอส่งที่หน้าประตู ท่ามกลางการจ้องมองอย่างสงสัยในสีหน้าอันซีดเผือกราวกับไร้เลือดขึ้นไปหล่อเลี้ยงจนอดไถ่ถามด้วยความห่วงใยไม่ได้ของราอูล


"นายหน้าซีดมากเลยเป็นอะไรหรือเปล่า สคลอโล่"


"ไม่เป็นไร ไปได้แล้ว"


สคอลโล่ฝืนออกแรงตบรถไล่เสียงดังและยืนส่งจนมั่นใจว่ารถจิ๊บเมื่อครุ่จากไปจนลับตาแล้วจึงเปิดประตูรั้วเพื่อเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านที่ห่างออกไปไม่ถึง 30 เมตร แต่ในความรู้สึกของคนเดินกลับเหมือนมันมีระยะทางหลายกิโล แสงแดดที่สะท้อนประกายกับพื้นหินทำให้ทางเดินดูเลือนลาง ลำคอรู้สึกแห้งพาก แม้แต่เรี่ยวแรงก็เหมือนจะหลุดลอยไปในทุกก้าวย่างจนไม่อาจแน่ใจได้ว่าขาอันสั่นพร่านี้จะสามารถพยุงร่างอันอ่อนระโหยนี้ไปถึงหน้าประตูได้หรือไม่


"แกหายตัวไปไหนมา" แว่วเสียงดุดันดังจากเบื้องหลังทำให้ร่างบางสะดุ้งตัวโยน แต่ก่อนที่จะได้หันไปหาที่มาของเสียงแขนเรียวข้างหนึ่งก็ถูกใครบางคนถือวิสาสะเกาะกุมไว้อย่างแน่นหนาเสียแล้ว


"ฉันไม่มีอารมณ์จะมาต่อล้อต่อเถียงกันแกตอนนี้" แรงบีบที่แขนเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับขึ้นมาได้อีกนิด สคอลโล่พยายามสะบัดให้หลุดแต่มีหรือที่ไม้ซีกจะไปชนะไม้ซุงเพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะสะบัดแรงเพียงใดมือหนาที่จับเอาไว้มั่นนั้นก็ไม่ยอมปล่อยอยู่ดี


"แกไม่มีสิทธิหนีฉันไอ้สวะ"


"ปล่อยสิว่ะ"


"แกไม่มีสิทธิสั่งฉัน!"


"บอกว่าปล่อยไงว่ะ!"


นภาและสายฝนผลัดตวาดใส่กันก้องไป ขณะที่สคอลโล่ยังไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะสะบัดแขนตนออกเช่นเดียวกับร่างหนาที่ไม่ยอมให้เป็นไปตามใจพิรุณนึกได้ ต่างฝ่ายต่างยื้อกำลังกันกลางสนามที่มีแสงแดดร้อนระอุและลมทะเลพัดมากระทบร่าง ท่ามกลางความขมึงเกรียวที่เกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ยอมแพ้นี้เองที่ร่างอันโงนเงนมานานมาถึงจุดสิ้นสุด


.... ไม่ไหวแล้ว ....


"ปล่อ...."


ไม่ทันจบประโยต พิรุณสีเลือดก็ทรุดสู่พื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง โชคดีที่ร่างหนายังยื้อแขนบางไว้จึงสามารถตวัดร่างบางให้ล้มมาทางตนแทนลงไปฟาดกับพื้นได้ทัน


"ไอ้สวะ! ไอ้สวะ! ไอ้สวะ! ไอ้สวะ!" นภามืดเขย่าร่างพลางร้องเรียกชื่อคนในอ้อมแขนอีกหลายครั้งแต่ร่างที่ซานซบกับอกก็ยังไม่ได้สติ แซนซัสตัดสินใจในฉับพลันเปลี่ยนท่าเป็นอุ้มคนหมดสติไว้ทั้งร่างแทนพลางก้าวเข้าสู่ภายในตัวบ้านด้วยความรวดเร็ว


.
.
.


"มันเป็นอะไรไป" บอสแห่งวาเรียถามเสียงขุ้นเมื่อเฝ้ามองกระเทยสาวตรวจอาการคนที่หมดสติโดยไม่วางตาขณะลุซซีเรียที่พอจะมีความรู้ด้านพยาบาลอยู่บ้างนำปรอทวัดไข้มาวัด แต่แล้วคุณหมอจำเป็นก็ต้องตกใจกับอุณหภูมิที่เครื่องวัดแสดงออกมา


"ตัวร้อนขนาดนี้ คงจะเป็นไข้ละค่ะ คงเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอแน่ๆเลย เจ๊เห็นสคอลโล่ได้นอนไม่กี่ชั่วโมงเอง วันๆ ถ้าไม่ไปตรวจเกาะ ก็ต้องออกไปฝึกดาบให้พวกหนุ่มๆ แถมพอตกกลางคืนยังต้อง เออ ....... แบบว่านอนไม่เพียงพออีก ต่อให้แกร่งขนาดไหนก็ต้องมีล้มกันบ้างล่ะค่ะ แต่ถ้าได้กินยากับพักผ่อนสักพักก็น่าจะกลับมาแว๊ดๆได้เหมือนเดิม เดียวบอสออกไปก่อนนะค่ะ เจ๊จะเช็ดตัวให้สคอลโล่สักหน่อย" พูดไปก็อดกระแหนะกระแนนไปไม่ได้ถึงจะกลัวอีกฝั่งจะแก้เขินด้วยการส่งเพลิงพิโรธยิ่งนัก แต่คำพูดของลุซซีเรียคงไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของแซนซัสเท่าไรนัก แม้แต่ตอนที่กระเทยสาวเปิดประตูออกไปหยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นดวงตาสีฉานก็ไม่ได้เงยขึ้นมาจากร่างบางตรงหน้าแม้เพียงนิด


ชั่วครู่ลุซซีเรียก็กลับมาพร้อมกับอ่างใบเล็กที่มีควันกรุ่นและผ้าเช็ดตัวซึ่งวางพาดไว้ กระเทยสาวมองชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงด้วยความลำบากใจเพราะไม่กล้าพอจะขอให้ช่วยเขยิบออกไปครั้นจะปล่อยไว้แบบนี้ก็เกะกะเกินกว่าที่จะเช็ดตัวสคอลโล่ได้โดยสะดวก ในขณะที่กำลังไม่รู้จะเลือกทางไหนดีนั้นเอง เสียงห้าวก็เอ่ยขึ้นเบาๆ


"วางไว้"


"เอ!บอสว่าอะไรนะค่ะ" เสียงที่เบาเกินไปจนผิดปกติทำให้กระเทยสาวต้องถามซ้ำอีกครั้ง


"วางไว้แล้วไสหัวออกไปให้พ้น!"


คราวนี้กลายเป็นลุซซีเรียต้องรีบเผ่นออกไปเร็วที่สุดในชีวิตเมื่อเพลิงพิโรธในนัตย์เนตรของแซนซัสจ้องมองดุดัน ดวงตาสีฉานที่ตวัดไล่กระเทยสาวกลับอ่อนแสงลงเมื่อหันกลับมามองคนที่สลบไสว มือหยาบที่เคยแต่เปื้อนคาวเลือดและกลิ่นดินปืนค่อยๆชุบผ้าขาวผืนเล็กกับน้ำอุ่นในอ่าง บิดให้แน่ใจว่าไม่ร้อนเกินไปจนระคายผิวขาวเนียน ก่อนลูบไล้ไปตามแขนขาเรียวที่ชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อซึ่งโซมออกมาเพราะพิษไข้จนความชื้นในผ้าหมดไปจึงค่อยนำกลับไปชุบน้ำแล้วกลับมาทำความสะอาดผิวขาวอีก ทำอยู่อย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างบางที่เคยทรมานเพราะความร้อนของพิษไข้ค่อยๆสงบลง


.
.
.


"อืม~"


.... ที่นี้? จำได้แต่ว่าเขาทะเลาะกับแซนซัส.....


ภาพเพดานคุ้นตาสร้างความประหลาดใจเพราะความทรงจำสุดท้ายที่มีคือเขากำลังทะเลาะกับแซนซัสอยู่ตรงบริเวณลานบ้าน มองต่ำลงมาเห็นสาปเสื้อที่เปลี่ยนสีไปจากที่จำได้ทำให้ต้องผวาลุกขึ้นนั่งพลางกวาดสายตาไปมาอย่างงุนงง ทันใดนั้นเสียงเฉลยก็แว่วดังมาจากด้านหลังที่เป็นมุมโซฟาเข้าชุดซึ่งห่างจากเตียงไม่มากนัก


"ตื่นจนได้นะแก"


เลี้ยวมองไปตามเสียง เห็นชายหนุ่มที่เหมือนจะเพิ่งตื่นขึ้นมาเพราะการขยับตัวของเขากำลังขยายกายคลายความเมื่อยล้า ไม่ทันจะได้หายจากการประหลาดใจ บอสแห่งวาเรียก็ก้าวยาวๆมาถึงข้างเตียงพร้อมเอื้อมมือมาวัดอุณหภูมิอย่างถือวิสาสะเสียแล้ว ความร้อนที่สัมผัสได้จากร่างบางทำให้ต้องคิ้วขมวดโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนมือหยาบจะผลักให้คนที่พยายามลุกขึ้นมานั่งล้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง


"หุบปากแล้วนอนต่อไปซะ แกต้องการการพักผ่อนมากกว่านี้"


"ฉันบอกแล้วไงว่าแกไม่มีสิทธิมาสั่งฉัน ต่อให้ฉันจะตาย ก็ไม่เกี่ยวข้องกับแก" มีหรือที่ฉลามคลั่งจะฟังแซนซัสง่ายๆ ต่อให้ยามป่วยฉลามคลั่งก็ขอดื้อรั้นที่จะลุกขึ้นจากเตียงให้ได้จนแซนซัสต้องใช้แรงกดไว้ทั้งตัว


"มันจะไม่เกี่ยวได้ไง บอกแล้วว่าร่างกายของแกมันเป็นของฉัน"


ร่างที่อาละวาดไม่ยอมหยุดสักที ทำให้แซนซัสตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย เพราะคิดว่าคงทำให้อีกฝั่งยอมรับความจริงและสยบต่อเขาสักที โดยหารู้ไม่ว่าคำพูดหยาบคายที่อ้างถึงความสัมพันธ์บนเตียงในยามค่ำคืนนั้นกลับทำให้สคอลโล่รู้สึกเหมือนโดนหมัดฮุกเข้ากลางตัวอย่างจัง นอกจากความเจ็บที่แปลบขึ้นมาแล้ว เหนือกว่านั้น คือ ความแค้นที่ปะทุขึ้นจากการกล่าวอ้างความจริงที่เขาพยายามจะลืมมันไปให้ได้


"ถึงฉันจะนอนกับแกแต่แกก็ไม่มีสิทธิมาสั่งฉัน! สัญญาระหว่างฉันกับแกมันก็เหมือนแค่ผู้ชายบ้าตัณหากับโสเภณีข้างถนนเท่านั้น! บอกให้ปล่อยอย่างไงละโว๊ย!"


"ถ้าแกบอกว่าตัวเองเหมือนพวกโสเภณีข้างถนน ถ้างั้นวันนี้ฉันจะซื้อร่างกายแกไว้กอดแทนหมอนข้างก็แล้วกัน" จากที่เคยใช้เพียงมือกดร่างบางไว้กับเตียงแซนซัาก็พลันเปลี่ยนเป็นโถมร่างทั้งร่างเพื่อโอบกอดอีกฝั่งไว้แนบอกโดยไม่ให้หลบหนีแทน แต่แม้จะตกอยู่ภายใต้การเสียเปรียบขนาดนี้ฉลามคลั่งก็ขอเลือกที่จะต่อสู้และดิ้นรนให้พ้นจากอกร้อนที่กำลังแนบชิดอยู่ตอนนี้


"ปล่อยนะโว๊ย"


"เงียบได้แล้วแกเป็นอีตัวข้างถนนที่ขายร่างให้ฉันแล้วไม่ใช่หรือไง"


"ปล่อยสิว่ะ"


"ถ้าแกยังไม่หยุดพล่ามเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกฉันจะจูบจนแกขาดใจเลย" ไม่พูดเปล่ามือหยาบพลันตวัดคางเล็กให้เงยขึ้นมาสบกับโกเมนพราวแสง ซึ่งไม่อาจตีความหมายเป็นอย่างอื่นนอกจากความปรารถนาทางกามอารมณ์ที่ไม่มีวันจบสิ้น


"แก!"


"อยากลองดีใช่มั้ย" เสียงห้าวถามอย่างอวดดีแต่กลับมั่นคงจนไม่อาจต่อต้าน ในที่สุดร่างบางก็ต้องยอมสยบแต่โดยดี กระนั้นถึงสคอลโล่จะยอมนอนอย่างสงบแล้วแต่อ้อมกอดแกร่งก็ไม่ยอมคลายออก ซ้ำร้ายมันกลับยิ่งตวัดแน่นขึ้นจนสัมผัสถึงเสียงการเต้นของหัวใจ และความร้อนของลมสายใจที่ระบ่าที่จนรู้สึกจั๊กกะจี้


"นอนซะ ฉันสั่งให้ลุซซีเรียไปบอกไอ้พวกแกแล้วว่าวันนี้แกต้องพักผ่อน 1 วัน" อาการป่วยที่รุมเร้าและความเหนื่อยอ่อนทำให้ง่วงงุน แต่ก็ยังพอที่จะได้ยินเสียงที่แว่วดังเบาๆ ที่ราวกับเป็นเสียงขับกล่อมอันแสนอ่อนโยนที่ฉุดอนุสติให้เข้าสู่ภวังค์


.... ทำไมแกถึงทำอย่างนี้ ...


... ฉันเป็นแค่ของเล่น เป็นแค่ของสนองตัณหาแกไม่ใช่หรือ ...


... ฉันมันก็แค่ไอ้สวะสคอลโล่ไม่ใช่หรือ ...


... ทำไมแกถึงมาอ่อนโยนกับฉัน ...


... ทำไมแกถึงต้องมากอดฉัน ...


... ทำไม ...


... ทำไม ...


... ทำไมแกถึงไม่ยอมปล่อยฉันไปสักที ...

.
.
.


เวลาล่วงไปนาน แต่อ้อมแขนอุ่นยังตะคองกอดร่างบางไว้ไม่ยอมห่าง ร่างที่เกร็งตัวน้อยลงและเสียงลมหายใจที่เป็นจังหวะทำให้มั่นใจได้ว่าร่างในอ้อมแขนนี้คงหลับสนิทแล้ว แซนซัสจึงวางใจพอที่จะถอนตัวออกมาจากเตียงโดยไม่ละสายตาไปจากเรือนร่างขาวสะอาดที่ไม่ได้สติจนกระทั่งก้าวออกไปจากห้อง ไม่ทันที่ประตูห้องจะได้ปิดลงก็พอดีกับกระเทยสาวซึ่งกำลังหอบเอกสารปึกใหญ่เดินอย่างเร่งรีบผ่านมาพอดี


"แกเฝ้าไอ้สวะนี้ไว้อย่าให้มันคลาดสายตาไปแม้แต่นาทีเดียว!"


"แต่!"


แน่นอนว่าคนอย่างบอสแห่งวาเรียไม่มีทางสนใจหรอกว่าลูกน้องที่รับคำสั่งนั้นกำลังทำอะไรอยู่ ไม่สนว่าอีกฝั่งจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ด้วยซ้ำไป เพราะจังหวะที่ลุซซีเรียเปิดปากจะปฏิเสธ แซนซัสก็เดินลิ่วจากไปเสียแล้ว ทิ้งไว้แต่คนที่ยืนทำหน้าเหวออยู่หน้าห้องเพียงลำพัง


"ไอ้ทานูกิเรื่องมาก! เคยฟังใครพูดจบประโยคบ้างมั้ยเนี้ย! ฉันก็มีงานต้องไปทำเหมือนกันนะยะ! ไม่ได้ว่างนั่งเก้าอี้ทั้งวันแบบนาย!"


"อะแอม"


"กรี้ดๆๆๆๆๆๆๆๆ บอสขา ลุซซีเรียไม่รู้เรื่องนะค่ะ เมื่อกี้มีผีมาสิงเขาเท่านั้นเอง"


เสียงกระแอมที่ดังจากเบื้องหลังทำเอากระเทยสาวสะดุ้งสุดตัวพลางกดร่างลงไปคุกเข่าด้วยคิดว่าอาจจะพอทำให้หลบพ้นเพลิงพิโรธสักนิดก็เป็นได้ กระเทยสาวเกร็งตัวสุดชีวิตเตรียมรับการลงโทษแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีระเบิดลงมาเสียทีจนต้องเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อคนที่ยืนอยู่นั้นหาใช่แซนซัส แต่กลับเป็นสาวผมสีน้ำตาลที่กำลังกลั้นยิ้มสุดความสามารถ


"ขอโทษด้วยนะค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะได้ยินแต่ถ้าอย่างไงฉันช่วยดูแลสคอลโล่ให้เอง คุณลุซซีเรียไปทำงานเถิดค่ะ" กาเบรียลว่าพลางส่งมือช่วยผยุงกระเทยสาวให้ลุกขึ้นยืน ลุซซีเรียลังเลใจชั่วครู่เพราะรู้ดีว่าคำสั่งของบอสแห่งวาเรียมีความสำคัญแค่ไหน แต่เอกสารที่จำเป็นต้องไปจัดการให้แล้วเสร็จก็สำคัญไม่น้อยเหมือนกัน


"ขอบใจมากๆๆๆ เลย อย่างไงก็ฝากดูแลสคอลโล่ด้วยนะ"


.
.
.


ห่างออกมาจากบ้านพักไปทางหน้าผาด้านเหนือของเกาะ เบลฟาลากอนและมาม่อนที่กำลังนอนเล่นท่ามกลางกลุ่มลูกน้องที่ยืนตรวจการอยู่รอบๆ เงยหน้าขึ้นมามองหาที่มาของเสียงล้อรถที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนทักเสียงใสให้คนที่เพิ่งลงมาจากรถ แม้จะอดประหลาดใจไม่น้อยที่ได้เห็นบอสแห่งวาเรียขึ้นมาด้านบนนี้ด้วยตนเอง


"บอสมาหาเจ้าชายหรือ"


"ฉันแค่จะมาดูความเคลื่อนไหวของพวกมันเท่านั้น ไม่ได้จะมาหาแก" ว่าพลางก็ฉวยกล้องตรวจการจากมือของลูกน้องชั้นล่างคนหนึ่งเพื่อสอดส่องไปยังกลุ่มเรือของซิฟาซิโอ้แฟมิลี่ที่จอดไกลจากอ่าวไปเล็กน้อย


"ชิชิชิ โห! ไม่เชื่อฝีมือเจ้าชายหรือไง"


"เหอะ....................." แซนซัสคำรามในคอไม่สนใจ พลางปรับเลนส์ให้สามารถเห็นความเคลื่อนไหวในที่ไกลได้ชัดเจนขึ้น พลันมีลูกน้องคนหนึ่งที่วิ่งออกมาจากป่าไกลๆ ตะโกนโวกเวกเสียงดัง


"แย่แล้วครับท่านเบล! พวกเราที่ซุ่มอีกที่ป่าทางเหนือโดนเก็บหมดแล้วครับ"


.
.
.


สิ้นเสียงเหล่าผู้บริหารของวาเรียทั้ง 3 ต่างรีบกระโดดขึ้นรถโดยไม่ลืมลากลูกน้องที่มาแจ้งข่าวไปด้วย รถเคลื่อนออกจากยอดเขาลงมาตามเส้นทางป่าเล็กๆ ตามคำบอกเล่า แม้เส้นทางที่ขับมานั้นจะมีคนสัญจรผ่านไปมาจนเห็นเป็นทางถนนที่ชัดเจน แต่ด้วยภูมิประเทศซึ่งเป็นเขตหุบเขาปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบก็ทำให้ไม่ง่ายนักที่จะขับฝ่าได้เร็วดังใจนึก


"ปิ๊ด! บอสครับ" เสียงสัญญาณดังขึ้นหนึ่งครั้งพร้อมๆกับที่แซนซัสซึ่งนั่งที่ข้างคนขับกระชากวอติดรถขึ้นมา


"ว่ามา!" เสียงเข้มที่ตวาดกลับคงทำให้ปลายสายเริ่มร้อนรนไม่น้อยดูได้จากประโยคหลังที่น้ำเสียงตอบกลับที่แฝงความหวาดหวั่น


"มันหนีเร็วมากเลย ตอนนี้คลาดสายตาพวกผมไปแล้วครับ"


"มันมุ่งหน้าไปทางไหน!"


"คิดว่ากำลังมุ่งหน้าไปทางเขตบ้านของท่านสคอลโล่ครับ"


"!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"


.
.
.


ห่างออกมาจากการตามไล่ล่าอันน่าระทึกในป่าไม่ไกลนัก กระเทยสาวกำลังเดินมาตามถนนหน้าบ้านหลังพวกลูกน้องตัวดีขอให้มาจัดการกับปัญหาเรื่องอาหารที่ท่าเรือจนต้องทิ้งกาเบรียลกับสคอลโล่ไว้เพียงลำพังนานกว่าที่คิดไม่รวมกับเอกสารหนาที่ต้องแบกไปมาโดยยังไม่ทันได้จัดการให้แล้วเสร็จ จนอดบ่นกระปอดประแปดเหมือนป้าแก่ถึงพ่อคนเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่งไม่ได้


"บอสละก็ เอาแต่โหดกับเจ๊อยู่ได้ ค่อยดูนะเผลอวันไหน แม่จะจับจูบให้เข็ดเชียว" พูดไปก็ตีอกชกหัวไปด้วยความขัดใจ เนื่องจากรู้ดีว่าถ้าหาญกล้าทำเยี่ยงนั้นเพียงครั้งเดียว ก็เตรียมสั่งลาโลกอันแสนงดงามและหนุ่มๆในคอลเลคชั้นได้เลย


เพล้ง!

กรี๊ด!

ปัง!

ปัง!

ปัง!

ปัง!



ระหว่างที่ลุซซีเรียกำลังขบคิดวิธีการเอาคืนโดยตนไม่ต้องตายนั้นเอง เสียงกระจกแตกตามมาด้วยเสียงหวีดร้องของกาเบรียลและเสียงปืนที่ดังก้องมาอีก 4 - 5 นัดก็ดังขึ้น ทำให้กระเทยสาวสะดุ้งสุดตัวมองหาที่มาของเสียง แล้วก็ต้องตกใจจนแทบช็อคเมื่อกระจกบานหนึ่งจากที่เรียงรายตามทางเดินชั้น 2 นั้นแตกออก!


"สคอลโล่! กาเบรียล!"


เมื่อมาย้อนดูอีกครั้งลุซซีเรียคิดว่าการวิ่งของตนครั้งนี้คงทำลายสถิติโลกเป็นแน่ เพราะหลังจากกระเทยสาวร้องเรียกทั้งสองด้วยความตกใจตรงถนนหน้าบ้านแล้วไม่ถึงครึ่งนาทีหรืออย่างมากไม่เกินหนึ่งนาที เธอก็วิ่งขึ้นมาภายในบ้านและขึ้นมาถึงชั้น 2 แล้ว และตรงทางเดินชั้น 2 นั้นเองสิ่งแรกที่สะดุดตาก็คือร่างบางของสตรีเพศที่นอนสลบอยู่กับพื้นโดยที่แขนซ้ายมีเลือดไหลรินเป็นทางยาวจากรอยถลอกเพราะครูดไปกับเศษกระจกแตกที่เกลื่อนกลาดอยู่ที่พื้น ลุซซีเรียรีบวิ่งเข้าไปประคองหญิงสาวพลางเขย่าเรียกสติและเพียงไม่นานดวงตาสีน้ำตาลใสคู่นั้นก็กระพริบเปิดด้วยความงุนงง 2 - 3 วินาทีก่อนที่เสียงหวานจะกรี้ดร้องด้วยความตะหนก


"ไม่ต้องห่วงฉัน เร็วเข้า! มันหนีเข้าห้องนั้นไปแล้ว"


เพล้ง!


พลันเสียงกระจกแตกก็ดังขึ้นอีกครั้งจากห้องซ้ายมือที่อยู่ข้างห้องของฉลามขาว ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่กาเบรียลชี้ไป แต่ก่อนที่ใครจะได้ทำอะไรนั้นเองเสียงรองเท้าท็อปบูทหลายคู่และเสียงจอแจของมาม่อนและเจ้าชายนักฆ่าก็ดังขึ้นตรงบันไดพร้อมกับการปรากฏตัวของแซนซัส ดวงตาสีแดงตอนนี้นอกจากทอประกายกร้าวแล้วมันจะมีประกายของบางสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะสะท้อนออกมาจากโกเมนเอกคู่นั้น


... บางสิ่งที่เรียกว่าความหวาดกลัว ...


ชั่วขณะที่ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันไปมาอย่างตระหนก ประตูห้องนอนก็ถูกกระชากออกเต็มแรงด้วยความหงุดหงิดเต็มที่ของเจ้าของห้องที่โดนบังคับให้ต้องตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเอะอะที่เกิดขึ้นกระทันหันอีกครั้ง


"เสียงดังจังโว๊ย! คนจะหลับจะนอน"


.
.
.


หลังเหตุการณ์สงบลงและเหล่าวาเรียเช็คจนมั่นใจแล้วว่าในอาณาเขต 500 เมตรรอบบ้านพักไม่มีคนที่น่าสงสัยหลบซ่อนอยู่ เบลกับมาม่อนจึงตกลงใจกลับไปยังฐานที่มั่นบนเขา พอดีกับที่เหล่าลูกน้องกำลังลำเลียงศพของพวกพ้องที่ถูกจัดการไปเข้ามา แน่นอนว่านักฆ่ากับความตายเป็นของคู่กันมานาน โดยเฉพาะสมาชิกของวาเรียที่ยึดคติว่าคนอ่อนแอไม่สมควรมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเบลฟาลากอนจึงมองศพเพียงผ่านๆ ตรงข้ามกับมาม่อนที่กลับจับจ้องไปยังรอยแผลพาดกยาวบนศพทุกศพด้วยความสนใจ


"เบล มานี่สิ"


"มีอะไร" เบลฟาลากอนตอบกลับพร้อมเดินตามเสียงเรียกของทารกอัคโคบาโลเน่ที่กำลังก้มมองศพของวาเรียอยู่อย่างสนใจ


"ลองสภาพศพเจ้าพวกนี้ให้ดีๆ" มาม่อนเลิกผ้าที่คลุมศพขึ้นให้ไปกองอยูที่เอวพลางชี้ไปที่บาดแผลยาวบริเวณอกที่ยังมีเลือดแข็งตัวแกละกลังไปทั่ว


"ทำไมละ"


"แกว่าพวกนี้มันไม่ตายง่ายไปหน่อยหรือ อย่างน้อยพวกมันก็เป็นนักฆ่าเกรดดีของวาเรีย แต่ดูบาดแผลพวกมันสิ ตายเพราะดาบเดียวทั้งนั้น"


"ชิชิชิชิ นั้นสิ จะว่าไปเจ้าชายก็เห็นแผลมาเยอะนะ แต่รอยฟันที่เนี้ยบขนาดนี้ก็น้อยครั้งเหมือนกันที่จะได้เห็น" เบลฟาลากอนหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเริ่มเห็นด้วยกับคำพูดของมาม่อนและมันคงเป็นเรื่องที่สนุกกว่าที่คิดไว้เสียแล้ว


"ใช่ รอยแผลที่เนี้ยบขนาดนี้มันเกิดได้ก็เพราะคนที่ทำมันมีความเชี่ยวชาญมากๆ และเท่าที่ฉันเคยเห็นในโลกนี้คนที่สร้างรอยแผลได้เนี้ยบขนาดนี้ก็มีไม่กี่คนเท่านั้น"


"หมายถึงศัตรูเราเป็นคนที่เก่งมากๆใช่มั้ย"


"ใช่ บางทีมันอาจเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดก็ได้"


ลมร้ายเริ่มโหมกระหน่ำยอดเขาแรงขึ้นทุกขณะ ลมร้ายที่หอบเอาเมฆดำครึ้มและเสียงฟ้าฟาดกังวานขึ้น ช่างน่าหวาดหวั่นที่วายุทมิฬทำให้นภาส่องสว่างเริ่มเข้าสู่รัตติกาลอันมืดมนก่อนเวลาอันควร ฟ้าที่พร้ำพิลาสกำลังเริ่มกรีดร้องที่ไม่อาจห้ามให้สายพิรุณล้ำค่าหยาดหยดจากลามาสู่พื้นปฐมฬีได้ แล้วสุดท้ายหยาดน้ำตาแห่งนภาก็ไหลรินลงมาไม่ขาดสายตลอดค่ำคืนนั้น


.
.
.


TBC

สา-หวัด-ดี ก้าบบบบบบบบบบบบบบบบ ยังจำได้มั้ย ถึงใครคนหนึ่ง อิอิ หากไป 4 เดือน คงลืมกันไปหมดแล้วแน่ๆ ต้องขอโทษจริงๆนะค่ะพอดีช่วงที่ผ่านมาติดงานหลวง งานราษฎร์กันให้วุ่นวาย เลยดองไว้ซะไหแทบระเบิด อย่างไงก็มาต่อให้อีกตอนแล้ว ถ้าเพื่อนคนไหนยังจำกันได้ ก็ขอให้อ่านกันต่อนะค่ะ อย่างไงก็ยังรักทุกคนเหมือนเดิมค่ะ จุ๊บๆ

ปล.อย่าลืมเม็นต์กันนะค่ะ (แง้วๆๆๆๆ ยืนทำตาเศร้า รอคอย)

ปล.ล.เซย์เลทไป 1 สัปดาห์อย่าฆ่ากันนะโว๊ย

AD (XanXus*S.Squalo Anthology)

posted on 02 Apr 2010 20:56 by mod1234-takoyaki

ประกาศจอง 

Project XanXus*S.Squalo Anthology

 

ปกนะคะ


Cover By Lucent
Design by Bayonet_(~So~Kiss~)
คนวาดกับคนคิดปกโดยสองศรีพี่น้อง...ที่วันๆเอาแต่รั่ว(โดนยันโครม)

......

Project :: The Scent of love แปลว่ากลิ่นไอของความรัก (กลิ่นไอของความเสื่อมอะสิ)
Pairing :: XS only (7 ไม่รู้กี่สไตล์)
Author :: Bayonet_(~So~Kiss~), Sey, Choco, SeulKi, Mod1234, pucca_p44, PinkDream (จาก8เหลือ7 แอนโธฉันอาถรรพ์ทำไมต้องมีคนไม่เสร็จคนนึงตลอดด้วยว่ะไอที่ไม่เสร็จเพราะคอมเสียและมันก็เป็นความจริงมันส่งเลตกัน)
Illustrator :: Lucent(1 เพราะ วาดปกด้วย), Sey(ไอนี่รับไป4รู้สึกสะใจสุด*-*), QiQi(รายนี้วาด 2จริงๆ3แต่เหลือ2นั่นหละเพื่อนอีกคนคอมเสียแต่งไม่ทัน)
Rate :: PG – NC (แล้วคุณจะรู้...ว่ามัน...จริงๆ)
Genre :: ทุกรสชาติของชีวิตถ้าอยากรู้ไส้ในซื้อสิเคอะ(แน่นอนมันมีทุกรสฉากจบไม่แน่ใจว่ามีกี่แบบกรั่กๆน่าจะมีทุกแบบนะ)
Warning :: ชื่อ Project และปกมันหลอกตามากกว่าที่คุณคิด กระทั้ง...นังเจ้าของ Pro ก็ไม่อยากจะคิด
Page :: ราวๆ 260+ หละมั้งค่ะไม่แน่ใจ ยังไม่รวมปกนะคะ (ปก กระดาษอาร์ตการ์ด 260 แกรม พิมพ์ 4 สี เนื้อใน กระดาษถนอมสายตา 75 แกรม เคลือบด้านนะจะ)
Size :: A5
Price :: 300 bath ราคานี้ยังไม่รวมค่าส่งไปรษณ๊ย์นะคะ




เนื้อหาในเล่มจะเรียงจากผู้แต่งที่มีรายนามดังนี้
Sey, Choco, PinkDream, pucca_p44, Bayonet_, SeulKi, Mod1234



Sample Fic 

Cambric tea By Sey

เนื้อเรื่องย่อ: หลังจากที่ป๋าหลามทั้งตบตี nc และ sm กันมายาวนานนับ 10 ปี ผลผลิตความหื่นก็ได้บังเกิดขึ้น ณ ปราสาทวาเรีย เปิดแอนโธมาด้วยรังสีความโมเอะของเด็กตัวเล็กๆจนเกือบจะกลายเป็นโชตะค่อน แล้วแซนซัสที่ไม่เคยเป็นพ่อคนมาก่อนจะรับมือกับความโมเอะครั้งนี้ได้อย่างไร ต้องติดตาม


Nilgiri By Choco

เนื้อเรื่องย่อ: ความจนของฉลามคลั่งเป็นเหตุทำให้ต้องลาออกจากวาเรียไปทำงานพิเศษขายราเม็งชั่วคราว จนเกิดเป็น AU สุดโรแมนติกของแซนซัส ชายหนุ่มผู้เรื่องมากกับสควอโล่เด็กเสิร์ฟต๊อกต๋อย ฐานันดรที่แตกต่างจะขวางกั้นความรักครั้งนี้ได้หรือไม่ โจรมุมตึกที่เป็นตัวแปรสำคัญจะทำให้เรื่องดำเนินไปในทิศทางใดต้องติดตาม


Earl Grey By PinkDream

เนื้อเรื่องย่อ: เนื่องจากวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา ฉลามคนสวยแห่งวาเรียที่กลัวว่าคนรักจะดับอนาถเพราะตับแข็งไปก่อนตัวเอง จนเกิดเป็นความคิดที่ว่า ป๋าตายแล้วใครจะ nc??? ปฏิบัติการเลิกเหล้าเข้าพรรษาแล้วหันมากินชาจึงบังเกิดขึ้น


Assam By pucca_p44

เนื้อเรื่องย่อ: เมื่อฉลามคลั่งเกิดอาการ "กามตายด้าน" นภามืดจะทำอย่างไร ทางเลือกมีเพียงสองวิธีกระนั้นหรือ หนึ่งคือทนนอนกอดฉลามตายด้านไปตามยถากรรม หรือจะย้อนเวลากลับไป 3P กับตนเองและฉลามคลั่งในอดีตอย่างเมามันส์!!??


Darjeeling By Bayonet_

เนื้อเรื่องย่อ: ฉลามขาวขอราชินี! การพลิกบทบาทครั้งสำคัญของสควอโล่เคะปฏิวัติเจ้าของสโลแกน ‘ข้าขออยู่เหนือเสะ’ เคะร่างบางผู้เหยียบย่ำอยู่เหนือเสะนับล้าน และกำลังจะเป็นหนึ่งในใต้หล้า ได้พบเจอกับอีป๋าผู้มาในมาดชายกลาง วังวนความน้ำเน่าก็ได้บังเกิดขึ้น สควอโล่จะได้พิชิตอิตาลี่หรือจะได้เป็นเพียงแค่เมียเก็บ คำตอบนั้นรออยู่ในฟิคเรื่องนี้แล้ว


English breakfast By SeulKi

เนื้อเรื่องย่อ: ฉลามที่กำลังเดินออกไปทิ้งขยะได้บังเอิญไปเจอะกับชายหนุ่มหน้าตาดีกำลังนอนอืดอยู่ข้างแหล่งสลัมจึงได้ทำการเก็บเข้ามาในบ้านจนก่อเกิดเป็นความรักท่ามกลางเลือดเวอร์จิ้นและสงคราม 3p สุดท้ายแล้วฉลามคลั่งจะเลือกฝ่ายใด มีแต่ซึลกิและผู้ที่ซื้อไปอ่านเท่านั้น(?)ที่จะได้รู้คำตอบ


Ceylon By Mod1234

เนื้อเรื่องย่อ: การพลิกบทบาทครั้งสำคัญของแซนซัส ชายหนุ่มหน้าตาดี อดีตชายหนุ่มเจ้าของฉายา เก้าอี้ติดตูด ในครั้งนี้แซนซัสจะลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เพื่อปกป้องคนสำคัญของเขาได้อย่างไร การผสมผสานระหว่างหนังไทยชื่อดังอย่างชัตเตอร์และ the eye จะจบลงเช่นไร วิญญาณหลอกลอนที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆนั้นจะหายไปมั้ย ติดตามชมได้ในฟิคเรื่องนี้





***คำแนะนำ***

โปรดใช้วิจารณญาณ ในการรับชมมากถึงมากที่สุด เนื้อหาจริงๆไม่ได้เสื่อมเหมือนเรื่องย่อนะเออ


สามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันนี่(วันที่ลง)ถึงวันที่ 12 เมษา 2553

งานนี้จะขายที่งานคอมมิกโรส ในวันที่ 25 เมษายน และทางไปรจะส่งให้หลังจากวันที่ 25 เป็นต้นไป


วิธีการสั่งจอง

ถ้าท่านใดสนใจกรุณาส่งมาที่ E-mail :: To_becontinue@hotmail.com
โดยใช้หัวข้อเมลที่ว่า (สั่งจองแอนโธชาเขียว)

ชื่อผู้สั่ง :
รายการที่สั่ง+จำนวน :
วิธีรับ : ที่งาน
ทางไปร
อีเมลติดต่อ :





ช่วยส่งมาที่อีเมลนะคะ เพื่อง่ายแก่การ...จดบันทึกรายการ เมื่อท่านสั่งจองแล้วเราจะมีอีเมลแจ้งกลับไปว่าได้รับรายการของท่านแล้วค่ะ


*หมายเหตุ
ถ้าต้องการรับทางไปชื่อที่อยู่กรุณาแจ้งมาพร้อมกับเมลที่ท่านจะส่งสลิปโอนเงินนะคะ




ขอบคุณสำหรับพื้นที่โฆษณาค่ะ


.......................


***โปรโมชั่นพิเศษ!!!

ด้วยเหตุใกล้วันเกิดหัวโปรแล้วหัวโปรเกิดครึ้มอกครึ้มใจบางอย่างขึ้นมาเลยต้องการมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษให้แก่ผู้ที่ตอบคำถามคำถามนี้ถูก


อยากถามว่า เลขที่ป้าโอ่งชอบมากที่สุดคือเลขอะไร คนเนี่ย>>pucca_p44 มีเลขให้เลือก 1-50 ค่ะ


ใครตอบถูกคนแรกหรือใกล้เคียงเราจะจัดเมลตอบกลับไปว่าท่านได้โปรโมชั่นนั้นค่ะเวลาตอบตอบลงกระทู้นะคะ เวลา จองให้ส่งเมลมาค่ะ

ตอบได้ถึงวันที่ 9 เมษา นะคะ

ช่วยเขาอีกแรง!!!! อิอิอิอิ