fic-how are you doing 2 # 3 (XS) - short

posted on 07 Dec 2009 18:50 by mod1234-takoyaki  in FIC

บทที่ 5

 

หลังเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น แน่นอน.....มาม่อนที่ตื่นเต้นกับการปรากฎกายแบบคาดไม่ถึงของเด็กคนหนึ่งย่อมลืมหน้าที่ของตนเอง ภาพลวงตาที่สร้างเลือนหายไปพร้อมฝนจากสายยาง น่าเสียดายที่ผู้ตกเป็นเหยื่อไม่ได้ลืมไปด้วย ตอนนี้เหล่าผู้ร่วมขบวนการทั้งหลายจึงได้แต่นั่งคุกเข่าสำนึกบาปเรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่ภายในห้องทำงานใหญ่ ส่วนหัวหอกต้นขบวนนั้นยังได้รับสิทธิในฐานะบอสให้ยังนั่งจิบบรั่นดีบนเก้าอี้หรูแบบไม่สะทกสะท้าน แต่น่าแปลกใจที่แซนซัสกลับไม่รู้ตัวว่าไอ้ที่จิบอยู่นะมันเป็นน้ำชาที่สคอลโล่แอบมาเปลี่ยนตั้งนานแล้ว (กลัวเฮียเขาจะตับแข็งหรือน้อง) และดูแก้วที่ร่างหนาถืออยู่จะสั่นนิดๆตลอดเวลา

  

"พวกแกทำบ้าอะไรว่ะ!" เสียงหวานที่กลับไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายกลับเป็นแบบเดิมแล้วตวาดลั่นอย่างเกรี้ยวกราด ร่างบางยืนชูดาบคมที่หลุดออกมาจากฝักยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ต้องหาทั้ง 3 อย่างน่าหวาดเสียว

 

"โธ่! สคอลโล่ พวกเราแค่ล้อเล่นนิดหน่อย อย่าโมโหสิจ้ะ"

 

"ล้อเล่นนิดหน่อยหรือ ไอ้ที่แกเล่นเอาควันสลบแบบรมควันช้างมารมฉันเนี้ยนะเรียกว่าล้อเล่น บอกมาใครเป็นต้นคิด" ตุลาการทมิฬถามดังทำให้สายตาทั้ง 3 คู่ ไม่เว้นแต่สายตาคมกริบใต้ผมสีทองของเบลหันไปในทิศเดียวกัน เสียงแก้วกระทบดูเหมือนจะดังขึ้นเล็กน้อยกระนั้นก็ไม่มีใครตอบอะไรออกมา เมื่อดวงตาสีแดงฉานแฝงไว้ด้วยถ้อยคำสั่งเด็ดขาด

 

.... ห้ามพวกแก หลุดปากออกมาเด็ดขาด .....

 

"เบล! ใครเป็นต้นคิด" สคอลโล่ยืนจังกาหน้าเด็กหนุ่มคนแรก ดาบติดมือกลกวัดเกวงอย่างน่าหวาดเสียวอยุ่บริเวณเรือนผมทอง

 

"เอาเป็นว่าเป็นใครสักคนที่สคอลโล่รู้จักนั้นละ ชิชิชิ" พูดจบเด็กหนุ่มอาศัยจังหวะรีบช่งไปหลบหลังเก้าอี้ตัวหนาที่แซนซัสนั่งอยู่

 

"มาม่อน! บอกมา" สคอลโล่ก้าวมาอีกนิดยังคนที่นั่งคุกเข่าอยู่เป็นอันดับ 2

 

"จ่ายเงินมาก่อนสิ แล้วจะบอก" ว่าจบมาม่อนก็หายตัวตามเบลไป ตอนนี้พยานที่เหลือจึงมีเพียงกระเทยสาวที่นั่งอยู่หัวเดียวกระเทียมลีบแล้ว ลุซซีเรียหันซ้ายหันขวาไร้ตัวช่วย กระนั้นจะไปพึ่งใบบุญท่านหัวหน้าก็ดันแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า "กลัว (ว่าที่) เมียจนตัวสั่น" แล้วอีกต่างหาก

 

"เจ๊ไม่กล้าพูดหรอกจ้ะ สคอลโล่ปล่อยเจ๊ไปเถิดนะจ้ะ โฮ~ โฮ~ ToT" กระเทยสาวอับจนหนทางเมื่อถูกถีบให้กลายเป็นแพะรับหน้าคนเดียว จึงต้องงัดกลยุทธ์ 'น้ำตาตกใน' ตามตำรามารยาทหญิง (?) อันดับที่ 108 มาใช้ โดยไม่รู้เลยว่ายิ่งน่าเชือดไปอีก 10 เท่า ครั้นจะไปคาดคั้นต่อฉลามคลั่งก็กลัวจะต้องมีเรื่องกับกลุ่มสิทธิสตรีประเภท 2  ให้วุ่นวายจึงจำใจต้องปล่อยไป และเมื่อไม่มีพยานสคอลโล่จึงจำเป็นต้องมาซักผู้ต้องสงสัยอันดับ 1 แทน


"แกมีอะไรจะสารภาพมั้ยบอส" ใบหน้างามหันตรงมาจับจ้องคนที่ยังนั่งนิ่งบนเก้าอี้หรู และในวินาทีนั้นเสียงดังกึกๆของแก้วก็ดังขึ้นอีก 1 ระดับ แม้แต่เสียงที่ตอบกลับของแซนซัสก็ดูราวกับสั่นนิดๆ อย่างผิดสังเกตุ

 

"สารภาพเรื่องอะไรไอ้สวะ"

 

"แกจะบอกว่าเรื่องวันนี้แกไม่รู้ไม่เห็นงั้นหรือ!" แม้พยานจะไม่ซักทอดไปยังผู้บงการ แต่หลักฐานในที่เกิดเหตุชี้ชัดว่าร่างหนาที่ยังนั่งจิบน้ำชาแก้วที่ 10 ในรอบ 1 ชม. เป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่สคอลโล่จะทำอะไรนั้นประตูหนาก็ถูกเปิดขึ้นมาก่อน เรียกสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังทิศเดียวกัน

 

 

!!!!

 

 

ภายในกรอบประตูบานใหญ่ที่ถูกเปิดออกทั้ง 2 ข้าง ร่างเล็กผมสีดำของเด็กน้อยปรากฎขึ้นเบื้องหน้าวาเรียระดับล่าง 2 คนที่เดินมาส่ง เสื้อนอนตัวยาวของสคอลโล่ที่สวมใส่ยาวเลยข้อเท้าจนลากพื้น มือบอบบางขยี้ตาดวงตาเล็กที่ฉายแววความง่วงหาวอย่างชัดเจน

 

"อาบน้ำเสร็จแล้วหรือ" สคอลโล่ยิ้มพอใจเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยได้รับการปฎิบัติอย่างดีจากลูกน้อง เสียงหวานทักสดใสพลางเดินไปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมากอดไว้แนบอก ลืมสิ้นถึงความขุ่นเคืองเมื่อครุ่จนหมดสิ้น ร่างเล็กในอ้อมกอดพยักหน้าตอบรับอย่างอารมณ์ดี พลางกอดตอบสคอลโล่แน่นจนหัวซุกเข้าไปบนแผงอกนุ่ม ท่าทีอ่อนโยนของสคอลโล่ทำให้บรรยากาศขมึงตึงลดทอนลงไปมาก จนเบลกล้าย่องออกมาจากด้านหลังเก้าอี้เข้าไปใกล้เด็กแปลกหน้าเป็นคนแรก

 

เด็กน้อยน่ารักราวเทวดากำลังซุกอยู่ในอ้อมอกอุ่น เรือนผมสีดำสนิทไล้ไปกับอกขาวนุ้ม ตัดกับสีใสของดวงตาที่กลมโตดุจไข่ห่านที่จ้องมองไปหน้าหวานอย่างปี่ยมรัก จนมองผ่านๆ ก็คล้ายเทวดาตัวน้อย

 

"ว่าแต่นายชื่ออะไรละ"

 

"ผมชื่อ จีออส ครับ โห! มงกฎสวยจัง พี่เป็นเจ้าชายหรือครับ" เด็กน้อยพยักตอบเมื่อตาลุกวาวกับประกายที่สะท้อนจากมงกุฎของเบลฟาลากอนที่เป็นฝ่ายเปิดการสนทนา

 

 

.... เจ้าชาย ....

 

 

"ตาแหลมนะเนี้ย ชิชิชิชิชิ เดียวเจ้าชายจะไปหาอันสำรองมาให้" ว่าเแล้วเจ้าชายนักฆ่าที่เพิ่งจะยิ้มหน้าระรื่นกับคำเรียกขานว่าเจ้าชายก็วิ่งหาออกจากห้องไปคนแรก

  

"สรุปว่าหนูจะมาหนูนี้จะมาอยู่วาเรียสักระยะใช่มั้ยจ้ะ" คนที่ย่องมาถามคนต่อไปคือลุซซีเรีย กระเทยสาวมองไปยังเด็กน้อยเขม่นแบบเกรงๆ ด้วยไม่เคยรับมือกับเด็กมาก่อน

 

"ใช่ครับพี่สาว นี้จดหมายแนะนำตัวครับ" ร่างเล็กล้วงเข้าไปในอกเสื้อพลางหยิบจดหมายออกมายืนให้แต่ตอนนี้ลุซซีเรียไม่ได้สนใจฟัง เพราะมัวแต่ตัวลอยกับคำว่า "พี่สาว"

 

 

... พี่สาว ....

 

 

"กรี้ด น่ารักมาก อยากกินอะไรเดียวเจ๊จัดให้ ไม่ดีกว่าช้าไป เดียวเจ๊ไปทำเค๊กมาให้ดีกว่านะจ้ะ" ว่าแล้วกระเทยสาวก็ออกจากห้องตามเบลไปติดๆ

 

ตอนนี้ภายในห้องทำงานของบอสจึงเหลือเพียง แซนซัส และมาม่อน กับสคอลโล่ที่กำลังอุ้มเด็กประหลาดไว้ ร่างเล็กในอ้อมอกเหมือนนึกอะไรออกจึงร้องขอลงปรูดปราดหายออกไปจากห้องชั่วครู่ ก่อนกลับมาพร้อมเป้หนังใบเล็กที่ติดตัวมาตั้งแต่ต้น เด็กน้อยล่วงเข้าไปในเป้พลางควักซองจดหมายสีน้ำตาล ก่อนยื่นให้แก่บอสแห่งวาเรีย

 

"นี้ครับ จดหมายแนะนำตัวของผม"

 

.
.
.

ถึงแซนจัง ลูกรัก

เนื่องจากพ่อติดภารกิจสำคัญม้ากมาก~~ จึงอยากขอฝากเด็กคนนี้ในความดูแลสักระยะ เด็กคนนี้ชื่อ จีออส เป็นลูกของน้าของเพื่อนของเมียของน้องของลูกพี่ลูกน้องเจ้า (เอาว่าเป็นญาติสนิทของเจ้าก็แล้วกัน) ไว้พ่อกลับจากภูเก็ตเมื่อไรแล้วจะไปรับ

ปล.อย่าคิดฮือละ นี้เป็นคำสั่งในฐานะหัวหน้าแฟมิลี่ แล้วจะซื้อสัปปะรดมาฝากนะลูกรัก  


จาก ปะป๋าที่น่ารักยิ่งของลูกแซน

.
.
.

 

.... ภูเก็ต เมืองไทย ....

....... ภารกิจบ้านเตี๋ยนะสิที่ภูเก็ต .....

...... สาขาที่นั้นก็ไม่มี แฟมิลี่ศัตรูก็ไม่มี แล้วไอ้แก่มันจะไปทำอะไร นอกจากไปเที่ยว ถึงเขาจะหน้าตาดีแต่อย่าคิดว่าเขาโง่สิว่ะ .....

 

.
.
.

 

ความคิดในใจของแซนซัสต้องถูกขัดจังหวะ ด้วยเสียงตะโกนลั่นสลับกับกดเครื่องคิดเลขอย่างไม่พอใจ ของหัวหน้าฝ่ายการเงิน

 

"เดี่ยวก่อนสิทำงี้ได้ไง อย่าลืมว่าค่ากินอยู่ทางวาเรียต้องเป็นคนรับผิดชอบนะ คนเพิ่มแต่งบไม่เพิ่มอย่างนี้ก็ตัวแดงพอดี"

 

"ออ ลืมไป คุณปุ่รุ่น 9 ฝากเช็คมามอบให้เป็นค่ากินอยู่ของผมด้วยครับ อย่างไงถ้าเหลือผมฝากให้พี่เลยละกันนะครับ"

 

 ........... หน่วย ........สิบ ......... ร้อย .......... พัน ......... หมื่น .......... แสน ........... ล้าน .............

 

นี้มันเกินกว่าที่คำนวนไว้เป็น 10 เท่าเลยนะ

 

"เออ~ ในเมื่อรุ่น 9 ฝากฝังมาจะปล่อยไปคงไม่ได้ อย่างไงก็อย่าลืมประหยัดน้ำประหยัดไฟ ลดโลกร้อนด้วยแล้วกัน" ว่าแล้วพยานคนที่ 3 ก็จากไปทิ้งให้เหลือเพียงบอสและรองหัวหน้า เหลือเพียงแต่ความเงียบ ดวงตาสีวารีจ้องแบบหมั่นไส้ตรงไปยังใบหน้าคร้ามที่ยังนิ่งไม่สะทกสะท้าน แต่ชายกางเกงที่ถูกกระตุกเบาๆ ทำให้สคอลโล่ต้องเป็นฝ่ายถอนสายตาออกมาก่อน

 

"ฮ้าว...... พี่ครับ ผมง่วงจังเลยครับ"

 

"งั้นไปนอนกันดีกว่าไอ้ตัวเล็ก"

 

 

.......... เดียวก่อนนะ ไปนอนกันดีกว่าไอ้ตัวเล็ก แล้วฉันละ.........

 

 

เสียงต่อต้านดังลั่น (ในใจ) มีเพียงดวงตาสีโลหิตที่ทอประกายสื่อความหมายออกมาเท่านั้น และดูเหมือนว่าที่ภรรเมียที่ดีก็จะรู้สึกถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในสายตาที่ส่งออกมา เมื่อสคอลโล่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนแทนคำตอบว่า

 

 

... It Not My business ....

 

 

"เฮ้ย เดียวก่อนไอ้สวะ ถ้าแกนอนกับไอ้เด็กนั้นแล้วจะให้ฉันไปนอนไหน" ทันทีที่เครื่องแปรสัญญาณทำงาน ร่างหนาก็โวยลั่นอย่างไม่ยอม

 

"แกก็นอนห้องแกไปสิ ฉันจะกลับไปนอนห้องฉันเหมือนกัน ราตรีสวัสดิ์" ร่างบางเอี้ยวตัวหันมาตอบคำถาม สิ่งที่แซนซัสได้ยินต่อมาก็คือ เกรียวประตูที่ปิดสนิทลงดัง ปัง! วินาทีนั้นเองที่บอสแห่งวาเรียกล้าไปสาบานกับศาลที่ไหนก็ได้ว่าเขาเห็นรอยยิ้มร้ายเล็กๆ ที่มุมปากนั้น

 

.
.
.

 

...............ค้าง..............................

 

ชายผู้เกิดมาพร้อมฉายาเสะเหนือเสะทั้งปวง ราชาในหมู่ราชา วันนี้กลับค้างสนิท ไม่อาจทำอะไรได้ จะเดินตามไปลากไอ้หลามกลับมากด ก็อายเด็กมัน

 

อ้าก!!!!!!!!!!!!!! ป๋าอยากจะบ้า

 

.

.

.

 

TBC 

คิคิคิ มีต่อให้อีกนิด กระตุ้นความอยากของท่าน ซายูริ แต่ไม่อยากให้ตั้งความหวังกับการอัพฟิคเรื่องนี้จริงๆ เพราะอัพแบบตามใจข้าน้อยสุดๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะจบหรือเปล่า แต่อย่างไงก็ขอบคุณมากนะค่ะที่ตามอ่านกันมา แล้วเรื่องนี้คงจะอัพที่นี้อย่างเดียวนะค่ะ คงไม่ได้อัพที่บอร์ดด้วยเพราะมันดองเกิน! 

edit @ 7 Dec 2009 20:02:27 by mod1234

fic-enough # 7 (XS)

posted on 01 Dec 2009 22:25 by mod1234-takoyaki  in FIC

บทที่ 7

อาทิตย์ร้อนแรงเหนือชายฝั่งทะเลทอประกายจ้าสะท้อนฟองบนทะเลสีใสให้เปล่งประกายราวอัญมณีชิ้นงามที่ล่องลอยอยู่บนผืนผ้าสีคราม ณ บ้านพักหลังเล็กริมทะเลที่สวยสด ผ้าม่านในห้องที่อยู่ชั้นบนกำลังพลิวไหวด้วยแรงลมเปิดทางให้แสงตะวันลอดผ่านมาแยงตาร่างที่นอนซมเพราะพิษไข้มาตั้งแต่เมื่อคืนวาน


"~ อืม" เสียงห้าวงึมงำอย่างคอแห้งก่อนที่เนตรสีแดงกล้ำจะค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างง่วงงุน เสื้อเชิ๊ตขาวที่สวมใส่เปียกชุ้มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ออกเพราะพิษไข้จนทำให้ผ้าเนื้อบางแนบไปกับแผงอกแกร่ง ดวงตาที่เคยกร้าวกราดมองไปรอบๆ ที่ไม่มีใครนอกจากตนจึงต้องฝืนสู้อาการเมื่อยขบเฉกเช่นคนที่พื้นไข้ให้หยันขึ้นมานั่งผิงพนักเตียงโดยลำพัง ความอ้างว้างรอบกายที่สัมผัสได้ในความอบอวนของอากาศชวนให้เหน็บหนาวแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนชึ้น

.
.
.

เสียงประตูห้องน้ำเปิดออกเบาๆ อีกไม่นานหลังจากนั้นปรากฎเป็นร่างแกร่งภายใต้เสื้อเชิ๊ตขาวและกางเกงสแร็คสีดำสนิท ผ้าเช็ดตัวผืนพอดีถูกลูบไล้ไปตามปลายผมเปียกชื้นที่ยาวรดต้นคอจนแห้ง ก่อนที่ร่างหนาจะตัดสินใจเดินลงมายังชั้นล่าง ซึ่งมีเพียงกระเทยสาวที่นั่งถักนิตติ้งสีชมพูสดอยู่บนโซฟาพอดีตัวที่ประดับอยู่ที่มุมห้องรับแขกเท่านั้น


"พวกไอ้เจ้าชายสวะหายหัวไปไหนหมด" แซนซัสถามเสียงห้วนเมื่อไม่เห็นคนที่มักจะเข้ามาป่วนเขาอย่างน่ารำคาญในทุกเช้าอย่างเจ้าชายนักฆ่า ทำให้ลุซซีเรียที่เพิ่งเห็นผู้ที่เพิ่งลงมาจากห้องน้ำพลันหยุดงานที่ทำค้างไว้ยืนขึ้นยิ้มสดใสรับผู้เป็นนายก่อนตอบคำถามที่แซนซัสสงสัย


"พวกเบลกับมาม่อนออกไปลาดตะเวนตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ บอส"


"แล้วไอ้ฉลามโง่นั้นละ" แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามหาอีกคนที่ถึงจะตัดความสัมพันธ์ในฐานะเจ้านาย - ลูกน้องไปแล้ว แต่ความสัมพันธ์บางอย่างใช่ว่าจะว่าจะถูกตัดตามไป


"เอ .... อันนี้เจ๊ก็ไม่แน่ใจนะ แต่ก็ไม่เห็นมาตั้งแต่เช้าแล้วเหมือนกัน"


.
.
.


ณ เวลาเดียวกัน บริเวณเมืองท่าทิศเหนือที่ห่างออกมา ราอูล ที่ปรึกษาชราของกองกำลังฯ ก็กำลังตามหาคนๆเดียวกัน ชายชราเดินลงมาจากถนนที่ลาดลงสู่ท้องทะเลเบื้องหน้า ใบหน้าที่เหี่ยวย้นตามอายุเริ่มมีเหงื่อที่หยาดเพราะความร้อนจากแสงแดดประปรายเมื่อเงยหน้าขึ้นไปถามพวกพ้องที่เฝ้ายามอยู่บนหลังคาตึก 2 ชั้นสไตย์เมดิเตอร์เรเนียนสีส้มสด


"เฮ้ พวกแกเห็น 'นายหญิง' กันบ้างมั้ย"


นามเรียกสนิทปากทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งชะโงกหน้าลงมาดูต้นเสียง ถึงระยะจะห่างไม่ใช่น้อย แต่ราอูลก็ยังสังเกตุเห็นร่องรอยกระอักกระอวยที่ปิดไม่มิดจากเสียงตอบที่ดังกลับมา


"คุณราอูล ขึ้นมาดูเองดีกว่าครับ"


ชายชราประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมหอบหิ้วสังขารที่เลยวัย 50 ขึ้นไปบนหลังคา ทันทีที่ขึ้นไปถึงก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมลูกน้องคนนั้นจึงตอบคำถามด้วยน้ำเสียงที่กระอักกระอวยขนาดนั้น


"เฮ้ย! ไงถึงมานอนตรงนี้ล่ะ ตื่นขึ้นมาเดียวนี้" ราอูลแว๋วขึ้นมาทันที เมื่อใต้เพิงที่ปลูกสร้างง่ายๆ เพื่อใช้หลบแดดหลบฝนมีร่างขาวผุดผาดกำลังงีบหลับอยู่บนกระสอบป่านที่กองสุมกัน ใบหน้าหวานที่เคยแข็งกร้าวด้วยดวงตาสีฟ้าสดตอนนี้กลับหวานใสราวเด็กสาวไร้เดียงสาเมื่อนัตย์เนตรสีน้ำแข็งซุกซ่อนสงบนิ่ง ผิวขาวใสส่องประกายกับประกายแดดจนน่าแปลกใจว่าทำไมผิวเกรี้ยงเกราราวอิสสตรีนั้นไม่เปลี่ยนสีไปเลยสักนิดแม้จะสัมผัสกับแดดและลมทะเลมาเกือบ 3 ปี


"หนวกหูน่า คนจะนอน" สคอลโล่งวยเงียตอบกลับเสียงร้องของราอูลทั้งๆที่ไม่ยอมลืมตาขึ้น ร่างโปร่งพลิกตัวไปเพื่อหลบแสงแดดที่เริ่มส่องมาแยงตาและเสียงราอูลที่บ่นดังอย่างน่ารำคาญ


"นี้พวกแกทำไมปล่อยให้ไอ้หมอนี้มานอนตรงนี้" เมื่อเห็นโวยวายใส่ร่างโปร่งไปก็ไม่ได้ผล ราอูลเลยหันไปเอาผิดกับลูกน้องผู้น่าสงสารที่เลี่ยงออกไปกินอาหารเช้าอยู่ห่างๆ แทน


"โธ่! คุณราอูล เมื่อคืนอยู่ๆ หัวหน้าก็ขี่มอเตอร์ไซต์ลงมาบอกว่าจะมาอยู่ยามเองคนเดียว แถมยังไล่พวกผมไปนอนอีก แล้วจะให้ทำอย่างไงล่ะครับ" ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเหนื่อยๆ เหมือนคนอดนอน นั้นก็เพราะภาพชายร่างโปร่งที่นั่งผิงไฟสู่ความหนาวอยู่เดียวดายมีเพียงดาวประกายบนฟ้าเป็นเครื่องขับกล่อมนั้น มันช่างสวยงามจนยากที่จะตัดใจให้หลับใหลลงไป ชายชราพนักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อความเอาแต่ใจของร่างบางเป็นที่ประจักษ์ดีแก่ผู้ใกล้ชิด โดยเฉพาะเขาที่รู้จักร่างบางนี้มาเกือบ 3 ปีนับตั้งแต่วินาทีที่ย่างกายเข้ามายังเกาะแห่งนี้ เรื่องฤทธิเดชความเอาแต่ใจของสคอลโล่ แทบจะเรียกได้ว่าราอูลเป็นผู้ที่รู้ดีรองจากริคาร์โด้ ดวงตาสีหม่นหันกลับไปมองร่างโปร่งที่ยังดื้อดึงอยู่ที่เดิมชั่วครู่ จึงเลี่ยงไปยังถังน้ำที่อยุ่ใกล้ๆ



โครม !!!!



"ทำบ้าอะไรของแกว่ะ %$#@W@R#@!" แว่วเสียงตวาดลั่นและคำปริภาคอีกนับ 10 ภาษาเมื่อน้ำเย็นจำนวนไม่น้อยถูกเทราดลงบนตัว สคอลโล่ผุดลุกขึ้นมาจ้องหน้าราอูลที่ยังคงถือถังน้ำที่เป็นหลักฐานสำคัญมิหน้ำซ้ำยังยิ้มมุมปากแบบที่ตีความได้ว่า "สมน้ำหน้า" ด้วยความเครียดแค้น


"ตามฉันมาได้แล้ว ไอ้เด็กขี้เกียจ"


.
.
.


ยามสายของเกาะบารามอส บนถนนที่ตัดไปตามไหล่เขาลงไปสู่ท่าเรือเริ่มคึกคักด้วยผู้คนที่เดินทางไปยังท่าเรือที่ห่างออกไปไม่ไกล ทั้งๆที่ปกติแล้วในเมืองแทบจะเงียบเป็นป่าช้า เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงหวาดระแวงภัยการสู้รบ บางส่วนที่พอมีหนทางก็พากันอพยธไปยังแผ่นดินใหญ่ ส่วนที่ยังเลือกอีกไม่มากก็พากันไปปักหลักอยู่ไหล่เขาห่างออกไป ทำให้ในเมืองมีเพียงคนของกองกำลังป้องกันตัวเองและชาวบ้านอีกไม่กี่หลังเท่านั้น แต่วันนี้ถนนที่มุ่งลงไปกลับเริ่มมีชีวิตเพราะเป็นวันพิเศษที่เรือขนส่งที่มีเพียงลำเดียวและเดินทางมาเทียบท่ายังเกาะแห่งนี้เดือนละครั้งจะเข้ามาเทียบท่า จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจะยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อซื้อหาและแลกเปลี่ยนสินค้าที่ไม่อาจหาได้บนเกาะแห่งนี้ และในกลุ่มคนที่กำลังเดินลงไปยังท่าเรือนั้นเองก็มีราอูลและสคอลโล่ที่หน้าตายังติดแววงวงงันด้วย


"แกจะให้ฉันดูอะไรว่ะ หาว~" ร่างโปร่งพูดไปหาวไป อากาศร้อนชื้นของทะเลทำให้ผ้าที่เปียกแห้งหมดแล้ว มือเรียวบิดขี้เกียจไปมา รอบข้างมีคนจำนวนไม่น้อยรีบเร่งเดินควักไขว้เพื่อเลือกซื้อสินค้าจากบรรดาพ่อค้าเร่ซึ่งทยอยลงมาจากเรือ ฉลามคลั่งหน้างอง้ำเตรียมจะตวาดใส่ชายชราที่ปลุกเขาขึ้นมาแต่ก่อนที่สคอลโล่จะได้ทำดังนั้น เสียงคุ้นหูก็พลันดังขึ้นจากเบื้องหลังเรียกความสนใจไปจนหมด


"เห็นนายยังเป็นไอ้เด็กแสบช่างโวยวายได้เหมือนเดิม ฉันค่อยเบาใจหน่อย"


สคอลโล่หันกลับไปตามเสียงเรียกคุ้นหู


"พี่กาเบรียล!"


รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเจ้าของชื่อปรากฎรับกับเสียงของสคอลโล่ มือเรียวราวลำเทียนค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดอันใหญ่ซึ่งบดบังดวงตาสีน้ำตาลกลมโตรับกับผมสีเดียวกันที่ยาวสยายตามแรงลมทะเล ใบหน้าหวานโดดเด่นรับชุดสีแดงเพลิงแสนหรูที่แนบไปกับเรือนกายสมบูรณ์แบบ ผิวสีน้ำตาลเฉกคนทะเลขับให้ร่างตรงนี้คือส่วนผสมอย่างลงตัวของความแข็งแกร่งและความงามแทบจะเปรียบเทียบได้เป็นวีนัสแห่งท้องทะเลยามเย็นที่ท้องฟ้าทอประกายด้วยอรุณยามใกล้พลบค่ำ


สำหรับชาวเกาะบารามอสทุกคนแล้ว หญิงงามคนนี้ไม่ใช้คนแปลกหน้าแต่กลับเป็นคนที่ทุกๆคน โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ต้องรู้จักเป็นอย่างดี เพราะหญิงสาวคนนี้คืออดีตหัวหน้าของหัวโจกประจำเกาะ ที่เป็นทั้งตัวแสบ ตัวซวย และตัวหาเรื่องให้ชาวเมืองปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ในอีกด้านแล้วเธอคนนี้ก็ยังเป็นเทพพิทักษ์ ผู้ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งกองกำลังป้องกันตัวเอง เป็นหัวหน้าผู้เข้มแข็งที่คอยปกป้องชาวเมืองในยามที่ถูกโจรสลัดโจมตีมาตั้งแต่เธออายุ 15 ปี สำหรับสคอลโล่เอง หญิงสาวตรงหน้าเป็นอีกหนึ่งคนที่ทำให้เขาสามารถยืนหยันอยู่ได้หลังจากบาดเจ็บเจียนตายกับการกระทำของแซนซัส เพราะเมื่อ 3 ปีก่อนหลังจากที่ริคาร์โด้เป็นผู้ที่ลากเขาที่ชุ้มโชกไปด้วยโลหิตที่ไหลออกมาจากบาดแผลท่ามกลางสายฝนแล้ว กาเบรียลก็เป็นผู้ดูแลและให้กำลังใจในยามที่เขาคิดว่าชีวิตนี้ไม่ควรจะคงอยู่อีกต่อไปโดยไม่เคยถามสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เป็นยังเป็นผู้ที่ทำให้เขาหัวเราะท่ามกลางความมืดมิด และด้วยอายุของกาเบรียลที่มากกว่าสคอลโล่เกือบ 3 ปี ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสคอลโล่กับกาเบรียลเป็นดังพี่สาวแสนซนกับน้องชายตัวเฮ้ว จวบจนเธอได้พบรักกับทายาทของแฟมิลี่ขนาดกลางแห่งหนึ่งและแต่งงานออกไป โดยที่ยกตำแหน่งหัวหน้ากองกำลังในริคาร์โด้แทน และแม้กาเบรียลจะออกไปจากเกาะแล้ว แต่หลังจากที่เริ่มต้นสงครามกับ ซิฟาซิโอ้ เธอก็ยังเป็นหัวแรงสำคัญที่คอยส่งอาวุธและอาหารมาคอยสนับสนุนอยู่เสมอ


"ว่าไง พี่รู้เรื่องริคาร์โด้แล้ว ขอโทษด้วยที่พี่มาไม่ทันร่วมพิธีศพ" ผู้มาเยือนเอ่ยอย่างเศร้าสร้อยพลางก้าวเข้ามาใกล้พลางใช้มือเรียวลูบหัวคนที่อายุอ่อนกว่าตรงหน้าอย่างปลอบโยน เบาบางดุจพี่สาวที่ปลอบน้องชายที่หกล้มบาดเจ็บ ความอ่อนโยนที่ได้รับทำให้สคอลโล่ตื้นตันจนปลายตารู้สึกร้อนวูบ


" ......................................."


"เอาน่า! ว่าแต่ไอ้คุณสามีตัวดีจอมขี้หึงนั้นยอมปล่อยให้ออกมาด้วยหรือไง แล้วแองเจิ้ลล่ะใครดูแล" ความอ่อนแอที่ปกปิดไว้และใกล้จะแสดงออกมา ทำให้สคอลโล่รีบตัดบทถามถึงแม่นางฟ้าตัวน้อยแสนสวยของเขาที่พบกันครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบปีก่อน โดยไม่ทันสังเกตว่าคำถามนั้นกลับทำให้กายบางของหญิงสาวสั่นเทาอย่างน่าประหลาด

" .............................................................. คือ"


ทันใดนั้น กาเบรีลก็ถูกใครบางคนชนเบาๆ ที่ด้านหลังแม้ไม่มากพอจะทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล้มลง แต่ก็ทำให้จังหวะการตอบคำถามสะดุดไป ร่างบางรีบเข้าไปประคองหญิงสาวที่ราวกับจะล้มลง พลางเสียงขอโทษที่แสนสุภาพแว่วดังขึ้นจากคู่กรณีอีกฝั่ง


"โอ! ขอโทษด้วยครับ ไม่ได้ตั้งใจ"


ห่างออกไปไม่ไกลร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดเดินทางที่สวมใส่บนรูปร่างผอมบาง ผมสีแดงสั้นรับไปกับผิวขาวซีดที่ปกปิดใบหน้าคมคายบางส่วนกำลังยืนอยู่ โดยมีไม้เท้าอยู่ในมือข้างหนึ่งทำหน้าที่เป็นดวงตาแทนดวงตาสีเทานั้นที่เห็นเพียงชั่วแวบก็สัมผัสได้ถึงความมืดมนที่ไร้แสงสว่างสาดส่องชั่วนิรันด์


"นาย..." สคอลโล่เอ่ยอย่างประหลาดใจด้วยแม้เกาะแห่งนี้จะมีขนาดใหญ่พอสมควรและมีประชากรอยุ่กันกว่าร้อยหลังคาเรือน ที่สคอลโล่ก็มั่นใจว่าเขาจำใบหน้าแต่ละคนได้เกือบทั้งหมด แต่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่นี้กลับไม่คุ้นตาเข้าสักนิด และยิ่งชายพิการผู้น่าสงสารเช่นนี้ไม่มีทางที่เขาจะจำไม่ได้


"ผมชื่อแรลี่ เพิ่งจะได้รับการติดต่อจากญาติที่อยู่ที่นี้ให้มาหา ทำไมหรือครับ" ชายผู้หน้าสงสารตรงหน้าตอบคำถามพลางใช้มือเอื้อมมือเพื่อสัมผัสหาทิศทางที่คนยืนอยู่ ท่าทางเงอะงะและดวงตาที่ไม่ทอประกายทำให้ร่างเล็กตรงหน้าดูน่าสงสารสำหรับผู้ที่พบเห็น


"งั้นนายคงไม่รู้ว่าที่นี้ตอนนี้อันตรายมาก แล้วบ้านญาตินายอยู่ไหนล่ะ ฉันจะไปส่ง" ราอูลที่ฟังการสนทนาอยู่นานเอ่ยปากอาสาอย่างจริงใจ


"ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมนัดเขาไว้แล้วอีกสักพักคงจะมา" คำตอบของชายหนุ่มตอบทำให้สคอลโล่มองไปรอบๆ พยายามหาผู้ที่อาจจะเป็นคนที่มารับชายตาบอดผู้นี้แต่ก็ไม่มีใครที่เหมือนจะเฝ้ารอชายผู้นี้ จึงตัดสินใจเรียกเด็กหนุ่มคู่หนึ่งที่ยืนเฝ้ายามอยู่แถวนั้นเพื่อสั่งการให้คอยดูแลชายผู้นี้ไปพลางก่อนจนกว่าผู้ที่รอรับจะมา


"ฉันจะให้เด็กๆ ช่วยดูแลนายจนกว่าจะเจอญาติก็แล้วกัน มีอะไรอย่างให้ช่วยก็เรียกพวกมันได้เลย" หลังจัดการสั่งการเสร็จ ร่างโปร่งก็หันมาบอก ก่อนชวนราอูลและกาเบรียลให้เดินกลับไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ห่างออกไป โดยไม่ทันได้ยินเสียงแว่วที่ลอยตามลมมาหลังจากที่ลับร่างไป


".................................................. อิอิ คุณมีกลิ่นกายที่หอมมากเลยครับ"


.
.
.


ช่วงเดียวกันห่างออกไปบนเนินเขาที่สูงที่สุดของเกาะบารามอส เบลและมาม่อนสองผู้พิทักษณ์แห่งวาเรียก็กำลังส่องกล้องตรวจตราชายฝั่ง ทันใดนั้นกลิ่นที่มาพร้อมลมหอบใหญ่ที่พัดมาจากด้านล่างทำให้เด็กหนุ่มถลาขึ้นไปยืนบนก้อนหินใหญ่ที่ตั้งเลื้อมล้ำอยู่บนผาพลางสอดส่ายไปมาคล้ายต้องการพิสูจน์บางสิ่ง ท่าทีของเบลก็พลันเปลี่ยนไปกระทันหันทำให้มาม่อนแปลกใจ


"เป็นอะไรไป เบล" ทารกอัลโกบาเลโน่เอ่ยถามเมื่อมองการกระทำของเบลอยู่นานอย่างไม่เข้าใจ


"เจ้าชายได้กลิ่น"


"เห! ฉันอาบน้ำมาแล้วนะ"


"ไม่ช่าย ชิชิ มันไม่ใช่กลิ่นอย่างนั้น" เจ้าชายนักฆ่าบอกปัด ก่อนหันไปให้ความสนใจกับกลิ่นที่ลอยตามลมขึ้นมาอีกครั้ง


"กลิ่นอะไรของแก"


"เจ้าชายได้กลิ่นคุ้นๆ มันหอมเหมือนเลือด" เบลฟาลากอนตอบพลางพยายามใช้จมูกสูดอากาศเข้าไปแรงๆ อีกครั้ง


"กลิ่นลอยมาจากท่าเรือตอนใต้มั้ง เมื่อวานเราระเบิดมันซะเหี้ยนเลยนิ" มาม่อนเอ่ยแย้งพลางหันไปมองซากเมืองที่ยังคงกองเป็นเศษซาก


"กลิ่นมันไม่เหมือนเลือดของศพ แต่มันเป็นกลิ่นเลือดที่ลอยออกมาจากนักฆ่า ชิชิ มันเหมือนกลิ่นของเจ้าชายเลย ชิชิชิชิ" เสียงหัวเราะเอกลักษณ์ราวนักล่าที่พบเหยื่อดังก้องผาอย่างรื่นรมย์จนสังเกตุเห็นได้จากประกายที่สะท้อนจากดวงตาที่ถูกซุกซ่อนไว้


.
.
.


ฝุ่นแดงฟุ้งขึ้นมาเป็นทางยาวตามถนน เมื่อรถจิ๊บขนาดพอดีแล่นผ่าน บนรถมีราอูลทำหน้าที่เป็นคนขับ โดยที่เก้าอี้ด้านข้างคนขับมีร่างโปร่งที่หันไปคุยอย่างออกรสกับหญิงสาวที่จับจองพื้นที่ด้านหลัง ถนนวกวนไล่ไปตามเชิงเขาและป่าโปร่งจวบจนถึงทางแยกเล็กๆ ป้ายบอกระยะชี้บอกทางว่าเลี้ยวซ้ายไปอีกไม่ไกล คือ โบสถ์ประจำเกาะซึ่งเป็นที่ที่ร่างของริคาร์โด้พักผ่อนตลอดกาล ทุกสายตาพลันจ้องไปยังดวงตาสีใสที่ตวัดมองไปทิศนั้นอย่างเหม่อลอยก่อนรีบชักสายตากลับมาทันทีเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องตนอยู่


"เดียวก่อน สคอลโล่พี่อยากไปหาริคาร์โด้ก่อน ได้มั้ย" พลันกาเบรียลก็เอ่ยปากอย่างวอนขอ ทำให้หลังของร่างโปร่งแข็งขึ้นมาทันทีราวต้องมนต์ สคอลโล่เงียบงันไปชั่วครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยตอบกลับอย่างแผ่วเบา


"............................................... ได้สิ ผมจะพาไป"


.
.
.


รถจิ๊บถูกจอดทิ้งไว้ยังด้านหน้าโบสถ์ที่ตั้งห่างออกไป โดยที่คณะผู้มาเยือนค่อยๆไต่ขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ ที่ประดับไปด้วยพงหญ้าและดอกไม้นานาพันธ์ที่กำลังส่งกลิ่นหอมของธรรมชาติปลอบประโลมดวงวิญญาณที่เหนื่อยล้าและต้องการการพักผ่อน ตามทางป้ายหินจำนวนมากวางเป็นแถวอย่างมีระเบียบ และหนึ่งในนั้นก็คือป้ายหลุมศพป้ายใหม่ที่เพิ่งจะได้ติดตั้งเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พี่ชาย คนรัก น้องชาย และหัวหน้าที่เคารพนอนสงบอยู่ตลอดกาล


"ริคาร์โด้ ........................................................." หญิงสาวเพียงคนเดียว เอ่ยเรียกชื่อคนที่สนิทพอที่จะยกให้เป็นน้องชายของเธออย่างแผ่วเบาหลังจากยืนสงบนิ่งมองป้านหลุมศพเนิ่นนาน ดวงตาสีน้ำตาลปริ่มไปด้วยหยาดน้ำใสก่อนที่จะร่วงไหลเป็นทางพร้อมกับเสียงแว่วอย่างคนกักสะอื้น ภาพกาเบรียลที่ยืนร้องไห้บีบหัวใจของชายชราอย่างราอูลทำให้อดร้องไห้ตามไม่ได้ คงมีแต่สคอลโล่เท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่ง สงบราวตุ๊กตาน้ำแข็งแสนสวย แต่ถ้าใครได้จ้องเข้าไปยังประกายตาคู่นั้นแล้วจะรุ้ได้ทันทีว่าภายในใจแล้วชายผู้สงบนิ่งนี้กำลังปวดร้าวลึกเพียงใด


"................................................................."


นานกว่าสายน้ำจากดวงตาของกาเบรียลจะหยุดลง ดวงตาสีน้ำตาลทอดขึ้นมามองใบหน้าหวานที่ยังนิ่งอีกครั้งก่อนแย้มยิ้มอ่อนโยน มือเรียวยกขึ้นมาบีบไหล่บางอย่างให้กำลังใจ


"เก่งมากนะ"


"หมายความว่าอย่างไง" สคอลโล่แสร้งถามอย่างประหลาดใจ โดยไม่ทันรู้ว่าท่าทางเข็มแข็งที่ใช้เป็นหน้ากากนั้นกลับยิ่งสะท้อนบาดแผลและความอ่อนแอที่เกิดขึ้น จนหญิงสาวอดจะรั้งตัวชายผู้กำลังบาดเจ็บคนนี้มากอดแรงๆอย่างปลอดประโลมไม่ได้


"อยากร้องก็ร้องมาเถิด สคอลโล่" เสียงกระซิบอ่อนหวานอย่างพี่สาวที่กอดน้องชายตัวน้อยแว่วดังที่ริมหูทำให้ดวงตาสีอควอมาลีนคลอไปด้วยหยาดน้ำใส แต่ก็หาได้ไหลรินออกมา เมื่อเจ้าของร่างยังคงเก็บกดไว้ มือเรียวรีบหยันร่างบางของหญิงสาวออกก่อนแกล้งพูดเสียงดังๆ ใส่อย่างร่าเริง


"ใครจะร้องไห้ ฉันไม่ใช่คนขี้แงนะเฟ้ย"


" .................................... สคอล"


คลืน!


เสียงฟ้าร้องที่ดังขึ้นตัดบทการสนทนา ทุกคนเหลือบตาขึ้นไปยังนภาที่เริ่มมืดคลึ้มด้วยเมฆหนาที่ลอยเข้ามาปกคลุม เสียงคลืนครางดังเป็นระยะเตือนให้ทุกคนรุ้ว่าอีกไม่นานพิรุณคงจะโปรยปรายลงมา


"ราอูล พาพี่กาเบรียลกลับไปก่อน เดียวฉันตามไป" สคอลโล่ออกคำสั่งไปยังชายชราที่ยืนอยู่อีกด้าน ในขณะที่ตนเองกลับยืนนิ่งอยู่ โดยมีสายตาสีน้ำตาลของกาเบรียลที่มองดูอย่างเข้าใจ กระนั้นก็ยังอดถามอย่างห่วงใยไม่ได้อยู่ดี


"แล้วนายจะกลับอย่างไงละ"


ร่างโปร่งยิ้มรับอย่างอ่อนโยน พลางดันหลังพี่สาวให้ลงตามเนินไปตามหลังราอูลที่ออกตัวไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้


"ไม่ต้องห่วง เดียวผมตามไป"


"รีบตามมาล่ะสคอลโล่ ฝนใกล้จะลงแล้ว"


.
.
.


บนเนินเตี้ย เหลือเพียงร่างโปร่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมที่เริ่มพัดแรงขึ้นทุกที สคอลโล่ทรุดตัวลงผิงข้างความหนาวเย็นของแผ่นหิน เอียงคอน้อยๆ ด้วยท่าทางราวกับอิงแอบอกอุ่นของใครบางคนที่หามีตัวตนไม่แล้ว เสียงหวานพล้ำเพลอเดี่ยวดายโดยไม่ได้สนใจเมฆหนาที่เคลื่อนมาปกคลุมจนท้องฟ้ามืดสนิทราวราตรีกาลและเสียงฟ้าร้องที่ดังถี่ขึ้นทุกขณะ


"นายจากไปตั้ง 7 วันแล้วสินะ แต่ทำไมฉันยังรู้สึกถึงไออุ่นของนายอยู่เลยนะ"


"บนสวรรค์สวยมั้ย เหมือนอย่างที่เราเคยคุยกันหรือเปล่า"


มือเรียวเอื้อมออกไปพุ่มดอกคอสมอสที่ขึ้นใกล้ๆ ในระยะเอื้อมมือถึง ก่อนเด็ดดอกไม้ขาวดอกหนึ่งที่ชูช่อไสวขึ้นมาจุมพิตก่อนวางลงบนแผ่นหินหนาหนักที่อยู่ใกล้


"วันนี้ฉันมีดอกคอสมอสมาให้ด้วย นายเคยบอกว่าชอบมันไงล่ะ"


"ทำไมไมพูดอะไรบ้างล่ะ ฉันคิดถึงนายรู้มั้ย"


... คิดถึงนายจัง ริคาร์โด้ ...


แปะ


แปะ แปะ


แปะ แปะ แปะ


ซ่า


หยดน้ำหยดหนึ่งก็ร่วงลงสู่พื้นนำหยาดพิรุณอีกมากมายให้ไหลรินลงมาจากนภาชโลมกายบางให้เปียกชุ้ม เรือมผมสีขาวยาวสะอาดเปียกปอนจนแนบไปกับแผ่นหลังบาง


"ไปก่อนนะ" เสียงหวานเอ่ยลาแผ่วเบาก่อนตัดใจหันหลังกลับค่อยๆเดินลงจากเนินเขาเตี้ยอย่างเชื่องช้าท่ามกลางพายุที่โหมแรง จวบจนพ้นผ่านประตูเหล็กโค้งที่กันเป็นอาณาเขตของสุสาน


"เฮ้ย!" ร่างบางร้องดังเมื่อเสียงตัดอากาศมาพร้อมกับสัมผัสที่เจ็บนิดๆบริเวณหลังหัวแต่ก็ยังพอมองทันเห็นก้อนหินขนาดพอดีที่เพิ่งถูกเขวี้ยงใส่เมื่อครู่กลิ้งตกลงสู่พื้น ดวงตาสีวารีเงยขึ้นตวัดไปยังผู้ทำร้ายอย่างเกรี้ยวกราดทั้งๆที่มีแววแดงช้ำและหยาดน้ำตาคลอหน่วย โดยที่รู้อยู่แล้วว่าผู้ที่อาจหาญทำอย่างนี้เป็นใคร


"แกมาทำอะไรที่นี้ว่ะ!"


เสียงถามอย่างเคืองแค้นไม่ได้ทำให้สีหน้าของชายคนดังกล่าวเปลี่ยนแปลง ตรงกันข้ามใบหน้าคร้ามกับแฝงรอยยิ้มหยันอย่างพึงใจเมื่อตอบกลับสคอลโล่แบบสบายอารมณ์


"มาเดินเล่น"


"......................................... ชิ" ร่างโปร่งเถียงไม่ออก และไม่คิดจะเถียงบอสแห่งวาเรียด้วย จึงเพียงแต่สมทบดังๆ ก่อนเดินเลี่ยงไป


"แกจะไปไหน" แซนซัสเอ่ยถามในขณะที่ยังก้าวตามหลังสคอลโล่ตามจังหวะรักษาระยะไม่ให้ร่างโปร่งทิ้งห่างออกไปไกลเกินมือคว้า แต่ก็ไม่ได้เข้าไปใกล้จนอึดอัด


"กลับบ้านสิว่ะ" แว่วเสียงตอบกลับดังฝ่าเสียงฝนอย่างติดหงุดหงิด ยิ่งทำให้อีกฝั่งยิ้มได้อกได้ใจมากขึ้น เมื่อถามกลับไปอีกครั้ง


"รีบกลับนักหรือไง"


"ฝนมันตกแรงขนาดนี้ แกจะตากฝนให้ตายไปคนเดียวก็เชิญเถิด ฉันไม่เอาด้วย" เสียงระรื้นของแซนซัสที่ได้ยิน ทำให้สคอลโล่กระชากเสียงตอบแรงพลางออกตัวจะวิ่งหนีไปให้ไกล แต่ทันใดนั้น เสียงเข้มก็เอ่ยขึ้น


"ใกล้แค่นี้ ค่อยๆ เดินก็พอแล้ว ไอ้สวะ "


สิ้นเสียงข้อมือเรียวก็พลันถูกคว้าไว้มิดด้วยมือหนาที่แกร่งกว่า แม้ท่าทางจะดูรุนแรงและบีบบังคับแต่ก็แฝงไว้ด้วยอ่อนโยน อบอุ่น ที่ใครก็ไม่อาจเข้าใจ แรงดึงเบาๆ ทำให้สคอลโล่ได้แต่จำยอม ก่อนค่อยๆเดินไปพร้อมกับร่างหนาท่ามกลางลมแรงและฝนหนาวที่สาดซัดเข้ามารอบด้าน ไม่มีเสียงบ่นของสคอลโล่ ไม่มีเสียงพึมพำหรือด่าทอจากแซนซัส มีเพียงเสียงลมหายใจและ 2 มือที่เกาะเกี่ยวกันไว้โดยมิอาจแยกออกจากกันได้


.
.
.


"ฮัดเช้ย!"


เสียงจามลั่นห้องดังทันทีเมื่อแซนซัสและสคอลโล่กลับมาถึงเรียกให้ทุกสายตามองไปยังผู้มาใหม่ ร่างโปร่งที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามายามนี้ตัวสั่นงั้นงงไปด้วยความหนาวเย็น เสื้อเชิ๊ตตัวบางแนบลู่ไปกับแผ่นหลังจนมองลอดเห็นแผ่นอกขาวที่เห็นชัดขึ้นเมื่อต้องแสงไฟนีออนจนน่าหงุดหงิดหัวใจผู้พบเห็น แต่ไม่ทันที่มาม่อนจะได้ควักกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพกึ่งเปลือยของฉลามคลั่ง ผ้าเช็ดตัวสะอาดผืนหนาที่แซนซัสเพิ่งไปกระชากมาจากที่ไหนสักที่ภายในบ้านก็พลันคลุมกายของสคอลโล่จนมิด


"ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ" เสียงห้าวออกคำสั่งเข้มพลางชี้ไปทางบันได ทำให้สคอลโล่ที่เปียกปอนฮึดฮัดแต่ก็แอบลอบดีใจที่จะได้ปลดเปลื้องความหนาวเย็นออกไปเสียที กระนั้นก็ไม่วายหันกลับมาอย่างไม่สบอารมณ์ไม่ได้


"ไม่ต้องบอกฉันก็ไป ไอ้คุณบอสบ้าอำนาจ ชิ . อยากเล่นมิคสิคก็ไม่รู้จักเล่นคนเดียว ทำไมต้องมาลากคนอื่นให้ตากฝนไปด้วยว่ะ" เสียงตะโกนก้องอย่างมาดร้ายยังคงดังต่อเนื่องไปแม้จะเดินขึ้นไปบนชั้น 2 แล้วก็ตาม ทำให้บอสแห่งวาเรียได้แต่ถอนหายใจ ส่ายศีรษะในความดื้อด้านของฉลามคลั่งตัวนี้


.
.
.


เสียงน้ำหยุดลงพร้อมๆกับประตูห้องน้ำที่เปิดขึ้น กายขาวที่ยังเปียกชุ้มถูกหุ่มห้อไว้ด้วยโค้ทคลุมกาย มือเรียวขยับเช็ดหัวให้พอหมาดๆ อย่างลวกๆ ภายนอกฝนที่ยังพร้ำพร่าสาดกระทบกระจกราวกับเสียงบรรเลงของออสเคสตาร์วงใหญ่ที่ขึ้นทำนองสูงต่ำ พาให้ใจล่องลอยไปไกลจนลืมเลือนบรรยากาศรอบด้าน จวบจนผ้าผืนน้อยถูกคว้าออกไปกระทันหัน



!!!!



ดวงตาสีวารีทอแววกร้าวปนประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าคนยืนตีหน้านิ่งถือผ้าเช็ดผมของตนนั้นเป็นใคร และยิ่งต้องประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อมือหยาบที่เคยประทานทั้งความสุขสมรุนแรง ความเจ็บปวดจนทรมาน กลับสัมผัสต้นแขนกลมมนของเขาแผ่วเบาราวกับประคองขนนกสีขาวที่ถ้าบีบมันมากเกินไปมันก็จะปลิวหายจากไปตลอดกาล ร่างสูงออกแรงนิดๆเป็นเชิงขออนุญาตทำให้สคอลโล่ผ่อนคลายและยินยอมเดินตามแรงดึงไปนั่งยังเก้าอี้สานขนาดพอดีๆซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปอีกด้านที่มีกระป๋องใบสวยที่ใส่หวีวางไว้


แม้สคอลโล่จะคนที่ใส่ใจเรื่องการดูแลรักษาตนเองนัก แต่กลับให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ชิ้นเล็กอย่างหวีเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเส้นผมที่ยาวสลวยนั้นเสียดายเกินกว่าจะตัด และยิ่งเสียดายมากกว่าถ้าจะไม่ได้เอาใจใส่มันแล้วปล่อยให้มันติดเป็นสังคะตังจนยุ่งไปทั้งหัว ดังนั้นในยามว่างร่างบางจึงไม่ลืมเจียดเวลามาสางผมอันแสนยาวของตน


หยาดน้ำแข็งใสมองตามอากัปกริยาของแซนซัสอย่างไม่เข้าใจ เมื่อร่างหนาของบอสแห่งวาเรียหยิบหวีอันโตและผ้าเช็ดหัวสะอาดที่แห้งซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ ก่อนเดินกลับมายังตน ใบหน้างามตีสีหน้าฉงนหนักขึ้นเมื่อมือหนาที่เคยแต่มอบความตายให้ทุกสิ่งที่ขวางทางอยู่นั้นกลับค่อยๆ เช็ดผมเขาจนผมที่เปียกชื้นพอหมาด พลางสางผมให้อย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วหยาบสัมผัสไปตามศีรษะได้รูปลงมายังปลายจมูกที่เชิดอย่างหยิ่งผยอง เลิ่อนลงมายังริมฝีปากอิ่มได้รูปน่าจุมพิต ไต่ต่อไปยังลำคอสีขาวระหงที่แต่งแต้มไปด้วยรอยกุหลาบสีสด การกระทำที่แผ่วเบา นุ่มนวล ทำให้เจ้าของร่างต้องหลับตาล่องลอย คลี่รอยยิ้มหวานที่แสนอ่อนโยน ก่อนที่ริมฝีปากถือดีคู่นั้นจะเอ่ยเรียกคนที่ปรนนิบัติเขาอย่างแผ่วเบา


"ริคาร์โด้"


ปลายนิ้วหยาบพลันสะดุ้ง พร้อมๆกับร่างโปร่งที่ลืมตาขึ้นอย่างตระหนกเมื่อระลึกได้ว่าตนได้เอ่ยชื่อที่ไม่เหมาะสมออกไปด้วยเผลอหลุดปากเพราะความคุ้นชิน แม้ตลอดมาหลายครั้งหลายหนแม้แต่ในตอนที่อยู่วาเรียเองก็ตามจะมีคนอาสามาช่วยเขาจัดการกับเส้นไหมที่ยาวแสนยาวนี้อยู่เสมอ


แต่ใครคนนั้นจะไม่มีวันเป็นคนๆนี้


.
.
.


"ขอโทษ"


ไม่รู้ว่าสคอลโล่จะขอโทษเพราะต้องการแก้ไขสิ่งที่ตนทำผิดตามประสาคนทั่วไป หรือเป็นเพราะมองเห็นถึงประกายแห่งความเจ็บปวดที่ฉายออกมาจากดวงตาสีโลหิตนั้นเพียงเสี้ยววินาที แต่เสียงขอโทษเล็กๆกลับทำให้ใครบางคนโมโหจนแทบคลั่ง แซนซัสคว้าข้อมือบางอย่างบ้าคลั่งจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร็อบ พลางเหวี่ยงอีกฝ่ายขึ้นไปบนเตียงอย่างไม่กลัวว่าหัวขาวๆนั้นจะไปชนกับผนังหรือไม่ ก่อนฉีกกระชากเสื้อเชิ๊ตขาวของตนจนขาดเผยให้เห็นมัดกล้ามสมบูรณ์สีแทน ท่าทีคุกคามผสานไอหื้นกระหายที่แผ่ออกมาของบอสแห่งวาเรียราวกับถอดแบบมาจากมัจจุราชที่เห็นเหยื่อ แต่เหยื่อผู้นี้กลับไม่มีแววของความหวาดหวั่น ไม่ต่อต้าน ไม่มีสมยอม ไม่มียินดี ไม่มีแม้แต่ประกายตาของชีวิตตรงกันข้ามประกายน้ำแข็งกลับทำแววสงบราวมหาสมุทรลึกที่ไม่มีใครหยั่งถึง


เสื้อโค้ทคลุมหลังอาบน้ำถูกเขวี้ยงตามออกไปกับเชือกผูกที่หลุดออกไปก่อน เสื้อคลุมถูกแยกออกให้เห็นผิวขาวนวลตลอดร่างที่ยังมีหยาดน้ำเกาะพราวเป็นเครื่องแต่งแต้มให้ยิ่งงามจับตาชวนให้มึนเมา แซนซัสก้มลงใช้ริมฝีปากจู่โจมไปยังเนื้อท้องขาวอย่างหื่นกระหายก่อนไล่เลียขึ้นมาขบกัดเม็ดชมพูนุ้มอันหอมหวานรับรู้ถึงอาการสะดุ้งนิดๆ ถูกครั้งที่ปากคมเปลี่ยนองศา


ริมฝีปากคมยอมถอนขึ้นมาเมื่อผิวอกขาวสุกเป็นซากุระจนทั่ว ใบหน้าคมยิ้มกระหายจดจ้องไปยังริมฝีปากอิ่มที่ยังไม่ได้บดขยี้ให้แตกช้ำ เหมือนคนที่ต้องรองรับอารมณ์เองจะรู้ถึงความต้องการนั้น เมื่อยกมือกลขึ้นมาบังก่อนที่ริมฝีปากอีกฝั่งจะบดขยี้ลงมาทันท่วงที



!!!!



ใบหน้าทั้งสองห่างกันเพียงคืบ มีเพียงมือกลเหล็กหนักของสคอลโล่ที่ยกขึ้นมากั้นกลางระหว่างริมฝีปาก ดวงตาสีโลหิตจดจ้องไปยังหยาดน้ำค้างใกล้ตานั้นอย่างพยายามค้นหาคำตอบของความอบอุ่นบางสิ่งว่ามันยังมีเหลืออยู่ในกายของร่างบางหรือไม่ แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็ยังคงเป็นความหนาวเย็นและดำลึกเท่านั้น ดวงตาสีใสที่ฉายให้เห็นทุกสิ่งภายในกายที่แซนซัสเคยชอบลอบมองทุกครั้งที่ร่วมหลับนอนกัน วันนี้กลับมีม่านหมอกมีปกปิดไว้จนมืดมิด


"ทำไมจะไม่ยอมทำหน้าที่นางบำเรอแล้วหรือไง ไอ้สวะ" เสียงห้าวตวาดถามทั้งๆที่ยังคงอยู่ในสภาพเช่นเดิม


"อย่าจูบได้มั้ย" เสียงเบาเอ่ยอย่างลอยล่อง ใบหน้าหวานไม่ได้แสดงที่ทางขัดขืน แต่น้ำเสียงอ้อนวอนที่ไม่ค่อยจะได้ยินจากสคอลโล่ที่เจือออกมายิ่งเกิดเป็นคำถามในใจของแซนซัสมากขึ้น


"ทำไม"


"ไม่มีเหตุผล"


"บอกเหตุผลของแกมา ไม่อย่างนั้นฉันจะทำโทษแก"


"................................................ ไม่มีเหตุผล"


"ไอ้สวะ ฉันบอกให้แกบอกมา" คำตอบยืนยันที่ไม่ตรงตามความต้องการทำให้ใบหน้าคร้ามทอแววดุดันเสียงเข้มแทบจะกลายเป็นตวาดใส่คนตรงหน้า แต่ทุกสิ่งก็เหมือนเดิมเมื่อคำตอบที่ได้รับมีเพียงความเงียบงันและเสียงลมหายใจเท่านั้น


"ถ้าอย่างนั้น แกก็เตรียมตัวถูกทำโทษได้เลย ไอ้ฉลามโง่"


.
.
.


จันทราลาลับ ต้อนรับอรุณรุ่งอีกครา ตาคมยังปิดสนิทแต่ใบหน้าคร้ามกลับมีรอยยิ้มนิดๆ เมื่อคิดถึงความสุขสมที่ตนได้รับ กายหนาส่ายมือเปะปะไปมาข้างกายหวังเจอเนื้อนิ่มๆของคนที่ตนโอบกอดไว้ตลอดคืนจนถึงย้ำรุ่งแบบไม่ยอมให้หยุดพัก แต่สิ่งที่สัมผัสได้มีแต่ความว่างเปล่าที่ชวนให้รวดร้าวพลันรู้ถึงสัมผัสบางสิ่งที่พันอยู่กับปลายนิ้วหนาของตน มือหยาบยกขึ้นมาเพื่อพิจารณาและทันทีที่สมองสั่งการว่าคือสิ่งใดที่ออล้ออยู่กับนิ้วตนนั้น ดวงหน้าคร้ามก็อดแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนไม่ได้



... เส้นไหมยาวสีขาวสะอาด 2 - 3 เส้นที่ไม่รู้ว่าหลุดออกมาจากร่างโปร่งตอนไหนและไปม้วนพันกับนิ้วหยาบได้อย่างไร ...



ภายในห้องกว้างที่ลมโบกพัด ดวงตาสีฉาดทอแววอบอุ่น อ่อนโยน เมื่อยกเส้นไหมกลุ่มนั้นขึ้นมาจุมพิตแผ่วเบา หวังให้มันถ่ายทอดไปถึงร่างโปร่งที่ไม่รู้ว่าหายไปข้างไหน


.
.
.

แม้ร่างชิดใกล้ แต่ใจกลับห่างหาย
แม้กายไกลห่าง แต่จิตกลับผูกผัน

.
.
.
TBC

สายันต์สวัสดีตอนค่ำๆ ค่ะ ทุกท่าน สบายดีกันไหม ใกล้จะปีใหม่แล้ว อิอิ ไม่ต้องมานอกเรื่อง เหอะ เหอะ ไอ้มดอู้อีกแล้ว บอกว่าดอง 3 เดือน ไงมันกลายเป็น 5 เดือนไปหว่า มั่นใจเลยว่าเพื่อนๆต้องจำไม่ได้ไปแล้วแน่ๆ ว่ามีฟิคเรื่องนี้ถูกดองอยู่ อาจจะน่ารำคาญคนแต่งไปนิด แต่มดก็ยังอยากให้เพื่อนๆลองอ่านกันอยู่ดีนะค่ะ ตอนนี้วุ่นวืวมากเพราะ ก้อง - พี กรี้ดๆๆๆๆ ไม่ไหวจะเคลียร์แล้วรักมากมาย ส่วนรีบอนด์ตอนใหม่ แอบเซ็ง เป็นห่วงเมียบ้างสิโว๊ย เดียวก็ยุให้หลามหนีตามชู้เสียหรอก

ปล.น้องเซย์ (คิดว่าคงเป็นน้องนะค่ะ) ขอบคุณมากๆ ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณจากใจสำหรับรูป ชอบมากๆ ชอบที่สุด ตั้งเป็นวอลเปเปอร์คอมที่บ้านเลยนะค่ะ ขอโทษด้วยที่ดองไว้นาน ความจริงพี่คิดว่าจะเลิกแต่งแล้วเหมือนกันตอนคอมเจ็ง แต่ได้รูปของน้องทำให้คิดว่า เอาว่ะ สู้โว๊ย ตอนใหม่นี้ พี่ขอมอบเป็นของขวัญวันเกิดนะค่ะ (ได้ข่าวว่าใกล้แล้วหรือไงนี้ล่ะ)

ปล.ล.น้องพลอย ขอบใจมากๆๆๆๆๆ พี่จะพยายามนะค่ะ (ส่วนเรื่องอะไรนั้น เป็นความลับ แต่พี่มั่นใจว่าน้องเข้าใจ)

s.f. crossroad/ fin/ 201052 (2)

posted on 20 Oct 2009 20:58 by mod1234-takoyaki  in FIC

(exteen รับบความยาวไม่ไหวขอต่อ 2 นะ)

 

"แกมาทำบ้าอะไรที่นี้ แซนซัส" เสียงหวานตวาดกร้าวอย่างเดือดดาล พลางยกนาฟึกาหรูขึ้นมาดู ตอนนี้เที่ยงตรง อีกเพียง ครึ่งชม.การประชุมผู้บริหารของวองโกเล่ก็จะเริ่มขึ้น ซึ่งถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากอำนาจของเอลล์มองก์แล้ว มติเรื่องแซนซัสจะต้องออกมาอย่างที่เขาไม่ต้องการให้เกิดแน่ๆ แต่ดูเหมือนอีกฝั่งจะรู้เท่าทันความคิดเมื่อเอ่ยถามเสียงหยัน


"ไอ้ฉลามโง่ แกกำลังทำบ้าอะไร แกบังอาจคิดอะไรโง่ๆ นอกเหนือคำสั่งของฉันหรือ" ว่าพลางร่างหนาก็เดินตรงเข้าไปหาร่างโปร่งที่ยังคงยืนอยู่หน้าแท่นบูชา ตัวตนของแซนซัสที่กดดันการตัดสินใจของสคอลโล่ทุกขณะทำให้เขาต้องถอยหลังทุกครั้งที่แซนซัสก้าวเข้ามาจนหลังบางติดกับแท่นบูชาจนไม่มีพื้นที่อีกแล้ว


"อย่าเข้ามานะโว๊ย ฉัน ฉัน ฉันไม่ใช่ลูกน้องแกอีกต่อไปแล้ว" เสียงหวานเอ่ยอย่างตระกุตระกัก พยายามรวบรวมความเข้มแข็งภายในจิตใจทั้งหมด ตั้งมั่นกับแผนการณ์ที่ตนวางไว้ แต่ทุกความตั้งใจต้องมลายหายไปทันใด เมื่อบอสแห่งวาเรียเพียงแค่ยื่นมือมาทางเขาและกล่าวประโยคสั้นๆเพียงประโยคเดียวเท่านั้น




"กลับมานี้"




"ไม่ ฉัน ฉันจะไม่กลับไปหาแก" เสียงหวานสั่นพร่า ความต้องการของหัวใจที่อยากจะไปหาเจ้าของที่แท้จริงกับความต้องการของสมองที่สั่งให้ทำเพื่อคนที่ตนรักกำลังผลัดกันรุกรับจนดวงตาสีใสน้ำตาเออคลอ




แม้ใจอยากจะก้าวลงไปหา แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม
แม้ใจอยากจะวิ่งหนีออกไปให้พ้น แต่ร่างกายกลับทะยานอยากจะอยู่ใกล้ความอบอุ่นนั้น
หัวใจกับสมองไม่อาจไปทางเดียวกันได้




ดูเหมือนแซนซัสเองก็จะสังเกตเห็นความสับสนที่เกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อเอ่ยเรียกชื่อที่จำได้ขึ้นใจเพียงแต่ไม่ได้ผ่านริมฝีปากออกมาบ่อยนัก


"สควอลโล่"


"ไม่ไม่ ได้โปรด" เสียงหวานยังคงอ้อนวอนอย่างสั่นพร่า ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ท่าทีปฏิเสธของสคอลโล่สร้างความหงุดหงิดจนถึงขั้นสูงสุด


"สคอลโล่ ฉันไม่สนว่าแกจะคิดอะไรหรือแกจะเต็มใจหรือไม่ แต่ฉันสั่งให้แกกลับมาอยู่ข้างกายฉันเดียวนี้!"



.
.
.

พระเจ้า

ข้ารู้ว่าข้าคือคนบาปที่ท่านไม่อาจอภัย

ชั่วชีวิตข้าไม่เคยขอร้องหรือวิงวอนผู้ใด

แต่ครั้งนี้ข้าขอวิงวอน

ขอวิงวอนให้ท่านมอบความกล้า

ความกล้าที่จะเลือกอนาคตของ 'เรา' มากกว่าอนาคตของ 'เขา'

.
.
.






"แซ." หัวใจที่มีชัยชนะเหนือสมองทำให้สคอลโล่ยอมแพ้ต่อตัวตนของแซนซัส กายบางหวังเพียงจะกระโจนเข้าไปยังอ้อมแขนที่รอรับอยู่ตรงหน้า แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกสิ่งไม่ได้สวยงามดังความฝันขนาดนั้น


"ขอโทษด้วยแต่คงปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้" เสียงราบเรียบเอ่ยอย่างจริงจังเมื่อกายหนาของผู้นำตระกูลที่ยืนมองภาพลูกชายตนอยู่นานพลันเดินเข้ามาขวางหน้าทั้ง 2


"พ่อ!"


"จะเรียกว่าบ้าระห่ำหรือว่าโง่ดีที่บุกมาแบบนี้ เจ้าย่อมรู้ดีไม่ใช่หรือว่าตัวเจ้าตอนนี้ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้" ริชาร์ดยังคงพูดต่อไปโดยไม่สนใจ รอบด้านพลันวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเหล่าบอดี้การ์ดชุดใหม่ของเอลล์มองก์ที่ถูกล่อหลอกไปอีกทางกลับมาถึงในที่สุด เพียงเสี้ยววินาทีแซนซัสก็ถูกล้อมกรอบด้วยชายในชุดขาวที่ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือในเชิงดาบ ส่วนสคอลโล่เองก็ถูกหัวหน้าพ่อบ้านอาศัยจังหวะเผลอล็อคร่างไว้อย่างแน่นหนา


"ถ้ายังไม่อยากตายคงไม่ต้องบอกใช่มั้ยว่าต้องทำอย่างไง" ผู้นำแห่งเอลล์มองก์เดินเข้ามาหาผู้บกรุกที่อยู่ตรงกลางวงกลมสีขาวของฝูงกระบี่ที่ถูกชักออกมา ถ้าเป็นคนปกติย่อมรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะสู้กับยอดฝีมือแบบ 10 ต่อ 1 เช่นนี้ได้ แต่ชายผู้หยิ่งทรนงไม่มีวันที่จะยอมแพ้


"ฝันไปเถิดว่าฉันจะยอมแพ้"


"งั้นฉันคงช่วยไม่ได้" ริชาร์ดหันไปพยักหน้ากับหนึ่งในยอดฝีมือ วงกลมที่ลายล้อมเริ่มเคลื่อนไหววนไปมาดุจดังค่ายกล เงาแวววับของกระบี่สะท้อนไปมาอย่างน่ากลัวและทันใดนั้น




!




ดาบยาวเล่มหนึ่งจากใครคนหนึ่งในวงนั้นก็ตวัดผ่านหลังหนาจนสายธารแห่งโลหิตกระฉูดออกมาย้อมร่าง ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้แซนซัสถึงกับทรุดเข่าลงแต่ก็ไม่ยอมที่จะร้องขออยู่ดี


"แซนซัส!" สคอลโล่ที่มองเห็นภาพดังกล่าวแต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้ร้องลั่น


วงกระบี่เริ่มแคบเข้าที่ละนิดท่ามกลางความเจ็บปวดที่ทวีขึ้นทุกวินาทีด้วยแรงดาบที่เฉือนเนื้อของนภาทมิฬท่ามกลางเสียงร้องห้ามของพิรุณสีเลือด แซนซัสรู้ดีว่าทันทีที่วงกรอบนั้นล้อมเข้ามาถึงร่างเขาเมื่อไรย่อมเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ดูเหมือนอีกฝั่งยังไม่อยากให้เขาตายสบายนัก ด้วยริชาร์ดสั่งการให้เหล่านักรบถอยห่างออกมาก่อนที่คมกระบี่จะถึงร่าง พลันเดินถือกระบี่คู่มือเข้ามาใจกลางยังร่างที่เปื้อนโลหิตจนเกินกว่าจะขยับกายไว้ ดวงตาสีวารีทอแววสงสารปนสมเพศเมื่อเอ่ยปากให้โอกาสเขาอีกครั้ง


"เจ้ายังอายุน้อยข้าไม่อยากให้มาจบชีวิตตรงนี้ ขอเพียงเจ้าสัญญาว่าจะปล่อยมือจากราฟาเอล ข้าจะให้อภัยและยังจะให้เจ้าได้ทุกสิ่งของวาเรียกลับคืน"



แต่ถึงจะมีโอกาสอีกล้านครั้ง คำตอบของนภาก็ยังคงเดิม




"ขอโทษทีว่ะ! ฉันก็ยังเลือกไอ้สวะตัวนั้นอยู่ดี"


"นับว่าโง่มาก" วงดาบสังหารถูกวาดขึ้นสู่อากาศ คมเคี้ยวศาตราสะท้อนไปกับแสงตะวันที่ส่งผ่านโมเสกรูปการกำเนิดที่ประดับเป็นฉากหลัง


"อย่า อย่า ปล่อยฉันนะพอล" ภาพตรงหน้าทำให้สคอลโล่ดิ้นรนหนักเข้า แต่ร่างหนาของพ่อบ้านที่จับกุมเขาไว้ก็ไม่ยืนยอมให้ทำกระทำได้


"ไม่ได้หรอกครับคุณหนู อย่าดิ้นสิครับ"


"นี้คือโทษที่เจ้าบังอาจมาลบหลู่ตระกูลเอลล์มองก์อันทรงเกียรติ จงน้อมรับโทษทัณฑ์ในครั้งนี้"


แม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายของชีวิต ร่างหนาก็ยังคงมีเพียงรอยยิ้มหยัน ดวงตาสีแดงทอประกายกร้าวเมื่อจับจ้องไปยังวงหน้าหวานของคนสำคัญ หาได้มีความหวาดกลัวต่อความตายที่กำลังจะมาเยือน ทำให้เสี้ยววินาทีก่อนดาบจะถึงตัว ริชาร์ดก็อดชื่นชมในความกล้าหาญของชายหนุ่มไม่ได้


"เจ้ามีชีวิตที่สง่างามมาก"




ฉึก!




ดาบที่กระทบร่างฉุดกระชากวงเลือดให้กระฉุดออกมาตามบาดแผล ร่างที่รองรับคมกระบี่บิดกายอย่างเจ็บปวดจนตัวงอ แต่ที่น่าประหลาดคือร่างนั้นหาใช่ร่างของบอสแห่งวาเรีย แต่กลับเป็นร่างของผู้สืบทอดประจำตระกูลคนต่อไปที่รวมพลังสุดท้ายดิ้นหลุดจากการจับกุมเพื่อขัดขวางอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้เป็นเจ้าของหัวใจ


"ไอ้ฉลามโง่!/ ราฟาเอล!" เสียงตะโกนอย่างตกตะลึงดังก้อง ในขณะที่ดวงตาสีใสเปิดขึ้นมาสบกับดวงเนตรสีฉานที่ทอแววหวาดหวั่นถึงที่สุด


"...............แซนซัส หนีไป" ริมฝีปากบางเอ่ยอย่างแผ่วเบาเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่สติจะขาดหายไปเพราะเลือดที่ทะลักออกมาจากบาดแผลบริเวณหน้าอกด้านขวา


"ไอ้สวะ! .... ฟื้นขึ้นมาแกไม่ได้ยินฉันหรือไง ฉันบอกให้แกตื่นขึ้นมาไงเล่า" ร่างห้าวตวาดกร้าวอย่างหวาดหวั่นกว่าครั้งใด มือหยาบกอดร่างโปร่งแน่นพลางเขย่าแรงหวังเรียกสติให้กลับคืน

 

นับเป็นโชคที่พอดีกับการมาถึงของคนกลุ่มหนึ่ง



แม็กซีมา แคนนอน!
(ผู้แต่ง : ถามเจ๊แกแล้วว่ามาได้ไง แกบอกว่าอาศัยครูพักลักจำจากเรียวเฮมา)




โครม!


แรงระเบิดจากกำปั้นทำลายผนังโบสถ์ด้านหนึ่งให้ถล่มลงมาทับเหล่ายอดฝีมือจนวงล้อมแตกฮื้อ


"บอสยังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ยค่ะ ว๊าย! สคอลโล่" เสียงกระเทยสาวร้องถามก่อนกลายเป็นหวีดร้อง ภาพเพื่อนที่นอนจมกองเลือดอยู่ในอ้อมแขนของบอสทำให้ลุซซีเรียและมาม่อนถลาลงมาดู ขณะที่เบลและเลวี่คุมเชิงอยุ่ใกล้ๆ กันการเข้ามาทำร้าย แซนซัสรีบส่งร่างของสคอลโล่ไปให้กะเทยสาวผู้พอมีความรู้เรื่องแพทย์มากกว่าใครทั้งหมดตรวจอาการ ลุซซีเรียกดบาดแผลแรงให้เลือดหยุดพลางตรวจอย่างละเอียดชั่วครู่ก่อนยิ้มอย่างสบายใจหันไปบอกคนที่ทำหน้าตาวิตกจนน่ากลัวจะเจ็บแทนฉลามคลั่งอยู่ใกล้ๆ


"ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ แผลไม่ได้ร้ายแรงมากนักแค่ช็อคจนหมดสติไปเท่านั้น"


ความโล่งใจจู่โจมเรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าหยาบ มือหนาปัดเส้นไหมที่ปลิวลงมาปิดใบหน้างามออกอย่างเบามือท่ามกลางสายตารู้เท่าทันของเหล่าผู้พิทักษ์จนต้องตวาดกลบเกลื่อน


"แล้วพวกแกมาทำไมที่นี้ ฉันสั่งห้ามไม่ใช่หรือไง!"


"ก็ไหนเมื่อบอสไม่ได้เป็นบอสแห่งวาเรียอีกแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อคำสั่งของบอส จริงหรือเปล่า ชิชิชิชิ" เจ้าชายนักฆ่าที่ตามมาเอ่ยหยอกอย่างไม่เกรงกลัวก่อนค่อยๆ ช่วยลุซซีเรียอุ้มร่างโปร่งที่หมดสติขึ้นพลางถอยออกไปทางกำแพงที่พังทลายออกมา


"ฝากไอ้สวะด้วย เดียวฉันจะตามไป"


กายหยาบลุกขึ้นกันทางหนีของเหล่าพวกพ้องไว้ไม่ให้ใครตามไปได้ เหล่ายอดฝีมือเตรียมตั้งค่ายกลหวังลงทัณฑ์ผู้ที่ดูหมิ่น แต่ก่อนที่ใครจะได้ทำสิ่งใด พลันร่างโปร่งบางรัดกุมในชุดขาวที่สวมหน้ากากสีขาว สัญลักษณ์แห่งเอลล์มองก์ก็ปรากฎขึ้นเบื้องหน้าเหล่ายอดฝีมือนั้น พลางหันไปส่งสัญญาณบางอย่างกับริชาร์ด




ความเงียบบังเกิดขึ้นชั่วขณะ



"แซนซัสเราขอเดิมพันกับเจ้า คนๆนี้คือยอดฝีมือที่ดีที่สุดของเอลล์มองก์ ถ้าเจ้าสามารถเอาชนะได้ข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าเจ้าพ่ายแพ้โทษที่จะได้รับคือความตายอันทรมาน"


โดยที่ไม่มีใครคาดคิด อยู่ๆชายชราก็เอ่ยปากสั่งการพร้อมกับที่เหล่ายอดฝีมือที่เหลือต่างล้อมวงเป็นวงกลม เพื่อกางกั้นเป็นขอบเขตและสักขีพยานแห่งการประลอง


ร่างขาวในชุดรัดกุมสวมหน้ากากปกปิดก้าวเข้ามาภายในวงล้อมยืนประจันหน้ากับแซนซัส กระบี่คู่ตวัดขึ้นเป็นการทำความเคารพด้วยท่วงท่าที่งดงาม พลันสายลมจะพัดพาให้ร่างกลายเป็นเพียงสายลมสีขาวเท่านั้น


ความเร็วในการเคลื่อนไหวมากจนยากที่ตาเปล่าจะมองตามทัน สิ่งที่จะมองเห็นได้มีเพียงเงาของกระบี่ที่เคลื่อนไปมาคล้ายแสงที่วิ่งล้อมตนอยู่ แต่ทุกครั้งที่แสงพาดผ่านก็จะนำมาซึ่งบาดแผลดุจดังคาไมทาจิ ทูตลม แซนซัสได้แต่ยืนนิ่งท่ามกลางร่างโปร่งขาวที่เป็นฝ่ายรุกไล่สร้างบาดแผลกรีดไปทั่วร่างและแขนขา




.. เร็วกว่าไอ้สวะนั้นเสียอีก ..

.. สมแล้วจริงๆ ..





ทันใดนั้นเองท่าร่างสุดท้ายเมื่อไล่ตอนจนถึงที่สุดร่างขาวก็พลันกระโดดขึ้นไปบนฟากฟ้า คมดาบคู่พุ่งตรงเข้าใส่เป้าหมายเบื้องล่างที่ยังคงไม่ขยับเขยื้อน แต่ก่อนที่คมดาบจะเจาะลงไปที่เส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอหนา ประดับปืนในมือขวาก็พลันถูกยกขึ้นมารับคมดาบยาวที่ฟาดฟันลงมาเจาะลึกเข้าไปค้างในเนื้อโลหะแทน ส่วนดาบสั้นที่ถูกพลิกแพลงหวังกระหน้ำแทงซ่ำบริเวณขั้วหัวใจก็ถูกมือซ้ายคว้าไว้ก่อนถึงตัวเพียงชั่วมิลลิเมตร


และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาในเสี้ยววินาทีนั้นก็เป็นดังภาพช้า เมื่อก่อนที่เลือดสีแดงสดที่ซึมผ่านบาดแผลจากการกำมีดสั้นซึ่งย้อนลงไปสู่คมมีดที่อยู่ต่ำกว่าจะหยาดลงถึงผืนพรมสีแดงฉานดุจเลือดแซนซัสก็อาศัยจังหวะช่วงชิงความได้เปรียบจากคู่ต่อสู้ด้วยการจับข้อมือบางหักดาบทิ้งและตวัดทุ่มลงกับพื้นพรมหนาพร้อมใช้ร่างกดไว้โดยไม่ลืมแนบกระบอกปืนสีดำสนิทกับลำคอของศัตรูตรงหน้าเป็นอันรุกฆาต


"หยุดได้แล้ว เจ้าเป็นฝ่ายชนะ"


ทันทีที่คำสั่งหลุดออกมาจากปากของชายชราเจ้าของตระกูล แซนซัสก็พลันปล่อยศัตรูพลางลุกขึ้นยืนและก้มศีรษะดุจดังการทำความเคารพคนตรงหน้า ก่อนเร้นกายตามเหล่าลุกน้องที่หายไปกับควันไฟที่ลอยฟุ้งตัดเข้ามาภายใน


.
.
.


บริเวณริมป่าที่หลบซ่อนของเหล่าวาเรีย เลือดที่ไหลจากร่างโปร่งหยุดแล้วด้วยยาห้ามเลือดชั้นดีที่มาม่อนติดกระเป๋ามาด้วย ร่างบางถูกจับให้ผิงกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ท่ามกลางการดูแลไม่ห่างของบอสแห่งวาเรีย อ้อมกอดแกร่งโอบร่างของพิรุณไว้อย่างแนบแน่นพลางพร่ำเรียกชื่ออีกฝั่งไม่ขาดปากหวังเพียงให้คนตรงหน้าพื้นสติขึ้นมาโดยเร็ว แม้ลุซซีเรียจะรับประกันว่าไม่เป็นอะไรมากแต่เขาก็อยากให้ดวงตาสีใสนั้นลืมขึ้นมาเร็วๆอยุ่ดี


ไม่ช้าแสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นปุยเมฆที่ส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาสู่เบื้องล่างก็แยงตาสร้างความรำคาญจนร่างโปร่งที่สลบไปพื้นขึ้นมา


"อืม"


อาการขยับตัวเบาๆ ของคนในอ้อมแขนทำให้ร่างหนาที่เริ่มจะเข้าภวังค์ตามตื่นเต็มที


"ไอ้ฉลามโง่" เสียงห้าวเอ่ยชื่อคนในอ้อมแขนด้วยความหวัง ซึ่งเสียงขับขานที่ตอบรับกลับมาก็เป็นยิ่งกว่าของขวัญที่ช่วยทำให้หัวใจที่เคยหวาดหวั่นเมื่อครู่เต็มตื้นได้อีกครั้ง


"......... แซนซัส"


ดวงตาสีวารีใสแม้จะแฝงแววสับสนที่ยังคงอยู่แต่ใบหน้างามก็ยิ้มรับกับภาพใบหน้าที่ดูเหมือนจะห่างกันไกลแสนไกลเกินคว้าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อ้อมกอดแกร่งโอบรัดร่างบางแน่นเข้าพลางกระซิบแนบใบหูนุ่มแผ่วเบา แววสั่นพร่าในน้ำเสียงของแซนซัสทำให้สคอลโล่รู้สึกเจ็บปวดจนต้องหลั่งน้ำตา



"แกคิดหรือไงว่าฉันจะยังต้องการไอ้เก้าอี้บ้าๆ จากการเสียสละของแก แกคิดบ้างมั้ยว่าพวกสวะนั้นมันจะรู้สึกอย่างไง แกคิดบ้างไหมว่าฉันจะเป็นอย่างไร แกไม่เคยรู้หรือไงว่าฉันรักแกมากขนาดไหน สคอลโล่"


spiacente

(sorry)

"ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ แซนซัส ฉันขอโทษ" ร่างโปร่งที่เจ็บปวดกับการทำร้ายความรู้สึกของคนที่ตนรักได้แต่พร่ำอ้อนวอนตอบไม่ได้ศัพท์ ในขณะที่อ้อมกอดแกร่งโอบรัดรอบกายบางแน่นขึ้นไปอีกราวต้องการบดขยี้ 2 ร่างให้หลอมเป็นหนึ่ง


วินาทีนี้เหมือนทุกสิ่งหยุดเคลื่อนไหว มีเพียงอ้อมแขนที่โอบกอดกันเท่านั้นที่รับรู้ผ่านเข้าไปในอนุสติ สายลมเย็นที่พัดผ่านไม่อาจกระทบผิวกายของผู้ที่ร้อนรุ้มด้วยไอร้อนของเปลวไฟรักที่แผดเผา
 

spiacente

(sorry) 

spiacente

(sorry) 

spiacente

(sorry) 

spiacente ma ti amo così tanto

(sorry but i love you so much)


พลันห้วงนิรันด์ในอ้อมแขนของกันและกันก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกระเทยสาวที่วิ่งกระหื้อกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น


"บอส บอส บอส เกิดเริ่องใหญ่แล้วค่ะ"


"มีอะไร" แซนซัสกล่าวถามขณะปาดน้ำตาของร่างบางในอ้อมแขนที่เงยขึ้นมามองเพื่อนร่วมตายที่วิ่งเข้ามา


"เมื่อกี่พ่อหนุ่มโรมาริโอ้ติดต่อมาบอกว่าที่ประชุมผู้บริหารของวองโกเล่มีมติเป็นเอกฉันท์ยกโทษแถมคืนตำแหน่งและทรัพย์สินของบอสและพวกเราให้ทั้งหมดด้วย รุ่นที่ 9 ติดต่อให้พวกเรากลับไปที่ปราสาทวองโกเล่ตอนนี้เลยนะค่ะ!"



!!!!


.
.
.


สายลมเย็นของฤดูใบไม้ผลิย่านชายแดนฝรั่งเศลพัดเอื้อยๆ ผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในทำให้ห้องกว้างอบอวนไปด้วยกลิ่นส้มสดชื่น หญิงชราร่างเล็กเคาะประตูที่เปิดอ้าเป็นสัญญาณก่อนเดินนำกาแฟร้อนและพายบูลเบอร์รี่ของโปรดของสามีที่กำลังนั่งทำงานอยู่หลังโต๊ะตัวโตมาให้ ก่อนเปิดการสนทนาเรื่องที่ค้างคาใจอยู่


"ฝีมือคุณใช่มั้ยค่ะ"


"เรื่องอะไรหรือ"


"ผลประชุมของวองโกเล่ที่ออกมาเมื่อวาน"


"ทำไมผมต้องไปช่วยคนที่แย่งลูกไปจากเราด้วยละ ไม่อย่างนั้นผมจะคิดฆ่าเขาได้ทิ้งหรือไง"


ชายชราตอบกลับแต่แสร้งหลบตาที่จ้องอย่างจับผิด พลางหันไปสนอกสนใจกับกาแฟและพายบูลเบอร์รี่


"ตอนที่อยู่ในโบสถ์คุณก็ไม่ได้คิดจะฆ่าเขาจริงๆสักหน่อย ฝีมือดาบของคุณแม่นขนาดไหนทำไมฉันจะไม่รู้ ตอนนั้นถ้าราฟาเอลไม่มาขวางไว้อย่างมากก็แค่ได้รอยแผลเป็นสักรอย 2 รอยเท่านั้น"


คำตอบอย่างเท่าทันเรียกรอยยิ้มกว้าง กาแฟดำถูกจิบเล็กน้อยก่อนวางกลับเมื่อดวงตาสีน้ำแข็งเงยขึ้นมามองภรรยาของตนที่อยู่ตรงหน้า


"เธอก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ"


"ใครบอก .. ตอนนั้นฉันเอาจริงแล้ว"


"แต่ถึงขนาดเอาชนะเธอที่เอาจริงได้ หมอนั้นก็น่ากลัวน่าดูสิ"


"ใครว่าไอ้หนุ่มนั้นเอาจริงละ เขารู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสู้อยู่กับฉัน"


"หมายความว่าอย่างไง"


"ก่อนที่หัวฉันจะฟาดพื้นไอ้หนุ่มนั้นใช้มือซ้ายที่กำดาบไว้มารองหัวไว้ให้ ไม่อย่างนั้นฉันคงสลบไปอีกหลายวันแล้ว"


คำเล่าขานที่ได้ฟังเรียกรอยยิ้มของชายชราไม่น้อย จนภรรยาอดยิ้มตามสามีของเธอไม่ได้


"หึ ดูเธอจะถูกใจกับ'ว่าที่ลูกเขย'ไม่น้อยนี่"


"ก็คงน้อยกว่าคุณมากอยู่ละค่ะ"


.
.
.


ห่างออกไปอีกประเทศ ณ ปราสาทวาเรียที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในอิตาลี ทุกสิ่งกลับคืนสู่ปกติอีกครั้ง วาเรียระดับล่างบางส่วนเดินตรวจตรารอบพื้นที่ ในขณะที่จำนวนไม่น้อยก็ออกไปปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย เสียงโวยวายของเบล มาม่อน ลุซซีเรียยังคงดังในห้องนั่งเล่นอย่างสนุกสนาน โดยมีเลวี่ที่ยืนอยุ่ข้างบังลังก์บอสมองอย่างเหยียดหยัน แต่จะมีที่ผิดออกไปจากเดิมก็เพียงความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและรองหัวหน้าแห่งวาเรียเท่านั้น

.
.
.

บนเตียงหนา 2 ร่างโอบกอดแนบแน่นหลังกามกีฬาผ่านพ้นไป เสียงหอบหายใจของแต่ละฝั่งยังคงสะท้อนเป็นจังหวะเดียวกันภายในห้องที่อบอุ่นด้วยไฟจากเตาผิงและไออุ่นของความรัก มือหยาบยังคงตะคองกอดร่างโปร่งที่แสนล่ำค่าให้เอนซบอิงไออุ่นในขณะที่อีกฝั่งก็ซุกซบอย่างเต็มใจ


"ไอ้สวะ" เสียงห้าวดังนุ่มอยุ่ข้างใบหูปลุกคนที่เคลิ้มหลับให้ตอบกลับ


"อะไรหรือ แซนซัส"

qualunque ed ogni volta che voi mosto non l'arresto di t lo ama(whatever and whenever you mustn't stop love me)



ร่างโปร่งที่ได้ยินคำสั่งแสนหวานแย้มรอยยิ้มบางๆ พลางตวัดมือเรียวคล้องคอหนาแผ่วเบา ชักจูงให้อีกฝั่งโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากบางแนบกับริมใบหูบนใบหน้าที่เปรอะไปด้วยบาดแผล

Lo amerò per sempre voi (I'll love me you forever)




เสียงหวานเอ่ยแผ่วหวังเพียงให้ 2 หัวใจเท่านั้นที่ได้ยิน ใบหน้างามแดงซ่านเมื่อถูกมือหนาเชยคางมนขึ้นเพื่อมอบจุมพิตหวานล่ำซึ่งตรึงทั้ง 2 ให้อยู่ร่วมทางเดินเดียวกันนับจากนี้สู่ตลอดไปจวบจนชั่วนิรันด์ที่ไม่มีวันพลากจากกันอีก

tiamon, innamorato(i love you, my sweetheart)



.
.
.

END


เหลือบขึ้นไปดูจั่วหัว SHORT FIC นี้มัน SHORT FIC ตรงไหน ตอนหนึ่งล่อไปเกือบ 30 หน้า นี้มัน very long fic แล้ว เหอะ เหอะ แต่คนมันหน้าด้านเลยขอแถไปเรื่อย จบแล้วค่า จบแล้ว fic คั้นเวลาคอมเจ็งของนังมด ถ้าใครอ่านกันมาจะรู้ว่ามดไม่เคยเขียน SHORT FIC เป็น SHORT FIC เลยสักครั้ง นี้ก็ตัดออกไปเยอะมากเพราะกลัวมันไม่จบใน 3 ตอน ถ้ามันห้วนไปหน่อยขออภัยเป็นอย่างสูง ตอนนี้คอมใช้ได้แล้ว สัญญาว่าจะกลับไปมุมานะกับ enough อย่างเดียว แต่ถึงจะเป็น fic คั้นเวลาคอมเจ็งแต่มดก็ตั้งใจแต่งมันมากนะค่ะ อยากให้เพื่อนได้ลองอ่านกันเยอะๆ ถ้าเม็นต์กันสักหน่อยก็ดีเพราะบางครั้งกำลังใจทดถอยจนคิดเลิกแต่งจริงๆ เอาเถิดไม่บ่นมากแล้ว อย่างไงก็รักทุกคนค่ะ


PS. ใครที่รอ enough ตอนใหม่ขอเวลาสักพักนะค่ะ แต่จะพยายามมาอัพให้ได้ช่วงปลายสัปดาห์นี้
Ps.s หวังว่ามันคงไม่ยาวเกินไปนะค่ะ

edit @ 20 Oct 2009 20:52:54 by mod1234

edit @ 20 Oct 2009 21:02:33 by mod1234

s.f. crossroad/ fin/ 201052 (1)

posted on 20 Oct 2009 20:33 by mod1234-takoyaki  in FIC

Title : Crossroad
Paining : XS
องค์ที่ III

อีก 24 ชม.ก่อนถึงงานพิธี


แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แกร็ก

แครกกกกก



เสียงโลหะกระทบกันดังเป็นจังหวะตามมาด้วยเสียงขยับไหลของโม่ปืนสะท้อนในความเงียบภายในห้อง บนโต๊ะตัวเตี้ยหน้าโซฟาที่จัดเป็นมุมพักผ่อนถูกปูพรมไปด้วยอาวุธนานาชาติทั้งตะวันออก ตะวันตก ทั้งอาวุธสั้นจำพวกมีดดาบมีดพก ไปถึงอาวุธระยะไกลเช่น ปืนนานาชนิดทั้งสั้นและยาว ขณะเดียวกันร่างหนาที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ใกล้ๆนั้น ก็กำลังบรรจงบรรจุกระสุนลงแม็กที่ละชุดอย่างใจเย็น ใบหน้าคร้ามประดับรอยแผลเป็นแม้จะทอแววเคร่งเครียดเป็นปกติแต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มที่มุมปากยิ่งขับให้ใบหน้าหล่อเหลาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความน่ากลัวดูคมคายมากขึ้น แต่ใครเหล่านอกจากเจ้าตัวที่รู้ดีที่สุดว่ารอยยิ้มที่เกิดขึ้นนั้นมีไว้เพื่อใคร


.
.
.



"บอสโว๊ย"เสียงดังลั่นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของฉลามคลั่งแห่งวาเรียสะท้อนไปมาหลายรอบบนระเบียงก่อนเงียบลงได้ คนที่นั่งทำงานอยู่บนหลังโต๊ะตัวโตเงยหน้าตวัดมองผู้มาใหม่อย่างหัวเสียปนรำคาญ


"มีอะไรไอ้สวะ" เสียงห้าวกระชากถามก่อนก้มหน้าก้มตาเซ็นต์เอกสารกองเท่าภูเขาตรงหน้าต่ออย่างไม่ใส่ใจจนสคอลโล่อดโมโหไม่ได้กระนั้นก็ยอมที่จะเดินไปวางของที่อยู่ในมือให้ดีๆ แต่ไม่วายทำเสียงดังใส่อีกฝั่งอยู่ดี


"เอา!ของที่แก 'แอบ' ซื้อมาแล้ว"


แซนซัสเลิกคิ้วอย่างงุนงงนิดๆ มองดูมือเรียวแกะของที่ห่อมาในกล่องกั้นกระแทกอย่างดี เผยให้เห็นปืนโบราณรุ่น BERETTA SO-10 EELL SPECIAL ประดับโกร่งปืนและไกด้วยเงินบริสุทธิ์สลักลายโบราณนอนสงบนิ่ง รอยยิ้มเย็นเหยียดขึ้นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพลางคว้าเดินออกไปประทับเล็งบริเวณเทอเรสใกล้ๆ ท่าทางร่าเริงของแซนซัสทำให้ร่างบางแอบลอบยิ้มอย่างสุขใจกับภาพของนายเหนือที่ไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนัก


ผ่านไปกว่า 5 นาทีกว่าแซนซัสจะกลับเข้ามาภายในห้องอีกครั้ง เมื่อเห็นรอยยิ้มอย่างรู้ทันรอคอยอยู่ก็อดหัวเสียเหมือนทุกครั้ง


"ฉันไม่เคยต้องแอบซื้อ" น้ำเสียงติดเหยียดๆ ตอบกลับอย่างพยายามทำเป็นไม่สนใจ


"แต่ก็ไม่อยากให้ไอ้มาม่อนรู้ใช่มั้ยล่ะ ขืนมันรู้ว่าบอสแอบซื้อปืนบ้าราคาเกือบ 2 แสนดอล์แบบนี้มันคงบ่น 3 วัน 8 วันแน่ๆ " ไม่ว่าเปล่าฉลามขาวยังลอยหน้าลอยตาแบบทวงบุญคุณใส่อีกยิ่งทำให้ร่างหนาหมั่นไส้มากขึ้น


"ถ้าหมดธุระของแกก็ไสหัวไป!"


"โธ่เว้ย คนอุตสาห์แอบเก็บขึ้นมาให้ก่อนจะความแตก ดันเ-อกมาไล่ส่งอีก ไปก็ได้ว่ะ"



ปัง!


สคอลโล่ที่ถูกบอสแห่งวาเรียไล่กระแทกเท้าก่อนเหวี่ยงประตูปิดแรงแบบไม่กลัวหลุด แซนซัสได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาก่อนหันไปให้ความสนใจกับกองเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง แต่ไม่ช้าประตูบานหนาก็แง้มเปิดแต่คราวนี้กลับเป็นการค่อยๆแง้มเปิดเบาเหมือนไม่ต้องการให้คนด้านในรู้ตัว แต่มีหรือที่จะรอดโสตประสาทของบอสแห่งวาเรียไปได้ ดวงตาสีฉานตวัดมองผู้มาเยือนอย่างถามว่า 'อะไรอีก' ทำให้ร่างโปร่งที่มาเยือนอีกครั้งหน้าแดงระเรื่อแกล้งตีโมโหเดินฉับๆ วางของในมือบนโต๊ะตัวเตี้ยก่อนวิ่งออกไปโดยไม่วายตะโกนบอกเช่นเดิม


"ไม่ได้ให้เพราะพิศวาสแกหรอกนะ แต่เห็นอันที่แกใช้อยู่มันหมดแล้ว เดียวก็มาโวยวายจนปราสาทแตกอีก"


แซนซัสมองตามแผ่นหลังบางที่วิ่งออกไปก่อนเปรยตาไปยังของที่วางไว้บนโต๊ะ แม้จะมองจากไกลๆ แต่ก็พอจับได้ว่าเป็นขวดน้ำยาสำหรับทำความสะอาดปืนยี่ห้อประจำที่เขาใช้อยู่ รอยยิ้มอบอุ่นแย้มขึ้นอีกครั้งอย่างน่าเสียดายที่ใครบางคนไม่เคยได้เห็น


"ไอ้โง่เอ๊ย"



.
.
.


แกร็ก

แครก



กระสุนชุดสุดท้ายถูกบรรจุลงแม็กกาซีนเสร็จสิ้น ร่างหนาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามลุกขึ้นเหยียดเต็มกาย พลางเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ชุดเสื้อคลุมแห่งวาเรียอันเป็นเครื่องแบบประจำถูกถอดออกโยนอย่างไม่ใยดีไปยังเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ ร่างกำยำที่เปลือยท่อนบนเลือกชุดไปรเวทที่มีไม่มากนักก่อนคว้าเอาเสื้อเชิตอาร์มานี้สีดำสนิทกลืนไปกางเกงสแล็กเนื้อดีที่สวมใส่อยู่ มีดสั้นและสปาร์ต้าเล่มโตถูกสอดใส่เข้าไปในที่รัดที่ติดบนต้นขาแกร่งทั้ง 2 ข้าง ตามมาด้วยปืนคู่ที่แม้จะไม่ใช่อาวุธของรุ่นที่ 7 แต่แซนซัสก็เลือกเฟ้นมาแล้วว่าเหมาะสมที่สุดซึ่งถูกสวมเข้าไปในสนับใส่ปืนที่คล้องไหล่อยู่ทั้ง 2 ด้าน ขณะที่กระสุนหลายร้อยแม็กกาซีนถูกโยนใส่ในกระเป๋าเป๋ใบพอดีๆ และสุดท้ายทุกสิ่งก็ถูกปกปิดด้วยสูทสีดำพอดีตัว ขับให้ร่างหนาทมิฬดูแกร่งภายใต้เงาของนภามากยิ่งขึ้น


ตาสีแดงชาดมองสำรวจไปรอบๆ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเปิดประตูห้องเพื่อก้าวออกไปยังสนามรบที่เขาเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง สนามรบที่มีของรางวัลเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่เขาไม่อาจสูญเสียมันไปได้ แต่พอลงมาถึงบันไดเวียนแซนซัสต้องแปลกใจเล็กน้อยกับภาพตรงหน้า


ณ ประตูทางออก มีร่าง 4 ร่างที่เขาเคยคุ้นกำลังยืนดักรออยู่


"ถ้าพวกแก 'บังเอิญ' รู้เรื่องแล้วคิดจะขัดขวางฉันก็เตรียมตัวลงนรกเป็นพวกแรกเลยแล้วกัน" ร่างหนาเปรยเสียงเย็นขณะเดินลงมายังด้านล่างพร้อมๆกับเพลิงพิโรธที่ลุกโชติในมือหนา แต่ผู้ที่เกือบตกเป็นเหยื่อก็หาได้หวาดกลัว


"ใครว่าเจ้าชายจะขวางบอสละ"


"นั้นสิค่ะ บอสจะไปทำเรื่องสนุกๆ ทั้งทีจะขาดพวกเราไปได้อย่างไงละค่ะ จริงมั้ยจ้ะ มาม่อน"


"ใครใช้ให้ภาพไอ้สคอลโล่มันขายได้เงินดีในตลาดมืดขนาดนั้นละ ถ้าขาดมันไปคนมิหวังรายได้ฉันหายไปเกือบ 80% แน่"


"พวกนี้มันแค่อยากเล่นสนุกเท่านั้นละครับ แต่สำหรับผมไม่ว่าท่านจะไปไหนผมก็จะขอติดตามท่านตลอดไป"


"บอสอย่าลืมสิว่าพวกเราคือ We Are Varia นะ ชิชิชิชิ"


ร่างหนาไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับ เพียงแต่เดินตัดเข้ามาโดยที่เหล่ากลุ่มคนทั้ง 4 ที่ยืนรออยู่ค่อยๆ แหวกทางให้บอสเป็นผู้เดินนำขบวนออกไป มือหยาบกร้านด้วยรอยแผลเป็นคนผลักประตุไม้บานคู่ให้แสงสว่างภายนอกสาดส่องเข้ามาสู่ภายในฉายให้เห็นปราการเหล็กของเหล่าทหารแห่งวองโกเล่ที่ได้รับคำสั่งเตรียมตัวขั้นสุดท้ายจากบอสรุ่นที่ 9 เพื่อรอรับเหตุการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นอยู่บริเวณนอกรั้ววาเรีย




.



12 ชั่วโมงก่อนถึงงานพิธี


กลางดึกสงัด ณ โบสถ์ประจำตระกูลเอลล์มองก์ที่ซ่อนเร้นในป่าใกล้ชายแดนฝรั่งเศล ครอบครัวเล็กๆเจ้าแห่งตระกูลใหญ่กำลังยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์กว้างเพื่อส่งลูกชายเข้าพิธีสำคัญที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า


"ราฟาเอล พ่อคิดว่าลูกคงเคยได้ยินแล้วว่าตระกูลของเรามีประเพณีที่คืนก่อนงานแต่งงานผู้ที่จะเข้าพิธีทุกคนต้องสวดภาวนาชำระล้างบาปที่ติดตัว พ่อขอให้เจ้าใช้เวลาตอนนี้เพื่อชำระบาปของเจ้าและชำระนามบาปของชายชื่อ สเปลฮี สควอลโล่ ออกไปตลอดกาล หลังจากนี้เจ้าจะเหลือเพียงนามของราฟาเอล ชาร์ล เอลล์มองก์ ผู้สืบทอดคนต่อไปเท่านั้น" ริชาร์ดกล่าวกับบุตรชาย ชายชราแม้จะอายุมากแต่สุขภาพก็ยังแข็งแรงเหมือนหนุ่มรุ่นๆ ที่วงแขนแกร่งคล้องไว้ด้วยมือเรียวของภรรยาคู่ชีวิตที่ยังคงทอแววสาวงามแม้อายุจะผ่านพ้นไปนานแล้วเช่นเดียวกัน


"เข้าใจแล้ว" ร่างโปร่งที่ยืนหันหลังในชุดสูทขาวตอบ ดวงตาสีใสจับจ้องไปยังประตูตรงหน้านิ่ง ในขณะที่ผู้สูงวัยหันไปชักชวนภรรยาให้กลับไปยังรถหรูที่จอดรอไม่ห่าง แต่ก่อนที่ทั้ง 2 จะก้าวขึ้นลิมูซีนที่รอ ชายหนุ่มที่ยืนนิ่งรออยู่หน้าโบสถ์ก็เอ่ยถาม


"พ่อ!"


"มีอะไรอีกหรือหรือ"


"ทุกอย่างยังเป็นไปตามสัญญาใช่มั้ย"


"แน่นอน เมื่อเจ้าทำพิธีเสร็จสิ้นการประชุมผู้บริหารของวองโกเล่จะเริ่มต้นขึ้นพอดี แซนซัสและเหล่าพวกพ้องจะได้รับการอภัยโทษและได้อำนาจทุกสิ่งกลับคืน ในขณะที่เจ้าก็จะเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ"


"............" คำยืนยันจากปากผู้นำตระกูลใหญ่และบิดาตนมั่นคงจนผู้ฟังใจหวั่น ความมืดของนภายามไร้จันทร์เช่นนี้ช่วยซุกซ่อนร่างที่สั่นไหวอย่างหวาดหวั่นแต่ก็บดบังประกายตาที่เคยเจิดจ้าไว้ด้วย


"แล้วเจอกันพรุ่งนี้ในพิธีนะลูก" เสียงอ่อนหวานของมารดาราวเตือนสติ ใจอันมั่นคงต่อสัจจะแห่งตน ทำให้ร่างโปร่งเอื้อมมือไปผลักประตูไม้หนาเบาๆ ให้เปิดออกก่อนจะก้าวเข้าไปสู่ชะตาที่ตนเป็นผู้เลือก


ด้านในโบสถ์ราวภาพในฝัน แสงเทียนหลายร้อยเล่มซึ่งถูกจุดปักตามผนังและหน้าต่างส่องประกายสะท้อนไปมาตัดกับกระจกสีสวยที่ประดับเป็นภาพงดงาม ตรงหน้าแท่นบูชาด้านล่างที่สถิติของรูปพระเยซูถูกปูด้วยพรมแดงสำหรับเป็นที่สักการะในพิธีแห่งค่ำคืนนี้





... ให้นักฆ่ามาสวดภาวนา ...

... เสียงของคนบาปหนา พระเจ้ายังจะยอมรับฟังอีกหรือ ...

... เสียงของผู้เปื้อนเลือดอย่างเขา พระเจ้ายังประทานพรอีกหรือ ...




ร่างโปร่งเดินเข้าไปทำการสักการะก่อนผินกายออกมานั่งบริเวณม้าไม้ที่ประดับไปด้วยช่อดอกไม้และผ้าสีสวยเตรียมพร้อมสำหรับงานที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ วงหน้างามไม่อาจทนดูสิ่งเหล่านั้นได้นานจึงเงยหน้าขึ้นไปมองเพดานกว้างที่ทำด้วยกระจกสีใสหวังหนีความรู้สึกที่เกิดขึ้น จึงได้พบกับภาพงดงามของกลุ่มดาวน้อยใหญ่ที่เรียงรายบนผืนผ้าใบสีดำอันไร้ที่สิ้นสุดและเพียงไม่นานดวงตาสีใสก็เคลิ้มไปกับฝันที่ห่างไกลและไม่อาจเป็นจริง



.
.
.



เวลายังคงเดินช้าๆไปบนเส้นทางที่ไม่ลงตัว

หนึ่งคือพิรุณผู้หวังเพียงให้นภาแห่งตนอยู่อย่างเปี่ยมสุข

อีกหนึ่งคือนภาที่ต้องการเพียงให้พิรุณเคียงกาย

เส้นทางและความต้องการยังคงเป็นคู่ขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน




.
.
.



2 ชั่วโมงก่อนพิธีเริ่ม


แขกที่มาร่วมงานเริ่มทยอยเข้ามาในพื้นที่ ท่ามกลางการอารักขาอย่างหนาแน่นโดยบอดี้การ์ดฝีมือดีของเอลล์มองก์ โดยหารู้ไหมว่าห่างออกไปบนเนินเขาใกล้ๆ เหล่าวาเรียเองก็กำลังจับตามองภาพเบื้องล่างอย่างครุ่นคิด


"ไอ้พวกนั้นตื้อไม่ยอมเลิกเลยทำให้แผนที่วางไว้เคลื่อนหมด" เลวี่บ่นดังๆใส่ลุซซีเรียที่นั่งพันแผลให้ แขนขวาของผู้พิทักษ์แห่งอัศนีตอนนี้ถูกปะได้ด้วยผ้าก็อซสีขาวผืนโต ร่างหนาที่กระฟัดกระเฟียดไปมาทำให้ลุซซีเรียที่บาดเจ็บเช่นเดียวกันต้องโวยลั่น


"อยู่นิ่งๆก่อนสิเลวี่! เจ๊ทำแผลให้ไม่ได้" เสียงตวาดดังทำให้ปลาบู่จำต้องอยู่เฉยๆ แต่โดยดี แม้มือหนาของกระเทยสาวจะพันแผลให้ แต่ตาก็จับจ้องไปยังทารกที่นอนอยู่กับพื้นดินใกล้ๆ


"มาม่อนพื้นหรือยัง" แซนซัสที่นั่งพิงต้นไม้ใหญ่อยู่มองตามสายตาของกระเทยสาวก่อนเอยถาม


"ยังเลยค่ะบอส สงสัยจะฝืนกำลังเกินไปจริงๆ สลบไม่เลิก"


สถานการณ์ของวาเรียตอนนี้ดูเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ เมื่อกว่าพวกเขาจะฝ่ากองกำลังของวองโกเล่ออกมาได้ก็ทำเอาหมดแรงไปไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะมาม่อนที่รับผิดชอบเป็นตัวล่อหลอกให้พรรคพวกแอบไปขโมยเฮลิคอปเตอร์ดูจะย่ำแย่กว่าใคร เพราะนอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูด้วยมนต์มายาแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยนับตั้งแต่ยามที่ฝืนใช้พลังไปกว่า 7 ชม.ก็ยังไม่พื้นกลับมาดี ลุซซีเรียและเลวี่เองก็ได้รับบาดเจ็บ แม้จะไม่มากจนเรียกว่าสาหัสแต่ก็ทำเอาขยับตัวลำบาก คงมีแต่บอสแห่งวาเรียและเจ้าชายนักฆ่าเท่านั้นที่ยังสมบูรณ์พร้อม ว่าแล้วคนหนึ่งที่ยังไม่บาดเจ็บก็กลับมาหลังจากลอบไปสังเกตการณ์พอดี


"เจ้าชายกลับมาแล้ว อย่างที่บอสคิดไว้เลยป้องกันเต็มอัตราปูพรมทุกพื้นที่มดสักตัวยังลอบเข้าไปไม่ได้เลย แต่ก่อนก็เคยได้ยินแต่ชื่อเพิ่งจะรู้นี่ละว่าเอลล์มองก์น่ากลัวสมชื่อจริงๆ เจ้าชายสนุกจริงๆ ชิชิชิชิ"เบลฟาลากอนรายงานอารมณ์ดีแม้รู้ว่าหนทางข้างหน้าเสี่ยงเพียงใด แต่ความท้าทายเป็นของชอบอย่างหนึ่งของอัจฉริยะอยู่แล้ว และความจริงที่ดูลำบากก็ไม่ได้สร้างความหวาดหวั่นแก่ผู้ใด นภาสีดำเพียงเมียงมองตรงลงไปด้านล่างก่อนตอบกลับนิ่งราวน้ำที่สงบเท่านั้น


"ถ้าลอบเข้าไม่ได้ ก็ต้องบุกเข้าไปตรงๆสิ"


ทันใดนั้นเสียงทารกที่ก็พลันงึมงัมขึ้น


"อืม "


"พื้นแล้วหรือจ้ะมาม่อนจัง หลับไปนานพอดูเลย"


"ตื่นได้เวลาพอดีเลยนะมาม่อน ชิชิ"


ทารกน้อยพยักหน้ารับคำของลุซซีเรียและเบลฟาลากอนอย่างงงวยแต่อย่างน้อยก็พื้นขึ้นมาทันศึกจะเริ่มต้น แซนซัสปล่อยให้ลุซซีเรียดูแลมาม่อนที่เพิ่งพื้นสักพัก ก่อนตัดสินใจออกคำสั่งไปยังเหล่าลูกน้องที่เต็มใจมาด้วยในครั้งนี้


"พวกแก 3 คนกระจายไปคนละทิศดึงดูดความสนใจพวกมัน แต่ไม่ต้องเข้าไปข้างในและไม่ต้องให้มันเห็นตัว ส่วนไอ้สวะมาม่อนรอที่นี้เป็นหน่วยสนับสนุน"


"อ้าว!แล้วเจ้าชายจะช่วยสคอลโล่อย่างไงละ" คำสั่งที่ให้ลอบดึงดูดความสนใจอยู่เบื้องนอกทำให้เบลประหลาดใจจนต้องประท้วงขึ้น


"ฉันจะเข้าไปแค่คนเดียว ถ้าผ่านไป 2 ชม.ฉันยังไม่กลับออกมา พวกแกทั้งหมดสลายตัวไปหลบซ่อนซะ อย่าให้พวกวองโกเล่มันหาเจอ" แซนซัสอธิบายต่อไปอย่างราบเรียบโดยไม่สนใจเสียงประท้วงที่ดังขึ้นรอบด้าน เมื่อผู้พิทักษ์ทั้ง 4 เริ่มเข้าใจแล้วว่านภาของตนกำลังสิ่งโง่ๆที่เรียกว่า 'การบุกเดี่ยวเข้ารังศัตรู'


"ไม่เอา เจ้าชายจะไปด้วย"


"นี้คือคำสั่ง ถ้าใครกล้าโผล่หน้าเน่าๆ ไปให้ฉันเห็น ฉันจะเป็นคนฆ่ามันเอง"


เสียงห้าวของแซนซัสที่ตวาดสั่งทำให้ทุกคนต้องหุบปาก ก่อนที่ภาพแผ่นหลังหนาที่กระโดดลงไปสู่ทางเบื้องล่างท่ามกลางความหวาดหวั่นของเหล่าลูกน้องจะเป็นภาพสุดท้ายที่เหล่าผู้พิทักษ์มองเห็นในอีกวินาทีต่อมา



.
.
.


"จากรั้วด้านเหนือ ปลอดคนไม่มีแม้แต่หมาสักตัว เปลี่ยน" ชายหนุ่มที่ถือวอรายงานกลับไปยังหน่วยกลางที่ควบคุมอย่างเบื่อหน่าย แทนที่เขาจะได้กินเลี้ยงในงานให้สนุกสนาน กลับต้องมาทนตากลมหนาวอยู่ริมรั้วห่างไกลตามคำสั่งของหัวหน้าพ่อบ้าน เช่นเดียวกับอีกคนที่อายุไล่เลี่ยกันที่ต้องมายืนตากลมเป็นเพื่อนกันอยู่ที่นี้ เมื่อคน 2 คนที่รู้สึกเหมือนกันมาอยู่รวมกันจึงไม่แปลกที่การนินทาจะเริ่มขึ้น


"ไม่รู้ว่าท่านพอสจะกลัวอะไรนักหนา ถึงได้สั่งให้พวกเราคุ้มกันเข้มขนาดนี้นะ ใช่ว่าจะมีศัตรูกล้าบุกมาสักหน่อย"


"นั้นสิ ว่าแต่พวกเราไปหาเหล้าในงานเลี้ยงกินดีมั้ย" นินทาไปพลางก็ชักชวนกันแอบย่องกลับไปหาอาหารที่วางเรียงรายในบริเวณงาน แต่ทันใดนั้นหางตาของใครคนหนึ่งก็พลันสังเกตเห็นเงาดำที่อยู่ห่างออกไปบริเวณพุ่มไม้


"เฮ้ย! แกเห็นอะไรตรงนั้นไหม" ชายหนุ่มคนแรกชี้ไปยังทิศที่เขาสังเกตเห็นบางสิ่งเมื่อครู่ แต่เมื่อมองไปอีกครั้งกลับว่างเปล่า


" แกหิวจนตาฟาดไปแล้วมั่ง"


ไม่ทันจบประโยค แรงกระแทกบริเวณต้นคอจากสันมือที่ฟาดลงมาได้แรงและจังหวะก็น็อคสติทั้ง 2 โดยยังไม่ทันได้ตวัดไปมองผู้ที่ลอบทำร้าย คงมีแต่เสียงแว่วที่ดังเท่านั้นที่ทะลุเข้าไปได้ก่อนที่ทุกอย่างจะดับลง


"ไอ้พวกโง่"


.
.
.


วอจากรั้วด้านทิศเหนือขาดหายไปอย่างน่าสงสัยทำให้สถานการณ์เริ่มแปรเปลี่ยน พอลในฐานะพ่อบ้านใหญ่ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความปลอดภัยทั้งหมดตัดสินใจเดินมารายงานความผิดปกติที่เกิดขึ้นให้ริชารด์ทราบ


"งั้นหรือ" ชายชรากล่าวตอบ เว้นช่วงคิดสักระยะหนึ่งพลางสั่งการกลับไปยังชายหนุ่มวัยกลางคนผู้เดิม


"หาตัวให้เจอแล้วสกัดไว้ให้ได้ แล้วฝากนายไปบอกให้ราฟาเอลมาได้แล้ว" พอลทำความเคารพอีกครั้งก่อนเดินออกไปเพื่อทำความคำสั่ง ในขณะที่ริชาร์ดหันมาเอ่ยปากกับบาทหลวงที่ยืนรออยู่


"หลวงพ่อ ผมว่าควรเริ่มพิธีได้แล้วล่ะ"



.
.


ประตูเหล็กของห้องๆหนึ่งที่ถูกกั้นไว้สำหรับแต่งตัวเจ้าบ่าวเปิดขึ้นเผยให้เห็นร่างโปร่งบางในสูทสีขาวสะอาดที่ยืนทอดมองออกไปยังหน้าต่างภายนอก ไหล่บางสะท้านนิดๆจากแรงลมแรงที่พัดโบกเข้ามาทำให้ชายหนุ่มดูอ่อนแอนักในสายตาของพ่อบ้านที่เลี้ยงดูมากว่า 10 ปี กระนั้นทุกอย่างก็ถูกลิขิตแล้ว


"คุณหนูครับ ได้เวลาแล้วครับ" เสียงทุ้มเอ่ยเตือนทำให้อีกฝั่งหันมาช้าๆ พลางพยักหน้ารับอย่างเลือนลอย


"อืม"


.
.
.


พิธีแต่งงานเริ่มต้นอย่างเชื่องช้าในความคิดของสคอลโล่ ทุกสิ่งดูไร้ตัวตน แม้แต่ยามที่ออร์แกนใหญ่ดังขึ้นเป็นสัญญาณนำเจ้าสาว ซึ่งเป็นบุตรีคนเดียวของตระกุลเก่าแก่ของฝรั่งเศลเข้ามาก็ดูแผ่วเบานัก จวบจนเขาได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังแผ่วๆ สลับกับเสียงดนตรีจึงทำให้ร่างบางเริ่มสนใจจับจ้องไปยังเจ้าสาวของเขาบ้าง


หญิงสาวที่เดินมา ไม่ใช่สิไม่ถูกนัก เด็กสาวในชุดแต่งงานที่กำลังเดินตามพรมแดงเข้ามาดูสวยสดงดงามสมกับเป็นบุตรีแห่งตระกูลเก่าแก่ แต่ไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไงเด็กตรงหน้าก็น่าจะอายุไม่เกิน 14 - 15 ปีเท่านั้น ดวงตาสีทองบวมช้ำจนดูออกว่าผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา ท่าทีที่ดิ้นรนไม่ต้องใช้ความคิดมากก็รู้ว่าเจ้าตัวไม่อยากแต่งงานเลยสักนิด นี้คงถูกบังคับมาเหมือนเขา ไม่สิ เขาไม่ได้ถูกบังคับแต่เต็มใจเองมากกว่า



.. คิดแล้วก็อดสลดไม่ได้ที่ความปรารถนาของเขากลายเป็นเครื่องมือทำลายอนาคตของเด็กสาวคนหนึ่งไปตลอดกาล ..

.. เขารู้ตัวดีว่า ชั่วชีวิตนี้เขาคงไม่อาจรักใครได้อีกแล้ว ..

.. แต่อย่างน้อย เขาก็ตั้งใจจะทำให้คนที่ต้องมารับเคราะห์ในครั้งนี้มีความสุข ..





แม้ขาบางจะเซไปมาจนอดห่วงว่าจะเป็นลมไปตรงหน้า แต่สุดท้ายเจ้าสาวก็ยังคงประคองตัวมาถึงแท่นบูชาอยู่ดี แต่แม้จะเดินมาถึงข้างกายของว่าที่เจ้าบ่าวของเธอแล้ว เด็กสาวก็ยังคงสะอื้นไห้ไม่หยุดจนบาทหลวงที่ยืนอยู่จำใจต้องเริ่มพิธีท่ามกลางเสียงร้ำไห้ของสาวน้อย


"ที่เรามาร่วมกันในวันนี้เพื่อเป็นสักขีพยานร่วมกัน ในการวิวาท์ชายหนึ่งและหญิงหนึ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ ............. หากใครเห็นว่าเขาทั้งสองไม่เหมาะสมจะสมรสกันขอให้โต้แย้งขึ้นมา ณ บัดนี้"


บาทหลวงกล่าวตามคัมภีร์จนถึงประโยคสำคัญจึงเว้นช่วงสักระยะพอเป็นประเพณี แน่นอนว่าการแต่งงานที่แสนเหมาะสมระหว่างบุตรของเอลล์มองก์ ตระกูลเจ้าของกองกำลังทหารกว่าครึ่งโลก และบุตรีของมอนทรีโอ เจ้าของทรัพย์สินกว่าครึ่งโลกย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้าน



" ................."



ทั้งห้องโถงเงียบเป็นสัญญาณแห่งการยอมรับ บาทหลวงจึงเริ่มพิธีต่อ


"หากไม่มีพ่อขอถามชายผู้ยืนอยู่ตรงนี้ ราฟาเอล ชาร์ด เอลล์มองก์ เจ้ายินดีที่จะรับหญิงผู้นี้ มารี เดรี่ มอนทรีโอ เป็นภรรยา จะร่วมทุกข์ร่วมสุขตราบจนลมหายใจสุดท้ายหรือไม่"


"รับ"


"แล้วหญิงที่ยืนอยู่ตรงนี้ มารี เดรี่ มอนทรีโอ ยินดีที่จะรับชายผู้นี้ ราฟาเอล ชาร์ด เอลล์มองก์ เป็นสามีจะร่วมทุกข์ร่วมสุขตราบจนลมหายใจสุดท้ายหรือไม่"


"ฮืออออออออออออออออออออ ออออออออออออออออ" เด็กสาวที่เพิ่งได้เอ่ยปากครั้งแรกร้องไห้สะอื้นจนตัวโยนจนบาทหลวงต้องถามเพื่อเตือนสติอีกครั้ง


"พ่อขอถามอีกครั้งเจ้ายินดีรับชายคนนี้เป็นสามีหรือไม่"


"...รั ...... รับค่ะ ฮือออออ"


"พ่อขอให้ทั้ง 2 แลกแหวนให้กันละกัน"


แหวนทอง 2 วงที่ถูกสลักชื่อถูกลำเลียงมาส่งโดยผู้ช่วยบาทหลวงยังแต่ละฝั่ง สคอลโล่ถอนหายใจนิดๆก่อนเป็นฝ่ายคว้ามือซ้ายของเจ้าสาวขึ้นมาสวมแหวนอันเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงานลงไปบนเรียวนิ้วที่สั่นไหวจนน่าสงสาร












"ฉันไม่อนุญาต!"



.. แซนซัส ..










ก่อนที่แหวนวงนั้นจะถูกสวมลงไปจนสุดนั้นเอง ประตูเหล็กทีถูกปิดนับตั้งแต่เริ่มพิธีก็พลันเปิดออกด้วยแรงมหาศาลพร้อมกับเสียงตวาดห้ามที่ดังก้องร่างหนาที่ปรากฏตัวขึ้นกระทันหันดูใหญ่โตจนแทบจะเต็มกรอบประตูกว้างสร้างความตกใจกับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าบ่าวที่ได้แต่ยินตะลึงงันไปชั่วจังหวะหัวใจ จนไม่ทันสังเกตว่าบอสแห่งวาเรียยามนี้ดูผิดแปลกจากทุกครั้ง เมื่อร่างที่เคยสง่างามบนชุดสูทหรือเสื้อคลุมของวาเรียวันนี้กลับมีแต่รอยบาดแผลที่เปรอะเปื้อนไปทั่งร่าง เสื้อผ้าสีดำฉีกขาดเป็นทางยาวจากคมดาบที่ไม่ต้องบอกก็คาดคะเนได้ว่าเกิดมาจากการฝ่าด่านของเหล่าบอดี้การ์ดมากฝีมือเข้ามา แต่วินาทีนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งนั้นสคอลโล่ตัดสินใจเร่งสวมแหวนให้เสร็จสิ้นเพื่อให้พิธีนี้เสร็จสมบูรณ์โดยเพิกเฉยกับร่างที่ปรากฏ




.. ขอเพียงให้พิธีนี้เสร็จลงเท่านั้น แซนซัสก็จะเป็นอิสระ ..




"ผมสวมแหวนเสร็จแล้วรีบทำพิธีต่อสิหลวงพ่อ" สคอลโล่เร่งรัดหลวงพ่อที่ยังคงตกตะลึงทำสิ่งใดไม่ถูกแต่เมื่อมีผู้มาเตือนพิธีจึงเหมือนจะได้เริ่มอีกครั้ง


"เอางั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นด้วยอำนาจ ..."




ปัง!




"หลวงพ่อ!"




เสียงร้องอย่างตกใจของสคอลโล่ตามหลังเสียงปืนที่ดังขึ้นโดยทันที คมกระสุนเฉียดใบหน้าของบาทหลวงไปเพียงคืบก่อนเข้าเป้าตรงแก้วน้ำที่วางอยู่บนแท่นบูชาพอดิบพอดี ดวงตาสีวารีตวัดมองไปยังเจ้าของลูกกระสุนที่ดูโกรธเกรี้ยวกว่าครั้งใดที่เขาเคยพบเจอเมื่อตวาดใส่บาทหลวงดังก้อง


"ถ้าแกกล้าพูดต่ออีกคำเดียว นัดต่อไปจะเป็นที่หัวของแกแน่ หลวงพ่อ"


เสียงกระสุนที่ระเบิดออกสร้างความแตกตื่นไปทั่ว เจ้าสาว ผู้หญิงและแขกผู้ร่วมงานทั้งหมดถูกกั้นออกไปทางประตูหลัง เหลือเพียง 2 ชายแห่งครอบครัวเอลล์มองก์และบาทหลวงผู้ยืนอยู่ผิดที่ผิดทาง


"พ่อว่าลูกเคลียร์ปัญหาของลูกให้จบแล้วค่อยมาเชิญพ่อทำพิธีต่อดีกว่านะ" จบประโยคบาทหลวงที่เฉียดตายไปแล้วเมื่อครู่ก็พลันหนีหายตามไป ทิ้งให้ภายในเหลือเพียงตัวหมากสำคัญของเหตุการณ์เท่านั้น

.

.

.

 

(2)

edit @ 20 Oct 2009 20:56:19 by mod1234

Title : crossroad 2.5/3 / xs / 111052

posted on 11 Oct 2009 16:11 by mod1234-takoyaki  in FIC
Title : crossroad 2.5/3
Paining : xs


"เฮอะ~" เสียงหายใจทอดถอนอย่างเหนื่อยหน่าย ไม้กวาดยาวถูกปล่อยให้ทิ้งตัวลงกับพื้นดังในขณะที่เจ้าของผู้ถือมาจากห้องเก็บอุปกรณ์เริ่มต้นเก็บกวาดซากโต๊ะที่แตกกระจายด้วยแรงทำลายจากน้ำมือคนที่จากไปดังพายุเมื่อครู่ใหญ่



"ดูสิ พอทำลายเสร็จก็หนีไปทุกที เคยสนใจคนเก็บกวาดบ้างมั้ยเนี้ย" กระเทยสาวยังคงบ่นต่อไป ด้วยเวลานี้ไม่มีวาเรียระดับล่างเหลืออยู่ในปราสาทสักคน ดังนั้นหน้าที่ทำความสะอาดที่ปกติจะเป็นหน้าที่ของเวรยามหน้าห้อง ก็เลยต้องกลายมาเป็นเขา ครันจะให้คนอื่นทำ บรรดาพวกที่ยืนเรียงหัวอยู่ตรงหน้าก็ล้วนแต่ถนัดทำลายมากกว่าสร้างสรรค์นัก



"มีให้ทำก็ทำไปอย่าบ่นหน่อยน่าลุซ ระวังเถิดอีกหน่อยแม้แต่ปราสาทหลังนี้บอสก็จะทำลาย ถ้าเรื่องที่ไอ้ม้าพยศพูดเป็นความจริง"ทารกอัลคาโบเล่เน่ ตอบกลับเสียงบ่นอย่างเบื่อหน่ายไม่แพ้กัน มือเล็กยังคงไม่หยุดดีดลูกคิดคำนวนราคาโต๊ะ เล็ปทอป ผนวกกับพื้นพรมที่ฉีดขาดอย่างหัวเสียกับเหตุการณ์เมื่อกว่าชั่วโมงทื่ผ่านมา



.
.
.



โครม!




โต๊ะไม้สักตัวโตกระเด็นจากแรงถีบของร่างหนาทำให้เล็ปทอปส์ราคาแพงกระจายลงบนพื้นพรมแดง แม้ความนุ่มจะช่วยรับแรงกระแทกบางส่วนแต่ฝีเท้าที่เหยียบซ้ำที่ข้อต่อระหว่างจอและตัวเครื่องก็ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สีดำแยกเป็น 2 ส่วน เสียงดังเตือนของข้อมือที่ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิต์พิเศษสำหรับกักกันเพลิงพิโรธโดยเฉพาะ ส่งเสียงตัดความเงียบที่บังเกิดขึ้น แม้ไฟพิโรธจะไม่สามารถลุกโชติขึ้นมาแต่ไอควันร้อนที่ต้องการการระบายออกกลับคุกรุ่นออกมาจากร่างหนา ดวงตาสีแดงทอแววกร้าวกว่าครั้งใดก่อนฉวยกุญแจ
เฟอร์รารี่คันโปรดที่วางไว้บนกล่องกระจกใส เดินด้วยฝีเท้าหนักออกไปยังเบื้องนอกท่ามกลางเสียงร้องถามของลุซซีเรีย


"บอสค่า บอสจะไปไหนค่ะ"


ไร้คำตอบจากบอสแห่งวาเรีย แม้เหล่าผู้พิทักษ์จะวิ่งไล่ตามเพื่อหยุดหยั่งแต่ทุกอย่างก็สายเกินไป เมื่อแซนซัสเดินออกไปถึงประตูที่เชื่อมไปยังโรงรถ พลันก่อนที่แต่ละคนจะถึงตัว เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์แรงตามมาด้วยเสียงล้อบดเบียดผิวถนนก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ แต่สิ่งที่คิดมักไม่เป็นจริงได้โดยง่าย เมื่อเบื้องหน้านอกเขตรั้วของวาเรียมีหน่วยทหารคุ้มกันพิเศษของวองโกเล่จำนวนมากที่ทำหน้าที่คุ้มกันและจับตาดูอย่างใกล้ชิดอยู่กำลังรอคอยขัดขวางอยู่


เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ้มทำให้แหล่าแนวหน้าเตรียมตัวรับศึกที่อาจเกิดขึ้น หัวหน้าหน่วยรีบกระโจนออกมาทันทีเมื่อได้รับรายงาน พลางจับจ้องไปยังเฟอร์รารี่สีดำที่โดดเด่นและกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสั่งการให้ปืนต่อต้านอากาศยานทุกกระบอกเตรียมพร้อมและเล็งไปยังกระสุนสีดำที่กำลังพุ่งเข้ามา ด้วยคำสั่งตรงจากรุ่นที่ 9 ที่ลงมาคือห้ามผู้พิทักษ์และแซนซัสออกนอกเขตบริเวณของปราสาทวาเรียก่อนได้รับอนุญาต โดยมีสิทธิเด็ดขาดที่จะกระทำการใดก็ได้เพื่อหยุดยั่งการกระทำที่ผิดจากข้อตกลงที่ทำไว้แม้จะมอบความตายให้เพื่อขัดขวาง แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้สั่งให้ยิงออกไปทันทีเพียงแต่วัดใจกันเท่านั้น


นับว่าเป็นโชคที่ท้ายที่สุด ฝ่ายผู้ท้าทายยืนยอมที่จะลดความเร็วและจอดห่างออกจากแนวหน้าที่ยืนอออยุ่เพียง 100 เมตร ท่าทีที่ดูล้อมชอมทำให้หัวหน้าหน่วยถอนหายใจได้อย่างโล่งอก ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปเทียบค้างรถหรุทันที พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดีสู้เสือ


"ท่านแซนซัสเล่นอย่างนี้ พวกผมหัวใจจะวายนะครับ"


ทันใดนั้นเพียงเสี้ยววินาทีที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามาอยุ่ในอาณาเขตของมือหยาบ แซนซัสก็พลันคว้าคอเสื้อพลางยกปืนที่ซ่อนไว้อีกมือยัดเข้าไปในปากของตัวประกันทันที เสียงนกถูกชักลงอย่างน่าหวาดหวั่นเมื่อร่างหนาตวาดสั่งดังก้อง



"ถ้าแกยังไม่อยากไปเยี่ยมนรกตอนนี้ ก็สั่งให้พวกสวะนั้นต่อสายไปหาไอ้แก่บอกให้มันล้างคอรอฉันได้เลย"


.
.
.


ณ ที่ตั้งของปราสาทวองโกเล่ ใจกลางอิตาลี เสียงสัญญาณเตือนภัยดังระงมไปทั่วเมื่อระดับการรักษาความปลอดภัยถูกเลื่อนไปสุ่ระดับสูงสุด การประชุมผู้บริหารอันเคร่งเครียดถูกยกเลิกกระทันหันทันทีที่ได้รับรายงานว่าแซนซัสกำลังเดินทางเข้ามา ผุ้บริหารหลายคนต่างหลบหนีออกไปอย่างรีบเร่ง ในขณะที่บางคนก็โทรตามบอดี้การ์ดให้วุ่นวาย จะมีก็เพียงไม่กี่คนเท่านี้ที่มายืนล้อมหน้าล้อมหลังรุ่นที่ 9 เพื่อหารือปัญหาสำคัญที่ถูกเลื่อนการพิจารณาออกไป


"อย่างไงท่านก็ต้องเห็นด้วยกับมติของพวกเรา"หนึ่งในกลุ่มคนที่รายล้อมเอ่ยกับทิโมทีเสียงกร้าว ทำให้บอสแห่งวองโกเล่อดที่จะเสียงแข็งขึ้นมาไม่ได้


"คนที่พวกเธอกำลังกล่าวถึงนั้นคือ ลูกชายของเรานะ"


"ดังนั้นท่านก็น่าจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าแซนซัสอันตรายเกินไปทั้งต่อทั้งท่านและวาเรียเองไม่ใช่หรือ เราจึงจำเป็นต้องจองจำเขาอีกครั้งไม่ให้ทำอันตรายกับใครได้อีก และถึงแม้ท้ายสุดท่านจะไม่เห็นด้วยก็ตามแต่ในการประชุมผู้บริหารครั้งหน้า อย่างไงมติของพวกเราก็ต้องเป็นตามนี้อย่างแน่นอน .."


ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะทันกล่าวอะไรต่อ เสียงพอดี้การ์ดก็รายงานขัดจังหวะขึ้นมาพอดี


"ท่านแซนซัสจะมาถึงอีกภายใน 5 นาทีนี้แล้วครับ"


เหล่าผู้ทื่ยืนล้อมกรอบอยุ่ได้ยินดังนั้นก้สีหน้าซีดเผือก รีบกล่าวคำลาและลาถอยจากไปในทันที คงเหลือเพียงทิโมทิและอิเอมัสสึที่จ้องมองกันอย่างอับจนหนทาง



.
.
.



เอี้ยด!


เสียงล้อบดถนนดังก้องจนน่ากลัวว่ารถหรูจะเบรกไม่อยู่จนไถลไปชนกับกำแพงตรงหน้า แต่ด้วยเบรกราคาแพงและฝีมือของผู้ขับทำให้ล้อรถจอดสงบอยู่ด้านหน้าปราสาทของวองโกเล่พอดิบพอดี ปีกสีดำของเฟอร์รารี่สยายออกตามมาด้วยบอสแห่งวาเรียที่ก้าวออกมาพร้อมๆกับไม่ลืมหิ้วคอตัวประกันที่อุตสาห์หอบหิ้วมากั้นวองโกเล่เล่นตุกติก ดวงตาสีแดงกวาดมองเหล่ายามที่เตรียมตัวจนตัวเกร็งทันทีที่เจอเขาอย่างเหยียดหยัน นภาสีดำเตรียมก้าวเข้าไปภายในปราสาทที่เขาเคยอาศัยอยู่ในยาวเยาว์ แต่เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ต้องหันกลับไป


"ทางนี้ แซนซัส" ด้านตรงข้ามทางเข้าปราสาท ซึ่งเป็นบริเวณของสวนสวย อิเอมัสสึยืนโบกมืออยุ่ด้านหน้าซุ้มประตูเหล็กโค้ง ร่างหนาตวัดมองอีกฝั่งอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ยืนยอมปล่อยมืออกจากคอของตัวประกันและเดืนตามเข้าไปภายในซุ้มโค้งเหล็กดัดที่มีช่อกุหลาบหลากสีแข่งกันพันเลื้อยขึ้นไปเพื่อชูช่อสดงดงาม แซนซัสจำได้ว่าทางเดินภายใต้ซุ้มกุหลาบนี้จะนำไปสู่เรือนกระจกสีขาวหลังโตซึ่งเป็นสถานที่ที่พ่อบุญธรรมของของเขาชื่นชอบเป็นพิเศษ แต่กลับเป็นที่ที่เขากลับรังเกียจอาจจะเพราะความเป็นคนหยาบการชื่นชมธรรมชาตืงามจึงไม่เคยเป็นงานอดืเรกที่น่าพิศมัย หรือจะเป็นเพราะที่ตรงนี้มักจะเป็นที่ที่ทิโมทีอยู่ทุกครั้งที่มีเวลาว่างก็ไม่ทราบ แต่วันนี้หลายสิ่งกลับต่างออกไป กุหลาบขาวสีสดชูช่อแข่งกุหลาบสีอื่นผสานกับกลุ่มหอมเอกลักษณ์ที่ลอยเอื้อยๆ กลับทำให้ใจที่ร้อนรนสงบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด


ประตูไม้สีขาวเปิดออกทำให้อากาศร้อนภายในไหลออกตัดกับอากาศเย็นภายนอก ด้านในสุดของโรงกระจกกว้างถูกตัดเป็นบริเวณน้ำชาเล็กๆ ทีมีเพียงเก้าอี้ในสวนสีขาว 2 ตัวและโต๊ะเข้าชุดกับเท่านั้น และบริเวณนั้นเองที่คนที่ร่างหนาต้องการพบกำลังรอจิบน้ำชาสีใสอย่างเฝ้าคอย อิเอมัสสึเดินนำแซนซัสเข้ามาสุ่ภายในก่อนทำความเคารพปล่อยให้บิดาและบุตรชายอยุ่กับเพียงลำพังโดยปราศจากบอดี้การ์ดที่ควรรายล้อม


"เจ้าต้องการหาพ่อหรือ แซนซัส" เสียงอบอุ่นเป็นฝ่ายเริ่มการสนทนา มือหยาบที่มีริ้วรอยอายุผ่ายออกราวเชิญชวนให้อีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว แต่แซนซัสกลับเลือกที่จะยืนรักษาระยะห่างไว้


"ใช่! แกบอกมาเดียวนี้ว่าไอ้ฉลามสวะมันกำลังทำบ้าอะไรของมัน" เสียงห้าวเอ่ยเครียด ด้วยใจจริงแล้วร่างหนาแทบอยากควักปืนขึ้นมาขู่บังคับให้อีกฝั่งเปิดปากออกมา


"ทำไมถึงคิดว่าพ่อจะรู้ว่าสคอลโล่กำลังทำอะไรอยู่ละ"


"คนอย่างแก ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นคนของวองโกเล่แล้ว ต่อให้มันไปตายที่ขั้วโลกใต้แกก็รู้อยู่ดี"


"ถูกต้อง พ่อรู้ว่าสคอลโล่กำลังทำอะไร แต่พ่อตัดสินใจที่จะไม่บอกเจ้า" รุ่นที่ 9 เอ่ยตอบพร้อมๅกับที่วางถ้วยน้ำชาลงกับจานรอง โดยไม่ยี่หร่ากับปืนสีดำที่ขึ้นนกพร้อมยิงแล้วที่จ่ออยู่ใกล้ขมับของตน


"งั้นฉันก็คงต้องง้างปากเน่าๆของแก" แซนซัสเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราดจนหลายคนต้องหวาดกลัว แต่บิดาของเขากลับยังคงรักษาความสงบได้อย่างประหลาด ดวงตาสีเทาเพียงที่สบตาลึกเข้าไปในเพลิงพิโรธที่โหมนั้นอย่างอ่อนโยน ลึกเข้าไปจนถึงจิตที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน


"แต่ถ้าเจ้าอยากให้พ่อบอกจริงๆ เจ้าก็ต้องตอบคำถามของพ่อมาว่าก่อน ถ้าเจ้าตอบผิดต่อให้เจ้าฆ่าพ่อหรือทรมานพ่อเจ้าก็จะไม่ได้คำตอบไปตลอดกาล"


"คำถามอะไรของแก"


"แค่คำถามง่ายๆเท่านั้นแซนซัส สคอลโล่เป็นสิ่งใดสำหรับเจ้า"






... ไอ้สวะมันเป็นอะไรของฉันงั้นหรือ ...





เพียงคำถามง่ายๆคำถามเดียวของทิโมทีกลับสะกดให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง ร่างหนาตะลึงงันไปชั่วครุ่พยายามขบคิด คำถามของรุ่นที่ 9 ทำให้แซนซัสต้องมองย้อนกลับไปภายในใจของตน ภาพอดีตที่ผ่านพ้นไหลวนเข้ามาในสมองอย่างเงียบช้า ไล้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ดวงตาสีเพลิงเขาสบลึกลงไปในอัญมณีสีใสบริสุทธิ์คู่นั้นตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน




... ไอ้สวะมันเป็นอะไรของฉันงั้นหรือ ...


"บอส วันนี้อากาศหนาวนะ ในโค๊ทอีกตัวสิ"





... ไอ้สวะมันเป็นอะไรของฉันงั้นหรือ ...


"บอส กินนี้สิ ไอ้ลุซซีเรียมันตั้งใจทำเลยนะ"





... ไอ้สวะมันเป็นอะไรของฉันงั้นหรือ ...

"ดูสิ วันนี้มีรุ้งกินน้ำด้วย เขาว่ากันว่าถ้าอธิษฐานกับรุ้งกินน้ำแล้วจะสมหวังนะโว๊ย"





... ไอ้สวะมันเป็นอะไรของฉันงั้นหรือ ...

"บอส ..."





... ไอ้สวะมันเป็นอะไรของฉันงั้นหรือ ...

"บอส..."





... ไอ้สวะมันเป็นอะไรของฉันงั้นหรือ ...

"แซนซัส"





ความทรงจำมากมายไหลล้น และทุกภาพข้างกายเขาก็มีแต่ไอ้สวะอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าจะเป็นยามทุกข์หรือยามสุข ยามดีใจหรือยามเสียใจ ยามแวดล้อมไปด้วยผู้คนหรือยามเดี่ยวดายเพียงลำพังท่ามกลางความเหน็บหนาว ร่างโปร่งบางแต่แข็งแกร่งนั้นก็ไม่เคยหนีหายไปไหน แต่มาวันนี้วันที่มันเลือกจะจากเขาไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด แต่วันนี้ข้างกายเขาไม่มีคนๆนั้นเคียงข้างอีกต่อไปแล้ว







"มันเป็นไอ้สวะที่ฉันจะขาดไม่ได้"





หลังจากความสงบที่เกิดขึ้นกว่า 10 นาทีคำตอบที่ได้รับเรียกรอยยิ้มให้ปรากฎขึ้นบนใบหน้าชรา เป็นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น อ่อนโยน และแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจ ถ้วยน้ำชาใบเล้กถูกรินเติมอีกครั้งจนเต็ม ก่อนจะยกขึ้นจิบที่ละนิด สลับกับตอบคำถามที่แซนซัสสมควรได้รุ้



"สิ่งที่สคอลโล่ทำตอนนี้คือการแลกเปลี่ยนกับริชาร์ด ว่าเขาจะยอมเป็นผู้สิบทอดตระกูลหลังที่ปฎิเสธมาตลอดแลกกับการที่เอลด์มองค์ต้องช่วยเกลี่ยกล้อมผู้บริหารของวองโกเล่ทั้งหมดให้ยกโทษให้เจ้าและผู้พิทักษ์ทุกคนและคืนอำนาจของของวาเรียทั้งหมดให้เจ้า ส่วนเรื่องแต่งงานนั้นก็เป็นหนึ่งในการผุกมัดที่เออล์มองค์จะมั่นใจได้ว่าสคอลโล่จะไม่กลับคำพูดของตน"



ใบหน้าคร้าวทอแววเข้มทันทีที่ได้ยินคำตอบแววตาทอประกายจ้าร้อนแรง ในขณะที่หัวใจก็เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งด้วยความเลวร้ายที่ตนเองคาดไว้ที่สุดเป็นจริง แซนซัสที่ได้รับคำตอบในที่สุดหันหลังกลับอย่างเร็วเพื่อเดินออกไปจากที่นี้ ไปยังที่ที่ไอ้สวะโง่นั้นกำลังจะประหารตัวเองให้ตายทั้งเป็นไปชั่วชีวิตเพื่อช่วยเขากับพวกพ้อง





... ฉันไม่ให้แกได้สมหวังหรอก ไอ้ฉลามโง่ ...




"เดียวก่อน แซนซัส" เสียงเรียกรั่งให้ร่างหนาไม่ได้ก้าวออกไป ชายชราที่เคยนั่งอยู่บนเก้าอี้ต้องนี้ลุกขึ้นมาเต็มกายแล้ว แสงที่สาดส่องจากด้านหลังทำให้ราวร่างกายที่เล็กจะใหญ่โตขึ้น



"ถ้าเจ้าจะบุกไปในฐานะพ่อพ่อจะไม่ห้ามเจ้า แต่ในฐานะผู้ปกครองคนปัจจุบันของวองโกเล่แฟมิลี่พ่อไม่อาจอนุญาตให้เจ้าไปได้ หลังจากนี้ทันทีที่เจ้าหรือผู้พิทักษ์แห่งวาเรียคนใดไปปรากฎกายบริเวณสถานที่จัดงานจะถือว่าเป็นการทรยศต่อวองโกเล่ทันที แน่นอนว่าโทษที่ได้รับคืออะไรเจ้าย่อมรู้ดี และในฐานะที่วองโกเล่เป็นพันธมิตรที่ดีของเอลล์มองค์ย่อมมีหน้าที่ต้องช่วยพันธมิตรที่จะกำจัดภัยคุกคาม ตอนนี้เจ้าไม่มีทั้งพลังหรือกำลังเจ้ามั่นใจแล้วหรือที่จะเลือกทางเส้นนั้น พ่อคิดว่าการที่สคอลโล่เลือกทางนี้มันเป็นทางที่ดีที่สุดแล้วทั้งสำหรับเขาเองและสำหรับเจ้าด้วย" ชายชราพูดต่อไปอย่างเนิบช้าแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคงจนแซนซัสที่ใจอยากจะออกไปให้เร้วที่สุดได้แต่ตั้งใจคำเตือนสตืทุกถ้อยคำ






กระนั้น



.
.







ติ้ดๆๆๆๆๆๆๆๆ


เปรี้ยง!




เสียงสัญญาณเตือนตามมาด้วยเสียงระเบิดที่ดังขึ้น พลันควันไฟจำนวนมากที่คลุ้งขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุบดบังไปทั่ว แต่ไม่นานเครื่องปรับอากาศชั้นดีที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิภายในก็เริ่มทำงานจนหมอกควันที่เกิดขึ้นจางลงไป เผยให้เห็นร่างหนาที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟร้อนที่คลอเคลียรอบกาย โดยที่ปลายเท้ามีข้อมือแบบพิเศษที่หน่วยงานวิทยาศาสตร์ออกแบบมาเพื่อกักกั้นเพลิงพิโรธถูกหลอมละลายที่ละนิดก่อนขาดออกจากกันกองอยุ่ แซนซัสก้มลงเก็บซากข้อมือนั้นขึ้นมามองชั่วครู่ก่อนโยนกลับคืนไปให้แก่บิดา



"นี้คือคำตอบของฉัน!" สิ้นประโยคนภายามราตรีก็หันหลังจากไปทิ้งให้ชาบชราอยู่เพียงลำพังรับรู้ถึงการตัดสินใจที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของลูกชายตน


.
.
.

TBC 3

ขอแบ่งครึ่งสักนิด หวังว่ามันจะไม่สั้นเกิรไป ตอนนี้พอดีงานเข้ากระทันหันไม่มีเวลาเท่าไร แต่จะพยายามเข้ามาแต่งให้จบภายในอาทิตย์นี้นะค่ะ ขออภัยที่ต้องแบ่งครึ่งด้วยค่ะ

ปล. happy birthday ย้อนหลังนะค่ะท่านบอส ขอให้มีความสุขกับคุณนายหลามตลอดไปนะค่ะ อย่างไงก็อย่าลืมยกตุดออกจากเก้าอี้แล้วไปช่วยเมียสักทีสิโว๊ย

edit @ 11 Oct 2009 16:12:30 by mod1234

edit @ 11 Oct 2009 16:12:54 by mod1234

edit @ 11 Oct 2009 16:13:09 by mod1234

fic-love/live/life # 10 (XSD)

posted on 06 Oct 2009 22:03 by mod1234-takoyaki  in FIC
บทที่ 10

แม่ทัพสวรรค์พลัดถิ่น ยามนี้ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินตามร่างสูง ทั้งๆที่เคยมั่นใจว่าตัวเองมีช่วงก้าวที่ยาวมากพอจนหลายคนตามไม่ทันแล้ว แต่เมื่อมาเทียบเคียงกับปิศาจที่อยู่ด้านหน้า ราวกับเขากลายเป็นเด็กน้อยไปเลยที่เดียว หลายครั้งหลายหนที่สคอลโล่จำต้องวิ่งระยะสั้นๆ เพื่อให้ตัวเองไม่คลาดสายตาจากแผ่นหลังหนาที่ไม่คิดจะหันกลับมาเหลือบมอง ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอไปเกี่ยวหรือชนกับสิ่งใด โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์ประหลาดที่ไม่มีท่าทีว่าจะสนใจเทวดาแปลกหน้า


สคอลโล่ไม่รู้ว่าเดินมานานเพียงใด จวบจนทิวทัศน์รอบด้านเริ่มแปรเปลี่ยนจากบ้านเรือนที่เคยตั้งอยู่อย่างคึกคักและเบียดเสียด กลายเป็นทิ้งระยะห่างมากขึ้นจนเรียกได้ว่ากระจัดกระจาย ต้นไม้สีเขียวขจีเริ่มแซมเข้ามาเป็นระยะๆ สร้างเงาร่มรื่นให้ช่วยคลายร้อนจากแสงอาทิตย์อันแสนระอุ กระนั้นก็ยังพอเห็นผู้คนภายในอาณาเขตของบ้านเรือนที่ตั้งห่างๆ ตามรายทางของถนนสีขาวและเหล่าผู้คนที่สัญจรไปมาอยู่บ้าง ร่างบางยังได้ยินเสียงน้ำที่ไหลเอื้อยๆ คล้องคลอไปตลอดทาง แสดงให้เห็นว่าไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนี้คงมีแม่น้ำขนาดใหญ่พอสมควรทอดผ่านอยู่





แกร็ง แกร็ง แกร็ง แกร็ง





เสียงระฆังพลันดังขึ้นจากทั่วมุกมุมแห่งรอบทิศ ราวกับประสานผ่านมาตึกราวบ้านช่องที่ไกลออกไป ก้องขึ้นจากอณูของสายน้ำและสายลมที่พัดผ่าน ลอดผ่านออกมาจากผิวพื้นของถนนสีขาวที่ไร้ปลายทาง แต่ทั้งหมดช่างรวมกันเป็นเสียงประสานแสนเสนาะไพเราะกว่าเสียงใดในหล้าแม้แต่เสียงขับขานของนางสวรรค์ก็ไม่อาจเทียบเคียง สคอลโล่ได้แต่ตะลึงงันหลงใหลราวกับเสียงนั้นดูดซับตัวตนของเขาให้ล่องลอย ไม่ทันได้สังเกตุความผิดปกติของเหล่ามนุษย์ที่สัญจรผ่านไปมา หรือ เหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเรือนใกล้ๆ ว่าทั้งหมดพากันหยุดกิจวัตรทั้งหมด พลางคุกเข่าหันหน้าไปทางเดียวกัน ยังปลายสุดของถนนสีขาวที่แซนซัสกำลังจะมุ่งหน้าไป





"โอ๊ย!!!!"





ในจังหวะที่ความนึกคิดใกล้หลุดลอยออกไปจากร่างพร้อมเสียงระฆังใสนจังหวะสุดท้าย ความเจ็บปวดที่หลังหัวก็พลันเรียกสติให้กลับคืน พวงเส้นผมยาวสีขาวถูกฝ่ามือหนาของปิศาจที่เดินนำหน้าไปไกลกระชากอย่างแรงจนแทบคะม้ำกับฟื้น โชคดีที่ยังทรงตัวได้ทันเวลา กระนั้นคนเจ็บก็ยังลูบหัวป่อยๆ เมื่อตั้งตนได้พลางจับจ้องกลับไปอย่างโกรธแค้น



"แกทำอะไรของแกว่ะ!"


ไม่มีคำตอบกลับมา มีเพียงรอยยิ้มหยันๆ ที่มองเห็นเรียกน้ำโหให้พุ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว จนคนขี้ลืมบางคนนึกอะไรได้บางอย่าง






.... เหมือนลืมเรื่องสำคัญไปหรือเปล่า ....


... ฉันจะเค้นคอมัน แล้วมาเดินตามมันทำซากอะไรว่ะ!!!!! ....






"โว๊ยยยยยยยยยย!!!!!!! หยุดเลยนะแก แกต้องตอบคำถามฉัน" เสียงหวานตวาดกร้าว อคามารีนสีใสทอประกายลุกเป็นไฟอย่างเครียดแค้น



"คำถาม?" เสียงหนาทวนเชิงคำถาม แต่ก็ไม่หันกลับมามอง ขายาวๆยังคงก้าวไปตามทางเดินยาวอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน



"เออ สิว่ะ แกคิดว่าฉันมีเวลาว่างมาเดินตามแกต้อยๆหรือไง แกบอกว่า cradlebell ไม่ใช่ฝีมือแก มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า" สคอลโล่ที่ตอนนี้หยุดเดินแล้ว ถามรวดเร็วกระชากเสียงดัง ทำให้ร่างหนาหันกลับมามองอย่างขบขันปนสมเพศ


"555555555555555555555555555"


"แกขำอะไรฟ่ะ" หน้าหวานตอนนี้แดงกล้ำด้วยความอับอาย แม้จะยังไม่รุ้ว่าคนตรงหน้าขำอะไรนักหนาแต่คงไม่ใช่เรื่องดันักสำหรับเขาแน่


"แล้วทำไมฉันต้องบอกแกด้วยล่ะ" แซนซัสไม่ตอบคำถาม แต่กลับถามกลับพร้อมระเบิดหัวเราะดังเป็นเอกลักษณ์แบบที่สคอลโล่รู้สึกว่ากวนปราสาทของเขาที่สุดอย่างไร้มารยาท


"เพราะฉันจะง้างปากแกให้บอกอย่างไงล่ะ" จุดเดือดที่พุ่งพล่านทำให้ร่างโปร่งเลิกคิดเรื่องการใช้ไม้อ่อน ดวงตาสีฟ้าใสทอประกายความมุ่งมั่นในความคิดที่นอกจากจะต้องเค้นคอหอยคนตรงหน้าให้ได้แล้วยังต้องเอาเลือดหัวออกให้ได้สักลิตร 2 ลิตรด้วย


"ถ้าแกมีปัญญาก็ลองดู แล้วสำนึกไว้ว่าแกเป็นคนเริ่มเอง" ปืนคู่สีดำใหญ่ที่สคอลโล่เพิ่งเคยได้เห็นเมื่อครุ่ ถูกชักขึ้นมาแต่เจ้าของยังคงอยุ่ในท่าทีสบายๆ คล้ายผู้ใหญ่ที่จะเล่นเกมส์กับเด็กน้อย ท่าทางอันยะโสของแซนซัสทำให้แม่ทัพแห่งสวรรค์ผู้โกรธเกรี้ยวสะบัดตัวอย่างหมั่นไส้ มือขวาเรียวเล็กขาวอันสีผิวเนียนแบออกมาหมายจะเรียกอาวุธคู่ใจที่ถูกเก็บไว้ในฝักแต่ปิศาจเป้าหมายกลับมองการกระทำของเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน พลันประกายสะท้อนจากดาบแสงอาวุธคู่กายที่ได้รับมอบมาตามสายตระกูลก็เคลื่อนออกมาช้าๆ




เพลงสังหารอันเก่าแก่กำลังจะเริ่มต้นร่ายรำอีกครั้ง


แต่ทุกคำถามย่อมมีหนทางไปสู่คำตอบของมันเอง



"เฮ้ย! เดียว! เดียว!" ราวเรื่องตลกเมื่อดาบแสงในมือเรียวเริ่มทอแสงอ่อนลงประดุจไฟที่ติดๆดับๆ จนพลันดับแสงสลายท่ามกลางเสียงตื่นของเจ้าของ และจังหวะเดียวกันนั้นเองวงหน้าหวานทันเห็นปืนลำโตถูกเขวี้ยงตรงเข้ามายังศีรษะสีเงิน แรงกระทบที่รุนแรงมากพอจะทำให้สติหลุดลอยก่อนที่ตัวเขาจะหมดแรงจนล้มลงไปฟาดพื้นที่สคอลโล่ได้ยินเสียงสุดท้ายและเห็นภาพปลายเท้าสีดำของศัตรูที่เดินเข้ามาใกล้ตัวเขา


"ไอ้สวะเอ๋ย"


.
.
.


เสียงน้ำไหลเอื้อยๆ ช่วยปลุกร่างบาง แต่กว่าดวงตาสีวารีจะได้ลืมขึ้นท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นราตรีกาลแล้ว ร่างของแม่ทัพสวรรค์ถูกปล่อยให้นั่งผิงกับต้นไม้ใหญ่ ห่างออกมาจากริมถนนสีขาวไม่ไกลนัก ร่างบางขยับกายน้อยๆจึงรู้ว่าตัวเองถูกมัดไว้ด้วยเชือกหนา โดยคนที่ทำยังคงนั่งผิงกองไฟอย่างไม่ใส่ใจ


"แก!!!! ปล่อยฉันนะโว๊ย! โอ๊ย!" เสียงตะโกนร้องลั่นป่า ตามมาด้วยเสียงคลางอย่างเจ็บปวดเมื่อก้อนหินก้อนเขื้องถูกเขวี้ยงใส่อย่างแม่นยำตามมาด้วยคำปฎิพากษ์ที่เคยได้ยินจนเจนหู


"จะหุบปากเน่าๆนั้นซะหรืออยากจะตายอยู่ตรงนี้"




... เอะอะก็ปา เอะอะก็ขว้าง ...

.... มันคิดว่าตัวเองเป็นนักเบสบอลมืออาชีพหรือไงว่ะ ...





"ฉันจะด่าใครจะทำไม! ไอ้ปิศาจขี้โกง! ไอ้เวร! ปล่อยฉันเดียวนี้นะโว๊ย! ..................... แน่จริงมาสู้กันใหม่สิฟ่ะ! .. " เสียงด่าทอยังคงตามมาอีกเป็นระยะโดยร่างที่ยังโดนมัดอยู่ จนแซนซัสได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างหงุดหงิดก่อนเดินถอยหลังหายเข้าไปในเงาป่าอันมืดมิดใกล้ๆ ทิ้งให้สคอลโล่ที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาเล่นสงครามน้ำลายไปเพียงลำพัง


"แน่จริงอย่าหนีสิว่ะไอ้ทุเรศ! มาแก้มัดฉันเดียวนี้นะโว๊ย!" ทั้งๆที่คนถูกด่าไม่อยู่แล้ว แต่ถ้อยคำรุนแรงยังคงตามติดไปคล้ายเสียงเคลื่อนของรถไฟขบวนยาวที่ก้องไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นเสียงสะท้อนก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า




กึ้ง!

กึ้ง!

กึ้ง!

เฮ้ยยยยยยยยยยย!!




เหนือเงาของต้นไม้ใหญ่ เงาตะคุ้มๆของอสูรกายร่างยักษ์กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เข้าเรื่อยๆ จนถึงบริเวณที่แสงจากกองไฟสาดส่อง สคอลโล่แทบช็อคเมื่อสิ่งที่ได้เห็นมันน่าขยะแขยงมากกว่าสิ่งใด หรือปิศาจตัวใดที่เขาเคยพบเจอ ยักษ์ขนาดเท่าผู้ชายตัวโตๆ 2 คนต่อกัน ผิวหยาบเป็นตะปุ้มตะเป่าและมีหนอนชอนไช้ไปทั่ว ดวงตาลึกโบ่สีขาวขุ้น ราวคนตาย ริมฝีปากหนาขนาดเท่ารถยนตร์คันเล็กๆ เสยอะยิ้มออกให้เห็นซี่ฟันขนาดใหญ่ที่ทั้งหัก บิ่น และมีคราบดำเหลืองหล่อไปด้วยน้ำลายอันน่าสะอิดสะเอื้อนที่ไหลย้อยออกมาพร้อมตัวหนอนสีขาวหยดลงพื้นอย่างน่ารังเกียจ รูที่เปิดออกโพล่งบนใบหน้าคงเป็นสิ่งที่ใช้แทนจมูกสูดดมไปในอาการราวกับหาบางสิ่ง


และเหมือนจะเป็นคราวซวยของเขาจริงๆ เมื่อร่างอันอัปลักษณ์คล้ายจะสูดพบกลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างที่ถูกมัดไว้ ลิ้นยาวหนาและมีปุ้มเนื้อกระจายไปทั่วลากไล้ออกมาจากริมฝีปากหนา สอดส่ายในอากาศคล้ายเรดาห์แสวงหาความหอม สคอลโล่ดิ้นรนอย่างหนักหวังจะให้เชือกที่มัดไว้คลายตัวออกแต่ช่างเป็นการกระทำอันเปล่าประโยชน์ ลิ้นหยาบใหญ่ราวงูเหลือมตัวโตเข้าใกล้เข้ามาห่างออกไปเพียง 30 เซนติเมตรจะประชิดตัวเขาแล้ว ...แม้จะไม่มั่นใจว่าถ้าลิ้นนั้นสัมผัสถูกผิวกายอะไรจะเกิดขึ้นแต่มันต้องไม่ดีแน่ๆ...


การดิ้นรนทำให้เชือกหนาบาดข้อมืองามให้โลหิตหยาดไหล และ "ไอ้ตัวนั้น" ดูเหมือนจะยิ่งพอใจกับกลิ่นเลือดเพราะร่างกายน่ารังเกียจทอประกายระยับเพิ่มมากขึ้น ตอนนี้สคอลโล่ได้แต่นั่งตัวเกร็งเพราะลิ้นยาวคล้ายงูยักษ์นั้นอยุ่ห่างจากใบหน้าเขาไม่ถึง 10 เซนติเมตร ทันใดนั้นลิ้นใหญ่ก็พลันแยกออกเป็น 2 เสี่ยงเผยให้เห็นฟันคมจำนวนมากเรียงร้อยซ่อนอยู่ในเนื้อที่กำลังสั่นระริกคล้ายจะพร้อมขย้ำเหยื่อตรงหน้า



5 เซนติเมตร

3 เซนติเมตร

2 เซนติเมตร

1



เปรี้ยง !




คมกระสุนพุ่งออกมาจากความมืดในป่าตัดปลายลิ้นให้ขาดกระเด็นไปจากเบื้องหน้า หยาดโลหิตสีดำคล้ำทะลักทะลายใส่หน้าหวานจนคาวคลุ้ง อาการบาดเจ็บทำให้อสูรกายยักษ์คุ้มคลั่ง มือหนาพาดใส่ต้นไม้ใกล้ๆอย่างบ้าคลั่ง และเพียงแค่การฟาดมือครั้งเดียว ลำต้นหลายต้นก็พากันหักโค่นถล่มทลายลงมา คมกระสุนยังคงสาดใส่จากความมืดรอบป่าโดยที่ผู้ยิงไม่ปรากฎตัวในขณะที่อสูรกายที่บาดเจ็บเลิกให้ความสนใจกับสคอลโล่ไปชั่วขณะ และมุ่งหาที่มาของผู้หยิบยื่นความเจ็บปวดให้แทน


แต่เหมือนการเล่นซ่อนหากับยมทูต คมกระสุนที่พัดปลิวออกมาในความมืดส่งเข้าจุดตายบริเวณกลางหลัง ลำคอ ศีรษะ ข้อพับอย่างแม่นยำ ในขณะที่ปิศาจผู้โชคร้ายได้แต่ร้องครวนครางและบิดตัวไปมาอย่างเจ็บปวด สงครามกองโจรดำเนินผ่านไปหลายนาทีกว่ายักษ์ใหญ่จะล้มตัวลงจนฝุ่นฟุ้ง และที่แน่แปลกใจกว่านั้นคือ ท่ามกลางฝนห่ากระสุนนั้น กลับไม่มีเม็ดใดทะลุเข้าไปยังอาณาเขตต้นไม้ที่สคอลโล่ยังคงถูกมัดติดอยู่เลย


"อยากแหกปากเน่าๆ เรียกมาอีกตัวก็ตามใจแก" ร่างหนาที่หายไปเมื่อครู่คืนกลับมาอีกครั้งจากริมป่าด้านหนึ่ง โดยที่ในมือยังถือปืนคู่ที่โชยควันกรุ่น แซนซัสเก็บปืนลงที่ข้างเอว พลางชักมีดเล่มเล็กที่แนบติดขาแกร่งขึ้นมาปาไปที่เชือกหนาให้คลายออก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่สมควรจะทำอย่างนั้น เพราะทันทีที่ความหนักของเชิอกรั่งให้ร่วงลงจากร่าง สคอลโล่ก็แทบจะคม้ำลงฟื้นทั้งๆที่นั่งอยู่ โชคดีที่มือเรียวยันพื้นไว้ได้ทัน


เข่าอ่อน!



อาการที่ได้เห็นทำให้ร่างหนาผิวปาก ก่อนเอ่ยขบขันให้เสื่อมเกียรติมากขึ้นพลางผ่านหน้าซากศพยักษ์มายังเทวดาที่นั่งเข่าอ่อน


"แกมันสวะสิ้นดี"


"ฉันแค่ตกใจมากเกินไปเท่านั้นละโว๊ย" คำหยันที่ได้ยินทำให้สคอลโล่อดไม่ได้ที่จะตวาดกลับทั้งๆที่หัวใจยังคงเต้นรัวเร็ว และทันทีที่ดวงตาสีวารีเงยขึ้นมองคนที่กำลังจะเดินมาหาก็พลันเห็นร่างหนาที่กองอยู่กับพื้นฟื้นขึ้นมาด้วยเรี้ยวแรงสุดท้าย เสียงหวานตะโกนก้องร้องเตือน


"ระวัง!"


แขนหนาที่เคยฟาดต้นไม้หักโค่นในคราวเดียวฟาดใส่จุดที่ชายชุดดำยืนอยู่เต็มแรง มันสายเกินกว่าจะเอี้ยวตัวหลบหรือวิ่งออกมาแล้ว แต่แซนซัสเลือกที่จะกระโดดสวนแรงตบขึ้นไปยังแขนหนาในจังหวะที่ลดลงสู่พื้น ร่างที่เล็กกว่าวิ่งขึ้นไปถึงต้นแขนที่เชื่อมต่อกับศีรษะใหญ่ที่โค้งลง พลางหยิบปืนทั้ง 2 กระบอกประสานเข้าหากันเป็นหนึ่ง พร้อมส่งกระสุนเด็ดชีพเข้ายังใจกลางดวงตาสีขาวขุ้นคู่นั้นในพริบตา


"ลาขาดล่ะ"



เปรี้ยง!



กระสุน 2 นัดแต่รวมเป็นหนึ่งถูกส่งเข้าไปในระยะใกล้ ทำให้วินาทีต่อมาสคอลโล่ต้องหูชาไปด้วยเสียงร้องลั่นครั้งสุดท้ายก่อนอสูรกายตัวดังกล่าวจะร่วงลงสุ่พื้น พร้อมๆกับที่แซนซัสสไลด์ลงมาตามแขนหนาสู่พื้น เป็นการปิดฉากสงครามกองโจรที่ส่งให้ศัตรูกลายเป็นเพียงอดีตไปตลอดกาลอย่างแท้จริง


ผ่านไปแล้วหลายวินาทีแล้วจากความตื่นเต้น แต่ปิศาจและเทวดาที่ยังหลงเหลืออยู่เพียง 2 ยังไม่พูดจามีเพียงดวงตาที่ประสานกันอย่างพยายามสื่อสารและทำความเข้าใจเพียงอย่างเดียวจวบจนร่างหนาเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเสียก่อนเอง


"ถ้าแกอยากรู้ความจริงก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ แล้วหุบปากตามมาเงียบๆ แล้วฉันอาจจะใจดีบอกแก"


.
.
.


ทั้ง 2 เคลื่อนย้ายสถานที่พักแรมออกมาให้ไกลจากซากศพที่โชยกลิ่นเน่าเหม็นเร็วผิดปกติ ในขณะที่สคอลโล่ต้องดีใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นลำธารเล็กๆ ไหลผ่านบริเวณริมป่าใหญ่ ร่างหนาตัดสินใจพักแรมตรงริมป่าห่างออกมาจากถนนสีขาวอีกนิด ที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่น้ำไหลผ่านมากนัก กองไฟถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่คนเปื้อนเลือดคละคลุ้งเลี่ยงลงไปทำความสะอาดร่างกาย เนื้อตัวที่เปอะเปื้อน ได้รับการชำระล้างหมดจดเรียกความสดชื่นให้กลับมา กระนั้นร่างโปร่งกลางสายวารีก็ยังนึกชอบใจที่จะแช่ตัวอยู่ในกระแสน้ำเย็นสักพักขณะหันกลับไปมองแผ่นหลังหนาที่นั่งผิงกองไฟอยุ่บนผาเล็กๆ ไกลออกไปจนมั่นใจได้ว่าคงมองไม่เห็นว่าเขาทำอะไรอยู่อย่างครุ่นคิด



... แม้แซนซัสจะไม่อธิบายเพิ่มเติม แม้เขาจะไม่สามารถทำให้ปิศาจตรงนี้บอกอะไรให้รู้ได้อีก แม้เขาจะไม่เข้าใจะไรเลยสักอย่าง แต่สัญชาติญาณบอกว่าให้เชื่อในประกายความจริงที่สะท้อนออกมาจากอีกฝ่าย สคอลโล่ตัดสินใจจะลองเชื่อดูสักครั้งโดยไม่คิดจะถามเพิ่ม ปล่อยให้โชคชะตาเป็นผู้คลายคำตอบของเขาเอง ...




ในขณะที่อีกฝ่ายครุ่นคิดไม่เข้าใจอยุ่ท่ามกลางกระแสน้ำอันเย็นเยือบ อีกฝ่ายก็กำลังครุ่นคิดไม่เข้าใจอยู่ท่ามกลางแสงจากเปลวไฟที่สาดส่องเช่นเดียวกัน





... ไปช่วยมันทำไม ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไปซะ เผลอทำเรื่องงี่เง่าไปจนได้ ยิ่งคิดถึงเรื่องที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้แล้วยิ่งไม่มีเวลาหรือกำลังพอที่จะพาตัวถ่วงแข้งถ่วงขาไปด้วย ............นั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย มันจะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว จะไม่มีวันที่เขาจะลดตัวลงไปช่วยมันอีกแม้ว่ามันจะดับดิ้นไปตรงหน้าเขาก็ตาม ....




"เฮ้ย!" เสียงหวานทักดัง เรียกให้ร่างหนาสะดุ้งเล็กๆ เทวดาร่างโปร่งถือวิสาละนั่งลงบนขอนไม้ฝั่งตรงข้าม ทั้งๆที่ยังไม่ได้รับเชิญ เส้นผมสีขาวเปียกน้ำจนลู่ลงกรอบโครงหน้าหวาน ทอประกายขาวโดดเด่นท่ามกลางแสงเดือน ขณะที่เริ่มบทสนธนาด้วยคำถามแม้จะไม่คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบมากนักก็ตาม


"แล้วที่นี้มันที่ไหนกันว่ะ"


"ไม่ใช่เรื่องที่สวะอย่างแกต้องรู้"


"แล้วแกมาทำอะไรที่นี้"


"ไม่ใช่เรื่องของแก รู้แต่ว่าถ้าอยากกลับไปแกก็ทำตัวให้มันมีประโยชน์แล้วกัน ..... เอาไป!" ร่างสูงเอี้ยวตัวไปด้านข้างปลดดาบยาวที่ติดตัวมาจากเอวพลางโยนให้ร่างโปร่งที่อยู่ตรงข้าม


"ดาบ?"


"ถึงจะโง่อย่างแกก็คงรู้แล้วสินะว่าพลังจากสวรรค์หรือปิศาจใช้ไม่ได้ที่นี้ เอามันไป หวังว่าแกคงไม่สวะจนใช้มันแบบธรรมดาๆไม่เป็น"


"แกคอยดูแล้วกัน ไอ้หน้าบาก" เสียงเยาะเย้ยที่ติดปลายประโยคทำให้สคอลโล่โกรธมากจนต้องลุกขึ้นพลางเขย่าทดสอบน้ำหนักตามประสาคนคลั่งดาบทั่วไป ก่อนที่ดาบสีเงินจะเริ่มวาดลายในอากาศ



.... น้ำหนักดี คมดาบดี ดาบดีเลยนี้หว่า ...



เป็นธรรมดาที่สคอลโล่ต้องโกรธ เมื่อความเก่งกาจของตระกูลสเปลฮีนั้น ไม่ได้ว่าจากพลังสวรรค์อันเข็งแกร่ง แต่เกิดมาจากการฝึกซ้อมจนชำนาญแล้วตัวเขาเองนั้นก็เริ่มต้นฝึกซ้อมโดยดาบธรรมดาของมนุษย์ และเพิ่งมาใช้ดาบแสงอันเป็นสมบัติประจำตระกูลที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มความเร็วและความแรงเมื่อมารับตำแหน่งแม่ทัพนี้เอง


เสียงวาดฝ่าอากาศดุจดังราวดนตรีประกอบจังหวะให้เทวดาสีเงินร่ายรำเพลงดาบที่ดูเผินๆอาจคิดว่าเป็นการร่ายรำของอิจสตรี ภาพเส้นผมสีเงินที่พลิวไหวและดวงตาสีอคอมารีนที่มาดมั่นกลางแสงเดือนเบื้องหลัง ยิ่งทำให้แซนซัสหงุดหงิดมากขึ้น


"ดีงั้น แกก็เฝ้ายามไปทั้งคืนด้วยแล้วกัน" ว่าพลางร่างหนาก็ล้มตัวลงนอนพลิกไปอีกด้านก่อนจะเข้าสู่ภวังค์นิทรา ไม่สนใจเสียงสวดส่งของสคอลโล่ที่ตามมาอีกเป็นระยะแต่อย่างใด



... นี้จะเป็นความใจดีสุดท้ายที่จะมีให้มันแล้ว หลังจากนี้ต่อให้ต้องเหยียบไปบนซากศพใครเขาก็จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ...



.
.
.



รุ่งเช้ามาถึง การเดินทางเริ่มต้นต่อไป แซนซัสยังคงเดินไปตามถนนสีขาวเรื่อยๆโดยไม่หยุดพัก แต่ระยะทางที่ห่างไกลออกมาทำให้จากบริเวณเมือง กลับกลายเป็น ชนบท และกลายเป็นป่าไม้สมบูรณ์ในที่สุด แต่ไม่ว่ารอบด้านจะเปลี่ยนไปเพียงใด ที่สิ่งที่ดูเป็นนิรันด์คือ ถนนสีขาวที่ยังดูใหม่ ไม่มีความเสื่อมโทรมปรากฏอยู่ไม่มีจะเป็นบริเวณใด ซึ่งเป็นไปได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนที่ตัดผ่านป่าแบบนี้และปลายทางที่คล้ายจะไม่มีจุดสิ้นสุด



"เฮ้ย แซนซัส เมื่อไรถนนมันจะสุดว่ะ"


"หุบปากแล้วก็เดินไปไม่ต้องถาม ไอ้สวะ"


"นี้มันเดินมาเกือบวันแล้วนะโว๊ย!"


ทันใดนั้น เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ร่างโปร่งก็เห็นภาพร่างเงาห่างออกไปบริเวณปลายขอบฟ้าพอดี


"นั้นอะไรว่ะ!" เสียงหวานร้องขึ้นอย่างแปลกใจ ทำให้แซนซัสมองตามก่อนยิ้มหยันเป็นคำตอบ


"หึหึ นั้นคือคำตอบของแก"


.
.
.
...


เบื้องหน้าของทั้งคู่ คือ ประตูเหล็กสีน้ำเงินอันเป็นทางเข้าหอคอยสีขาวที่ตั้งตะหง่าน ดูเผินๆ หอคอยแห่งนี้ออกจะคล้ายหอคอยที่พวกเขาเข้ามาราวฝาแฝด แต่ทั้งขนาดและความสูงแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเท่าตัว ไม่ทันที่สคอลโล่จะได้พิจารณาเพิ่มเติม ประตูเหล็กบานหน้าเบื้องหน้าก็พลันเปิดออกด้วยแรงเตะของปิศาจร่างหนา พริบตาที่ประตูเปิดออก ร่างโปร่งสามารถสัมผัสได้ถึงอากาศอันแสนเย็นยะเยือกที่ลอยเคว้งออกมาจากด้านใน บนพื้นหินสีขาวปรากฎเป็นรอยเท้าของทั้ง 2 ที่เยียบย่างบนกองฝุ่นหนาเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าคงไม่มีใครย่างกรายเข้ามาที่นี้นานมากแล้ว แต่ความรู้สึกกับกรีดร้องว่า เขากำลังถูกจับตามองอยู่


"ที่นี้มันที่ อุบ!" มือหนาตวัดมาปิดปากอีกฝ่ายไว้ก่อนจะได้เอ่ยถามครบประโยค คนที่ถูกปิดปากจึงได้เพียงใช้ดวงตาสีวารีมองตอกกลับอย่างดุๆ แต่ตอนนี้แซนซัสคงมองไม่เห็นเพราะกำลังพยายามกวาดตามองอย่างระวังไปยังมุมมืดด้านหนึ่งห้องโถงกว้างที่มีชายผ้าประหลาดพลิวไหวทั้งๆที่ไม่มีแรงลมพัดโบกอยู่!


"ทำตัวให้เงียบที่สุดแล้วเดินช้า" เสียงห้ามก้องเบาๆอยู่ข้างใบหูนุ่ม ก่อนที่แซนซัสจะปล่อยมือออกจากสคอลโล่ ร่างหนาก้าวไปยังบรรไดเวียนแสนสง่าที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องอย่างช้าและแผ่วเบาเป็นที่สุด ในขณะที่คนถามหลังนั้น แม้จะยังงงๆ อยู่กับคำสั่ง แต่ก็ยอมทำตามโดยดี 2 ร่างแปลกปลอมค่อยๆ ขยับกายที่ละนิดจวบจนใกล้ถึงกระไดเวียนแล้ว ทันใดนั้นร่างบางที่มัวแต่ระวังการย่างก้าวของตนก็ไม่ทันระวัง เผลอเตะหมวกเหล็กนักรบโบราญที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น!





แคร้งๆๆๆ




เสียงเหล็กปลิ้วไปตามแรงเตะที่ไม่เบานักกระทบผนังใกล้ๆ โครงสร้างที่เป็นอาคารปิดทำให้เสียงสะท้อนดังเกินธรรมดา กลายเป็นเสียงระลมไปทั่วคล้ายระฆังที่เริ่มต้นจังหวะบรรเลง สคอลโล่ที่ไม่ได้ตั้งใจทำสีหน้าเลิกลั้กเมื่อเห็นวงหน้าคร้ามเปี่ยมบาดแผลมองกลับมาอย่างตกใจ และในชั่ววินาทีนั้นเอง เสียงหึ่งๆราวฝูงผึ้งนับร้อยก็ดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง หน้าต่างที่อย่สูงทำให้แสงสว่างรอดผ่านเข้ามาไม่มากจนแสงข้างในใกล้เคียงกับแสงสลัวเท่านั้น กระนั้นดวงตาสีวารีก็ยังต่อจะจับผิดสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้


กองเศษผ้าขยุกขยุมด้านหนึ่งกำลังโบกสะพัดจากแรงลมปริศนา เขี้ยวขาวแวววับสะท้อนกับประกายไอแสงจ้า เสียงวี้ดร้องของบางสิ่งเริ่มต้น และดังขึ้นเรื่อยๆ



!!!!!!!!



สัญชาติญาณสั่งให้สคอลโล่ก้มลงกระทันหัน เมื่อคมเขี้ยวขาวโฉบเข้ามาใกล้ แต่ก็ไม่เพียงพอเพราะพริบตานั้นแก้มขาวปรากฎรอยบาดเป็นทางยาว โลหิตซึมไหลออกมาจากบาดแผลดุจหยดสีที่ละเลงบนผืนผ้าใบสีขาว กลื่นคาวเลือดที่คลุ่งขึ้นทำให้สัตว์ประหลากในห้องกระวนกระวาย และยิ่งทวีความดุร้าย กลุ่มก้อนสีดำบนเพดานแตกออกครอบไปทั่ว


แสงที่สาดส่องเข้ามาเพียงนิด ฉายให้เห็นก้อนทมิฬที่รายล้อม สิ่งมีชีวิตสีดำที่ไม่มีอยู่ทั้งใน 3 โลกขนาดประมาณแม่ไก่ตัวโตกำลังจ้องมายังเทวดาและปิศาจที่ยืนอยู่ตรงกลางห้อง ถ้าจะมองในมุมที่ใกล้เคียงที่สุดสคอลโล่คงบอกได้ว่ามันเหมือนค้างคาวในโลกมนุษย์ ผิดก็เพียงใบหน้าที่เห็นนั้นหาใช่ค้างคาวแต่มันเป็นใบหน้าของมนุษย์ที่กำลังได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ตากลมเล็กที่ได้เห็นดุจคนที่กำลังขอซึ่งความตาย คมเขี้ยวขาวที่ยื้นออกมามีลักษณะคล้ายใบเลื่อยเล็กแต่พร้อมจะชำเราะเนื้อของทุกสิ่งให้ขาดออก


เสียงหึ้งๆ ราวผึ้งที่ดังก้อง เริ่มประสานเป็นจังหวะที่ละนิด โดยที่แม่ทัพสวรรคืไม่ทันรู้สึก ทันใดนั้นกลุ่มก้อนสีดำก็พลันรวมกลุ่มพร้อมแปรขบวนพุ่งตรงลงมาสู่เบื้องล่างดุจจรวด พลันเสียงตวาดก็ดังลั่นมาจากเบื้องซ้าย




"ประตู! ไอ้สวะ"





สติที่ขาดห้วงไปย้อนกลับจากคำตวาด ขาเรียววิ่งไล่ตามแผ่นหลังตรงหน้าไปยังประตุบานใหญ่สีแดงด้านในที่ตั้งโดดเด่นอยู่เดียวดาย พร้อมๆกับมัจจุราชที่บินไล่ตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด




ปัง!





ด้วยฝีเท้าอย่างผู้หวังเอาชีวิตรอด ทำให้ทั้ง 2 หนีเข้ามาภายในได้ ประตุบานใหญ่สีแดงถูกกระชากปิดทันเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่คมเขี้ยวจะทิ้งตัว เสียงสัตว์ประหลาดวิ่งกระแทกประตูดังโครมคร้ามชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบลง




... กลับออกไปไม่ได้แล้ว ...





ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทำให้ดวงตาสีวารีจำต้องทอดมองไปยังอีกทาง เบื้องหน้ามีเพียงทางเดินยาวที่จมลึกในความมืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด กระนั้นเมื่อขายาวของมครบางคนเลือกที่จะเดินเข้าไปสุ่ใจกลางราตรีกาลนั้น ร่างโปร่งก็ได้แต่จำใจก้าวเข้าไปเพื่อเผชิญกับเบื้องหน้าที่กำลังรอคอยอยู่เช่นเดียวกัน

.
.
.

TBC


หายไปนานขอต่อนิดหนึ่ง อย่างที่เคยบอกเพื่อนไปแล้วว่าคอมเราเจ็ง ตอนนี้ซ่อมเสร้จแล้วจ้า แต่ความดีใจมันมักมาพร้อมกับความสียใจ คือเราแต่ง enongh ตอนใหม่เสร้จแล้ว แต่ว่าแต่ว่า ไวรัสมันกินไปหมดเลย เหลือที่ฟิคนี้เลยขอขึ้นก่อน ดังนั้นขอเวลาทำใจสักนิดก่อนขึ้น enongh ตอนใหม่นะค่ะ (หลังจาก crossroad ตอนจบนะ)

ปล.love คนอ่าน รักคนเมนต์

crossroad/xs/ (2/3)/ 031052

posted on 03 Oct 2009 19:36 by mod1234-takoyaki  in FIC
ตอนที่ 2


ดวงตาสีโลหิตที่เคยทอประกายแต่ความเย็นชา ยามนี้กลับระริกแสงล้อไปกับแชงการเลีย ความรู้สึกโกรธรุนแรงเข้ามาจู่โจมจิตใจอย่างบ้าคลั่งนับตั้งแต่ได้เห็นหน้าไอ้สวะที่บังอาจหายไป และมันยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีกเมื่อดวงตาสีวารีนั้นไม่ยอมแม้แต่จะเงยขึ้นมามองเขา


"ไอ้สวะ แกกำลังทำบ้าอะไร!"เสียงตวาดดังก้องอย่างไม่สนใจผู้อื่น ไม่สนใจว่าคนตรงหน้าเป็นคนของตระกูลใหญ่โตขนาดไหน เพราะไอ้สวะมันก็เป็นแค่ไอ้สวะเท่านั้น มือหยาบตวัดแรงหวังกระชากกลุ่มผมสีเงินยาว แต่เสี้ยววินาทีก่อนที่จะถึงเส้นไหมที่ปลิวไสว ดาบยามคมกริบเล่มหนึ่งจากพ่อบ้านก็จ่ออยู่ตรงคอหนาที่มีรอยแผลเป็นประดับอยู่แล้ว


"ผมทราบดีว่าคุณคือใคร แต่ที่นี้ไม่ใช่วาเรีย ต่อให้ผมสังหารคุณเสียที่นี้ ตอนนี้ พ่อบุญธรรมของคุณก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ และโปรดทราบไว้ว่าผมจะไม่ให้อภัยคนที่ไม่ให้ความเคารพตระกูลเอลม์มองค์ และยิ่งไม่ให้อภัยคนที่คิดร้ายต่อคุณหนูราฟาเอล"เสียงเย็นๆ ดังขึ้นจากปลายดาบอีกฝั่งอย่างมุ่งมั่น ท่วงทีที่รัดกุมแฝงไว้ด้วยความสง่างามบ่งถึงการเป็นยอดฝีมือ ความรวดเร็วและความคล่องแคล่วทำให้ยากจะเชื่อว่านักดาบผู้นี้จะเป็นชายหนุ่มสูงวัย


ตอนนี้ในห้องรับแขกมีแต่ความเงียบกริบจนใจหาย ความเป็นและความตายห่างกับเพียงเส้นด้ายบางๆ แต่แม้ในยามที่มีอาวุธคมกำลังคุกคาม ดวงตาสีเพลิงก็ยังจับจ้องไปยังน้ำแข็งสีใสบนวงหน้าหวานตรงหน้าเท่านั้น จวบจนเสียงห้าวจากชายเจ้าของเรือนผมสีขาวและดวงตาสีน้ำแข็งอีกคนเป็นผู้เอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ


"พอได้แล้ว พอล ปล่อยเขาไป ต้องขอโทษจริงๆ นะ ทิโมที ที่คนของเราเสียมารยาท"


คำสั่งที่ได้รับทำให้พ่อบ้านใหญ่ยอมถอยออกไปก้าวหนึ่ง ในขณะที่แซนซัสแม้จะยังคุกรุ่นด้วยเพลิงแค้นแต่ก็ยอมถอยหลังไปเช่นเดียวกัน บรรยากาศรอบด้านเริ่มคลี่คลายหลังจากคำพูดของ ริชาร์ด ฮาร์ดดิ้ง เอลม์มองค์ ผู้ครองตระกูลรุ่นที่ 151 แต่ชั่ววินาทีนั้นถ้าใครได้ทันมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำแข็งที่ไม่ได้ชราไปตามอายุคู่นั้น ย่อมรู้ได้ว่าใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นเป็นเพียงหน้ากากน้ำแข็งที่ใส่เข้าหากันเท่านั้น


"ท่านพ่อ ผมขอเวลาพูดคุยกับชายคนนี้ตามลำพังสักครู่ได้หรือไม่" ร่างโปร่งที่ยืนนิ่งโพล่งออกมาในที่สุด ใบหน้าหวานหันไปหาบิดาของตนอย่างวอนขอ


"แน่นอนอยู่แล้วลูก แต่คงไม่ว่าอะไรถ้าพอลคอยอยู่ดูความปลอดภัยของเจ้านะ" กล่าวจบชายชราผมขาวก็ถอยหลังก่อนหายลับไปในประตูอีกข้าง ในขณะที่ทีโมทีเองก็ถอยหลังหายออกไปยังประตูอีกฝั่งที่เข้ามา ภายในห้องใหญ่คงเหลือเพียง แซนซัส พอล และร่างโปร่งที่เป็นต้นเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ร่างบางเจ้าของดวงตาสีใสหันไปด้านหลังที่มีพ่อบ้านยืนอยู่คล้ายวอนขอ ทำให้อีกฝั่งยอมถอยหลังไปชิดยังมุมห้องอีกด้าน ไกลพอจะไม่รบกวนการสนทนาครั้งนี้ แต่ก็ใกล้พอที่จะทำบางสิ่งในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา


"นี้มันหมายความว่าอย่างไง ไอ้สวะสคอลโล่" เสียงห้าวเอ่ยถามเมื่อได้อยู่ตามลำพังในที่สุด ดวงตาสีโลหิตทอประกายแข็งเมื่อจับจ้องไปยังโครงหน้าหวาน ก่อนไล้สายตาไปยังเรือนผมยาวที่ถูกมัดอยู่เบื้องหลังกลืนไปกับสูทสีขาวที่สวมใส่ แต่ยิ่งเห็นความเข้ากันมากเท่าใด ประกายไฟในดวงตาก็ยิ่งลุกโชติขึ้นเท่านั้น


"เรื่องมันก็เป็นอย่างที่รุ่นที่ 9 พูดนั้นละ ฉันก็ขอลาออกจากวาเรียอย่างเป็นทางการ ฝากบอกไอ้เบลด้วยว่าอย่าทำอะไรโง่ๆ อย่างออกมาตามหาฉัน สิ่งที่ฉันจะพูดกับแกมีเพียงเท่านี้ ต่อไปฉันคงไม่ได้เจอแกอีกแล้ว ขอให้แกกับวาเรียโชคดีแล้วกัน" เป็นไม่กี่ครั้งที่ฉลามหนุ่มซึ่งมักจะติดนิสัยชอบตวาด จะพูดช้าอย่างชัดถ้อยชัดคำ เมื่อกล่าวจบ อดีตรองหัวหน้าแห่งวาเรียก็กลับหลังหันหวังจากไป แต่วินาทีนั้นเองมือหยาบก็คว้าคอศอกบางไว้มั่น บังคับให้อีกฝ่ายต้องหันกลับมาเผชิญหน้าตนอีกครั้ง


ภาพที่เห็น ทำให้สคอลโล่ตัวสั่น ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ติดตามแซนซัสมา หลายครั้งที่สคอลโล่ได้เห็นยามเพลิงพิโรธในใจแผดเผาบุรุษตรงหน้า แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความโกรธายามนี้ ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยแผลยิ่งหน้ากลัวมากขึ้นเมื่อบึ้งตึ้ง ในขณะที่ดวงตาสีแดงทอกร้าวจากคำพูดของฉลามหนุ่มเมื่อครู่


"ฉันไม่เชื่อสิ่งสวะที่แกพูดออกมา แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่บอกฉันมาเดียวนี้ ไอ้ฉลามโง่!"เสียงตวาดดังก้องจนแชงกาเรียที่ห้อยอยู่สูงสั่นสะเทือน พอลที่คอบจับตาอยู่แล้ว ปรี่ขึ้นมาหมายจะผลักผู้ที่กำลังคุกคามคูณหนูของตระกูลใหญ่ แต่วงหน้าหวานกลับส่ายเชิงห้ามปราม ทำให้เขาได้แต่มองอยู่ห่างๆ กระนั้นดาบยาวในมือก็กระชับพร้อมสังหารได้ทุกเมื่อถ้าสถานการณ์ร้ายแรงไปกว่านี้


"ปล่อย!"ร่างโปร่งสะบัดตัวอย่างแรงหวังจะผลักอีกฝั่งให้กระเด็น แต่ความหนาของร่างกายที่แตกต่างกันทำให้กำแพงหนาไม่มีวันสั่นครอนเพราะแรงของร่างโปร่ง


"ไม่มีทาง จนกว่าแกจะบอกว่าแกเป็นบ้าอะไร"


"ฉันไม่ได้เป็นบ้า ฉันแค่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้ว"


"สิ่งที่แกต้องการ?"


"ใช่! หลังจากจบศึกชิงแหวนฉันเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่การทำตามคำสาบานโง่ๆ ที่ไม่มีวันสำเร็จกับแก แต่คืออำนาจ ฉันถึงเลือกที่จะกลับมาที่นี้ มาหาอำนาจที่เป็นของฉัน ไม่ใช่อำนาจที่ต้องทำเพื่อแกอีกต่อไป"


แซนซัสชะงักไปชั่วครู่จากคำพูดที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากบาง สคอลโล่อาศัยจังหวะนั้นสะบัดตัวให้พ้นจากการเกาะกุมหายไปอีกฝาก ตามด้วยพอลที่โค้งเชิงคำนับครั้งหนึ่ง ก่อนหายไปหลังประตูบานเดียวกัน ปล่อยให้ร่างหนายืนค้างตะลึงอยู่เพียงลำพัง จวบจนเสียงคุ้นหูเปรยเบาๆ จากเบื้องหลัง


"ได้เวลากลับกันแล้ว แซนซัส" มือหยาบตามอายุสะกิดบ่าเป็นเชิงเตือน ก่อนเดินนำกลับออกไปขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเพื่อเดินทางกลับสู่วาเรียและวองโกเล่อีกครั้ง


.
.
.


ท่ามกลางการเดินทางที่เร่งรีบ แซนซัสก็ถูกควบคุมตัวกลับมายังวาเรียในช่วงเย็นของวันเดียวกันนั้นเอง ดวงตาสีเลือดทอแววสับสนเมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่ที่มีเหล่าผู้บริหารวาเรียนั่งรอคอยด้วยใจจดจ่อ


"บอส ชิชิ บอสกลับมาแล้วเจอสคอลโล่หรือเปล่าอะ แล้วสคอลโล่อยู่ไหนละ ทำไมเจ้าชายไม่เห็นสคอลโล่กลับมากับบอส" เจ้าชายนักฆ่าเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปหา ร่างเล็กยิงคำถามชุดใหญ่เมื่อไม่เห็นร่างบางที่หายออกไปจากปราสาทกว่าเดือน แต่ผู้เพิ่งกลับมายังคงเงียบงัน


".........."


"หรือว่าไอ้แก่บ้านั้นโกหก เจ้าชายจะไปเชือดมัน ว่าไงละบอสเจอสคอโล่หรือเปล่า" เบลฟาลากอนยังคงตื้อถามต่อไป ร่างเล็กของเด็กหนุ่มพันหน้าพันหลังไปมา ทำให้ร่างหนาหมดความอดทนในทื่สุด



ผั้ก!



หมัดหยาบชกตรงไปยังลำตัวบางจนกระเด็น แม้จะไม่รุนแรงเท่าเดิมแต่ด้วยแรงบ้าคลั่งของแซนซัสก็ทำให้เบลฟาลากอนกระดอนลงไปนอนจุกอยู่กับพื้น


"พวกแกทุกตัวหุบปากให้หมด ห้ามเอ่ยชื่อไอ้สวะอีกนี้คือคำสั่ง ใครกล้าขัดฉันจะฆ่ามันเอง"เสียงตวาดกร้าวดังก้องพร้อมกับร่างที่เดินขึ้นบันไดไป ทิ้งให้เหล่าผู้พิทักษ์ได้แต่งุนงงกับท่าทีของนภาตน


.
.
.


เพล้ง!



เสียงขวดเปล่าแตก ขวดแล้วขวดเล่า ดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบงัน ภายในห้องบนโต็ะทำงานตัวใหญ่เวลานี้มีเพียงแต่ขวดเหล้ากองพะเนินอยู่เบื้องหน้าร่างหนาที่กล้ำไปด้วยสุราจำนวนมหาศาลที่ถูกยัดเหยียดเข้าไป



........ สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่การทำตามคำสาบานโง่ๆ ที่ไม่มีวันสำเร็จกับแก แต่คืออำนาจ ฉันถึงเลือกที่จะกลับมาที่นี้ มาหาอำนาจที่เป็นของฉัน ไม่ใช่อำนาจที่ต้องทำเพื่อแกอีกต่อไป ...........



สมองชาญฉลาดมึนชาจนได้ยินเพียงเสียงหวานที่ตวาดกร้าวใส่เขาเมื่อตอนกลางวัน ดวงตาดุดันเห็นเพียงแต่ภาพน้ำแข็งที่เย็นชาซึ่งจับจ้องมายังเขา จมูกได้เพียงกลิ่นหอมที่กรุ่นออกมาจากเรือนผมสีขาวที่ถูกมัดสูง




.. แกต้องการอำนาจ มากกว่าจะอยู่ข้างกายฉันหรือ ไอ้สวะโง่ ..




หัวใจเต้นอย่างเจ็บปวดจนแทบบ้าคลั่งด้วยความไม่เข้าใจ ความเจ็บปวดที่มากเกินไปทำให้ต้องบังคับให้มือควานหาสุรารสเลิศเข้าปากอีกครั้งหวังให้ความมึนเมาช่วยลืมเลือนความเจ็บปวดที่ถูกกระทำจากคนใกล้ชิดซึ่งสาหัสเกินยอมรับ


เสียงเปิดประตูหนาดังเบาๆ ท่ามกลางความมืดของช่วงหัวค่ำ ปรากฎร่างของบอสแห่งคาบัคโร่เน่ เรือนผมสีทองสะท้อนสะบัดไปมาด้วยความสมเพศกับภาพที่เห็นตรงหน้า


"หึ.ดูไม่ได้เลย นี้หรือบอสแห่งวาเรียที่ใครได้ยินก็ต้องกลัวหัวหด"


เสียงกึ่งหัวเราะเยาะดังก้องอย่างไม่หวั่นทำให้ดวงตาสีแดงช้อนขึ้นมามองชั่วขณะ ก่อนกลับไปคว้าขวดสุราอีกครั้ง โดยไม่โต้ตอบ กระนั้นดีโน่ก็ยังคงพูดไปเรื่อยๆ อย่างไม่สนใจว่าคำพูดทั้งหมดมันจะเข้าไปยังหูของอีกฝั่งหรือไม่


"ฉันรู้เรื่องสคอลโล่จากรุ่นที่ 9 หมดแล้ว"


".................."


"นายคิดจริงๆ หรือว่า คนอย่างสคอลโล่ต้องการอำนาจของเอลม์มองค์มากกว่าเป็นคนของวาเรีย"


".................."


"นายคิดหรือว่า คนที่ยอมตัดมือตัวเองเพื่อให้นายบรรลุความต้องการ จะทำเพื่อตัวเองจนยอมทิ้งนายในสภาพแบบนี้ไป"


".................."


"นายคิดหรือว่า สคอลโล่จะมีทางเห็นอย่างอื่นสำคัญไปกว่านาย"


"................."


"นายคิดหรือไงว่า ชาตินี้สคอลโล่จะมีวันเลิกรักนายได้"


".............................ฉันต้องไปหาไอ้สวะนั้น" นั้นเป็นประโยคแรกหลังจากแซนซัสทนฟังมาเนินนาน ร่างหนาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ออกไปจากกองขวดสุราเปล่า ออกไปยังด้านนอกเพื่อแย่งชิงใครบางคนที่เขาจำเป็นต้องมีมันอยู่ข้างกายให้กลับคืนมา


.
.
.


ณ ห้องประชุม วาเรียระดับผู้บริหารทั้งหมดกำลังประชุมอย่างเคร่งเครียด โดยมี ดีโน่ แห่งคาบัคโรเน่ เป็นผู้ร่วมประชุมด้วย ตอนนี้จากคำบอกเล่าของดีโน่ทำให้ทุกคนรู้เรื่องของสคอลโล่ รวมถึงการตัดสินใจลาออกของรองหัวหน้าแห่งวาเรียแล้ว แต่ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เลวี่กลับไม่มีใครยอมรับในการตัดสินใจครั้งนี้


"ดีโน่ แล้วบอสจะไปหาสคอลโล่อย่างไงละ ในเมื่อตอนนี้พวกเราทุกคนถูกดาวเทียมจับตาดูความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว แค่ออกไปนอกอาณาเขตของวาเรียก่อนได้รับอนุญาตสัญญาณก็เตือนไปที่วองโกเล่แล้ว" ลุซซีเรียเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิตกกับแผนการที่ถูกวางอย่างเร่งด่วนเมื่อ 10 นาทีที่แล้ว


"เรื่องเดินทางฉันพอจะจัดการให้ได้ แต่เรื่องดาวเทียมคงต้องเป็นหน้าที่ของมาม่อน" ชายหนุ่มเอ่ยตอบพลางเปรยตาไปมองผุ้พิทักษ์แห่งหมอกที่นั่งอยู่ด้านตรงข้าม ร่างเล็กหยิบลูกคิดขึ้นมานั่งดีดอยู่ชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจยาว


"เฮ้ย... จบงานนี้แล้วสมมนาคุณให้จั๋งหนับด้วยนะบอส เอาละ...ฉันจะสร้างภาพลวงตาบอสหลอกดาวเทียมของพวกวองโกเล่ไว้ แต่คิดว่าคงอยู่ได้นานสุดไม่เกิน 6 ชม.ถ้าบอสจะทำอะไรก็ทำรีบๆ ให้เสร็จก่อนแล้วกัน"


"ดาวเทียมของฉันค้นหาที่ตั้งของคฤหาส์ตระกูลเอลม์มองค์แล้ว มันถูกซ่อนอยู่ในเทือกเขาตรงพรมแดนฝรั่งเศลติดกับอังกฤษ ต่อให้ไปด้วยเครื่องบินเร็วที่สุดของคาบัคโร่เน่ ไป-กลับก็เสียเวลาไม่ต่ำกว่า 4 ชม.แต่เราไม่มีแผนที่ของคฤหาส์ดังนั้นนายมีเวลาที่จะหาสคอลโล่ให้พบและลากกลับมาแค่ 2 ชม.เท่านั้น เข้าใจมั้ยแซนซัส"


"ฉันไม่เสียเวลาให้มันปฎิเสธแน่ๆ"


ร่างหนาเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างที่เคยอยู่แต่ในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาว กางเกงสแล็ค กลับมาอยู่ในชุดสีดำสนิทเพื่อให้ง่ายต่อภารกิจที่จะทำต่อไป แต่ก่อนที่แซนซัสจะพ้นประตูเสียงเล็กอย่างเพิ่งแตกหนุ่มก็ดังขึ้นเสียก่อน


"บอส.."


"มีอะไร...ไอ้เจ้าชายสวะ" แซนซัสหันกลับมาแบบไม่สบอารมณ์นัก แต่ก็ยอมฟังเจ้าชายนักฆ่าที่ยืนอยู่


"ฝากบอกสคอลโล่ด้วยว่าถ้าไม่กลับมาเจ้าชายจะเป็นเด็กไม่ดีที่สุดเลย"


".......เออ"


.
.
.



01.00 AM เหนือน่านฟ้าพรมแดนฝรั่งเศลติดกับอังกฤษ ทัศนะวิสัยค่อนข้างเลวร้ายเมฆปกคลุมไปทั่วแต่ถ้ามองในมุมหนึ่งแล้ว เมฆดำที่ลอยร่องอยู่เต็มนภาราวกับเป็นคำอวยพรจากฟากฟ้าสีดำต่อภารกิจลอบเข้ามาในครั้งนี้


"คุณโรมาริโอ้เราบินต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ ไม่งั้นเรดาห์ของเอลม์มองค์จะผิดสังเกตแน่" เสียงนักบินดังจากเบื้องหน้า ทำให้แซนซัสก้าวไปยังประตูเหล็กด้านข้างลำเครื่องอย่างสงบ รอพร้อมอยู่ตรงหน้าประตูเครื่อง


"เปิดประตู"เสียงหยาบเอ่ยดังเป็นคำสั่ง ในขณะที่ดีโน่และโรมาริโอ้เดินมาส่ง โดยไม่ลืมจะหาที่ยึดเกาะไว้เตรียมรับแรงลมดุดที่จะเกิดขึ้นเมื่อใครบางคนเปิดประตู


"คุณแซนซัส อย่าลืมนะครับว่าตี 3ตรง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคุณต้องถอยออกมา แล้วเดินทางไปที่จุดนัดหมายที่ห่างออกไปจากตรงนี้ 10 KM ผมกำหนดสัญญาณไว้ใน GPS ให้แล้ว แล้วขอให้โชคดีนะครับ " โรมาริโอ้ส่ง GPS เครื่องดำให้ร่างหนาผุกติดกับต้นขาด้านหนึ่ง โดยที่เอว 2 ข้างคล้องไปด้วยปืนขนาดพอเหมาะ แม้จะไม่ใช่ปืนของรุ่นที่ 7 ที่ถูกวองโกเล่ยึดไปแต่ก็เป็นปืนคู่ใจอีกลำที่แซนซัสใช้อยู่เสมอ พลันประตูเครื่องก็เปิดออก โดยทียังบินอยู่เหนือพื้นดินไม่ต่ำกว่า 5,000 ฟุต


"แซนซัส .....ตามของสำคัญกลับมาให้ได้ละ"ดีโน่ก็เอ่ยส่งเป็นคนสุดท้าย ขณะที่ร่างดำดุจนภายามราตรีพยักหน้าน้อยๆ แทนคำสัญญาพลางกระโดดออกจากเครื่องอย่างสง่างาม ความเร็วสู่ผืนดินน่าใจหายแต่สีหน้าของผู้โดดไม่ออกอาการแต่อย่างใด ดวงตาสีเพลิงจับจ้องไปยังคฤหาส์จุดหมายทีมีแสงไฟลำไลสาดส่องออกมากลางลานกว้างก่อนกระตุกร่มเมื่อถึงระดับความสูงที่เหมาะสม ให้ร่างค่อยๆ ลอยล่องอย่างเงีบงันสู่ผืนป่าห่างออกมาจากสายตายาม แต่ไม่ไกลจากตัวคฤหาส์ใหญ่


.
.
.


กลางดึกสงัด ร่างบางยังคงพลิกตัวไปมาบนเตียงหนา ดวงตาสีวารีทอเห็นแต่ภาพสีหน้าของร่างหนาที่เจ็บปวดจากการกระทำของเขาเมื่อช่วงกลางวัน แม้จะหลับตาแต่ภาพนั้นก็ยังตามมาหลอกหลอนจนยากที่จะหลับใหล ท้ายสุดสคอลโล่เลยได้แต่ยอมแพ้ลุกขึ้นมาจากเตียงใหญ่ที่เขานอนครั้งสุดท้ายเมื่อยามเยาว์ ดวงตาสีใสกวาดไปรอบๆ อย่างหมองหมุ่น แม้จะมีความทรงจำมากมายในห้องๆนี้ แต่กลับไม่มีความรู้สึกคุ้นชิน ไม่เหมือนห้องที่มีขนาดเล็กกว่านี้กว่าเท่าตัวที่วาเรีย แม้จะหนาวกว่านี้มาก แม้เตียงจะไม่นุ่มเท่านี้ แม้จะมีเจ้าชายสวะมาแย่งที่นอนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็รู้สึกผูกผัน


... ป่านนี้ ไอ้เบลมันจะหลับหรือยังนะ มันยิ่งชอบนอนไม่หลับวันที่อากาศหนาวอยุ่ด้วย ...


... ลุซซีเรียก็คงกำลังนอนฝันดีแน่ๆ หรือไม่ก็คงกำลังเสริมสวยยังไม่เสร็จ ...


... มาม่อนคงวุ่นกับตลาดหุ้นตอนนี้ได้เวลาที่ตลาดหุ้นของอเมริกาเปิดแล้ว ...


... ไอ้เลวี่ก็คงกำลังนอนแช่งชักหักกระดูกเขาเหมือนเดิม ...


... แซนซัส ...



ร่างโปร่งสะบัดศีรษะแรงๆ 2 - 3 ที ขับไล่ความคหึงหาใครบางคน แหลบไปมองนาฟึกาโบราณที่ตั้งอยู่อีกด้านที่กำลังแสดงว่าอย่างซื้อสัตย์



... 2.30 AM ใกล้จะเช้าอีกแล้ว ...



ร่างบางคว้าเสื้อคลุมตัวยาวที่กองอยู่บนเตียงเข้ามาใส่หลวมๆ แม้ตอนนี้จะยังไม่เข้าหน้าหนาวเต็มที แต่อากาศบริเวณหุบเขาสูงทำให้เย็นกว่าปราสาทวาเรียที่ตั้งอยู่ในอิตาลีประตูเทอรเรสถูกเปิดออก สายลมเย็นพัดเข้ามาสุ่ภายในทำให้เส้นไหมสีเงินปลิวไสว มือบางกระชับผ้าคลุมให้แน่นขึ้น พลางเหม่อมองออกไปยังภาพทิวสนที่ห่างออกไปสุดลูกตา




... อาณาจักรของเขา ...



"อยู่นี้เองไอ้สวะ หาซะแทบแย่" ทันใดนั้นเสียงดังตุบและเสียงเอ่ยเบาๆ ก็ดังขึ้นข้างตัว ด้วยสัญชาติญาณนักฆ่าทำให้มือกลตวัดดาบยาวออกมาเตรียมพร้อม แต่ทันทีที่แสงสว่างจากดวงไฟสะท้อนใบหน้าผู้บุกรุก ดวงตาสีน้ำแข็งก็เบิกกว้างอย่างงุนงัน

"แซนซัส!"




เพี้ยย!




ก่อนที่จะทันได้รู้สึกตัว ฝ่ามือหนาก็กระทบเข้ากับแก้มนุ่มเต็มแรงจนหน้าหันไปด้าน พลางไหล่บางทั้ง 2 ข้างก็ทุกยึดไว้ด้วยมือหนาที่เกาะกุมแนบแน่น


"แก!กำลังทำบ้าอะไร ไอ้สวะ" เสียงห้าวตวาดใส่ต่อหน้า แต่ก็ไม่ได้ดังมากเกินเสียงกระซิบ แต่ทันทีที่สมองเริ่มสั่งการได้ความรู้สึกแรกกลับเป็นความโมโหที่มีต่อคำเรียกชื่อเขา


"แก!ไม่ใช่นายฉันอีกต่อไปแล้ว เลิกเรียกฉันอย่างนั้นเสียที"


"ต่อให้แกเป็นใคร สวะก็ย่อมเป็นสวะวันยังค่ำ กลับไปกับฉันเดียวนี้"แซนซัสยังคงเอ่ยต่ออย่างเผด็จการ มือหนาเปลี่ยนจากเกาะกุมไหล่บางมาเป็นจับที่ข้อมือเพรียว ดวงตาสีเลือดเริ่มมองลงไปเบื้องล่าง สอดส่องหาทางหนีที่ไล่ที่จะพาร่างบางออกไป แต่ผู้ที่จะถูกพาตัวไปกลับไม่เล่นด้วยเมื่อพยายามผลักไส่กายแกร่งออกไปจากตน ออกไปจากที่ตรงนี้ แม้จะรุ้ดีว่าไม่มีทางสำเร็จก็ตาม


"ไม่! ฉันบอกแกไปแล้วว่าฉันลาออกจากวาเรียแล้ว รีบกลับไปซะก่อนจะมีใครมาเห็นไม่อยากนั้น นายตายแน่"


"ฉันไม่กลับ" แซนซัสหันกลับมาตงาดกลับด้วยความหงุดหงิด แต่สคอลโล่ก็ยังคงดื้อดัง


"กลับไ อุบ.........." ประโยคต่อไปของร่างบางทันได้เอ่ยไม่ถึงวินาทีก่อนที่ริมฝีปากบางจะถูกปิดกั้นด้วยริมฝีปากหนาที่ถือวาสาสะเข้ามาจาบจ้วงหาความหอมหวานโดยพาลกาล ลิ้นร้อนไล้ไปตามโพล่งปากนุ่มเก็บกวาดทุกความหวาน ทั้งอ่อนละมุนและยืนกรานจนไม่อาจปฎิเสธได้ จวบจนความดื้อดึงที่สะท้อนออกมาจากดวงตาสีน้ำแข็งแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำใสที่คล้องคลออย่างน่ามอง


แซนซัสยอมละริมฝีปากออกมาในที่สุด แต่แขนหนายังไม่ยอมปล่อยร่างบางของสคอลโล่ มือหยาบประคองใบหน้าหวานอย่างแผ่วบางให้หน้าผากชนกัน บังคับให้ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่ตนเท่านั้น


"พูดออกมาสิว่าแกไม่รักฉัน แกไม่ต้องการฉันอีกต่อไป แล้วฉันจะไม่ให้แกเห็นหน้าอีก" ประโยคคำถามดังขึ้นด้วยเสียงกระซิบอย่างเว้าวอน แม้ร่างบางจะอ่อนระทวยเพียงใดแล้วก็ตาม แต่ความมั่นมั่นในใจยังทำให้สคอลโล่ปฎิเสธ


"ไม่..."


"สคอลโล่" เสียงทุ่มดุคาดคั้นอีกครั้ง ทำให้หยาดน้ำที่พยายามกักกั้นไว้ไหลรินลงมา เสียงหวานได้แต่ครางบอกอย่างอ่อนแรง


"ได้โปรด ......กลับไป"


ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ดังต่อมา



ก้อกๆ



"สคอลโล่ แม่เข้าไปละนะ"


ความตกตะลึงเกิดขึ้นทันที สคอลโล่รีบผลักแซนซัสออกไปร่างหนาอาศัยจังหวะนี้ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังม่านยาวผืนใหญ่ ในขณะที่ร่างโปร่งเดินไปเปิดประตุห้องรับผู้มาเยือนยามค่ำคืน


"แม่มาทำอะไรดึกปานนี้"


เสียงหวานเอ่ยถาม ขณะอีกฝ่ายเดินเข้ามาภายในห้อง แสงไฟจากโคมด้านข้างเผยให้เห็นโฉมหน้าของเลดี้โรแอน โรล เอลม์มองค์ ภรรยาของผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลเอลม์มองค์ นายหญิงคนปัจจุบันของตระกูลเอลม์มองค์ และมารดาของผู้นำในอนาคตของตระกูลเอลม์มองค์ ใบหน้าคมเร้นไปด้วยความหวานล้ำที่ดูสูงค่า ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตทอประกายรับกับใบหน้าสวยแฝงไว้ด้วยความชาญฉลาด แม้จะมีร่องรอยความชราอยู่บ้างตามอายุที่มากกว่า 5 รอบแล้วแต่ก็ยังคงความสะสวย ไม่ต้องบอกก็รุ้ดีว่า หญิงผุ้นี้ต้องเป็นหญิงที่งามมากๆในอดีต



... ถ้าจะถามว่าสคอลโล่เหมือนใคร แซนซัสคงสามารถตอบได้โดยไม่ต้องคิดว่า ไอ้ฉลามสวะถอดแบบว่าจากมารดาทุกประการจะมีแตกต่างก็ตรงดวงตาน้ำแข็งและเรือนผมสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลเท่านั้น ...




"แค่นอนไม่หลับ แม่เลยอยากมาคุยเท่านั้น"เสียงหญิงชราเอ่ยอย่างอบอุ่น พลางเดินสำรวจไปรอบๆ ในขณะที่สคอลโล่ได้แต่ร้อนรนกลัวจะไปพบคนที่แอบซ่อนอยู่ จึงบอกปัดไปอย่างเร็ว


"แต่ผมง่วงแล้ว แม่กลับไปเถิด"


"แหม~พอลนี้แย่จริงๆ คงต้องอบรมยกใหญ่หน่อยแล้ว ปล่อยให้หนูตัวใหญ่ขนาดนี้หลุดรอดเข้ามาได้อย่างไงสงสัยต้องหักเงินเดือนสักครึ่งหนึ่ง" อยุ่ๆ หญิงชราก็เอ่ยขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ท่ามกลางสายตาของลุกชายที่จับจ้องอย่างงุนงง นายหญิงแห่งตระกูลเอลม์มองค์ก็เดินไปยังผนังด้านหนึ่งที่มีกระบี่คู่ที่โผล่พ้นโล่ที่แขวนอยู่ที่เป็นอาร์มซึ่งเป็นสัญญาประจำของตระกูลเอลม์มองค์




ฉึก!




วินาทีต่อมาก่อนที่ร่างบางจะทันขยับตัว ด้วยความไวที่เหลือเชื่อของเลดี้โรแอนคมกระบี่ก็แทงทะลุม่านหนาเข้าไปสุ่กล้ามเนื้อไหล่ของผู้ที่หลบซ่อนอยู่ก่อนถอนกลับมาอย่างแรงทำให้โลหิตที่ติดปลายดาบกระเด็นไปทั่ว


"แม่!" สคอลโล่ร้องลั่นอย่างตระหนก ขณะที่แซนซัสเดินออกมาจากที่หลบซ่อน มือหนากุมแผลบริเวณเหนือไหล่แต่สีหน้าไม่ได้ทอความเจ็บปวดแต่อย่างใด ชายหนุ่มโค้งน้อยๆ เป็นการทำความเคารพหญิงชราที่ตั้งท่าสังหารอีกครั้ง แต่ก่อนที่มารดาตนจะได้ลงมืออีกครั้ง ร่างโปร่งก็เข้ามาขวางไว้ตรงหน้าเสียก่อน


"เจ้ากำลังทำอะไร ราฟาเอล นั้นเป็นสิ่งที่ผู้สืบทอดควรทำหรือไง"


"ถ้าทำอะไรมากกว่านี้ สัญญาระหว่างเราเป็นอันยกเลิก" สคอลโล่ยืนกร้านหนักแน่น ทำให้ลดี้โรแอลได้แต่ยอมแพ้ คมกระบี่ถูกตวัดลงสู่พื้น ปล่อยโอกาสให้ร่างหนาหลบออกไป


"ก็ได้ ก็ได้ จ้ะ แม่จะถือซะว่าแม่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แต่ 'หนู'ตัวนั้นจะต้องออกไปจากที่นี้ทันที"


"กลับไปซะ แซนซัส" สคอลโล่ที่เห็นโอกาสเหมาะ รีบขยันขยอให้ร่างหนาหนีออกไป และขณะนั้นเองเสียงจากไมโครโฟนตรงใบหูที่ซ่อนอยุ่ก็ดังขึ้นเป็นเสียงของดีโน่ที่เอ่ยอย่างร้อนรน


"แซนซัสอยู่ไหน 3.10 แล้ว ถึงเวลาแล้ว นายต้องกลับออกมาแล้ว"


กระนั้นแซนซัสก็ยังคงยืนนิ่ง ไม่อาจทำใจก้าวออกไปโดยทิ้งให้ร่างโปร่งอยู่ตรงนี้จนกระทั้งเสียงหวานตวาดสั่งดัง


"ฉันบอกให้ไปอย่างไงละ ก็ไปซิว่ะ!"


ในที่สุดด้วยความจำยอมร่างหนาก็ล่าถอยออกไปยังเทอรเรส โดยที่ดวงตาสีโลหิตจับจ้องตรงไปยังใบหน้าหวานเท่านั้น ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปบืนบนขอบระเบียง เสียงห้าวกระซิบสั่งไปยังร่างบางที่ยืนมองเขาอย่างอ้อนวอน ก่อนที่จะหายไปกับความมืดยามราตรีกาล


"แกอย่าหวังว่าจะหนีฉันพ้นละ ไอ้สวะ"


.
.
.


"หมายความว่าไง ไม่สำเร็จ คนอย่างบอสยังลากตัวสคอลโล่มาไม่ได้อีกหรือ" เบลฟาลากอนงอแงลั่นปราสาท หลังจากที่พบว่าแซนซัสกลับมาเพียงคนเดียว ร่างหนาที่กำลังเปลือยครึ่งตัวนั่งตีหน้าเครียดอยู่บนเก้าอี้ในขณะที่ปล่อยให้ลุซซีเรียทำบาดแผลที่ได้รับจากเลดี้โรแอน ส่วนมาม่อนถูกหามกลับไปพักผ่อนในห้อง หลังฝืนใช้พลังมากเกินไปจนสลบไป


ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทันทีที่รับสายเสียงของม้าพยศก็เอ่ยขึ้นมาอย่างเคร่งเครียด


"แซนซัสหรือ ฉันคาบัคโร่เน่เอง"


"มีอะไร"


"นายดูเอาเองแล้วกัน ฉันส่งเมล์ไปให้แล้ว"


มือหยาบคลิกเล็ปท็อปที่วางอยู่ใกล้มือเพื่อเปิดเมล์ตามที่ฝ่ายที่รอสายอยู่บอก ทันใดนั้นดวงตาสีโลหิตก็ต้องโพล่งขึ้นอย่างตระหนกกับรูปสแกนการ์ดสีชมพูหวานที่ได้รับ



Dear Cabraloner


I would like to invite you to wedding ceremony of Rafaler Chart Almong and Mary Dairy Motrelo on **/**/**** ......


.
.
.

TBC END


ถ้าสคอลโลสาวไปหน่อย ขอโทษด้วยคร้าบ

edit @ 3 Oct 2009 19:38:16 by mod1234

edit @ 3 Oct 2009 19:56:59 by mod1234

edit @ 3 Oct 2009 20:06:40 by mod1234

(s.f.) crossroad (1/3)/ xs

posted on 27 Sep 2009 17:20 by mod1234-takoyaki  in FIC

Title : crossroad (1/3)
Paining : xs



ก็อก ติ๊ก ก็อก ติ๊ก ก็อก ติ๊ก ก็อก ติ๊ก


เสียงเคาะโต๊ะสลับกับเสียงเข็มวินาทีเดินของนาฟึกาโบราณตัวใหญ่ที่ประดับอยู่ด้านหลังห้องโถงกว้างกังวานก้องเป็นจังหวะ โดยที่ผู้กระทำไม่ทันได้รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่านั่งอยู่ท่านี้มานานหลายชั่วโมงเพียงใดแล้ว ด้วยหูและประสาทสัมผัสทุกส่วนจดจ้องไปที่บานประตูใหญ่เบื้องหน้า ภาวนาให้มันขยับเปิดเสียที ผ่านไปชัวโมงแล้ว ชั่วโมงเล่า ท่ามกลางความกระวนกระวายจนแทบนั่งไม่ติดที่ แต่ผู้ที่เฝ้ารอก็ไม่อาจจะสั่งให้ร่างกายขยับลุกออกไป หรือ เบื่ยงหน้าไปในทิศทางอื่น จวบจนประตูบานนั้นขยับเปิดอีกครั้ง พร้อมเสียงทักทายสดใสของเหล่าผู้พิทักษ์แห่งวาเรียอันประกอบด้วย ลุซซีเรีย มาม่อน และเบลที่เดินทางกลับมา


"กลับมาแล้วจ้า" ก่อนที่ทุกคนจะทันรู้สึกตัว ชายหนุ่มที่เฝ้ารออยู่นานก็พลันเข้ามาถึงตัวทั้งๆที่ยังต้องอาศัยไม้ค้ำยันร่างไว้ ก่อนที่ใครจะได้คิดทำอะไรต่อ ไหล่กระเทยสาวร่างยักษ์ก็ถูกจับไว้หมั่นด้วย 2 มือขาวที่เขย่าแรง พร้อมเสียงตวาดกร้าวเป็นเอกลักษณ์ที่ดังก้องปราสาท


"บอกฉันมาเดียวนี้ว่า บอส ไม่สิ แซนซัส เป็นอย่างไงบ้าง"


"ใจเย็นสิจ้ะ สคอลโล่ ขอเวลาเจ๊หายใจนิดหนึ่ง" ร่างทั้งร่างที่ถูกเขย่าทำให้ประโยคตอบของลุซซีเรียตะกุกตะกัก แต่คำขอร้องกลับส่งไปไม่ถึงอีกฝั่งที่ยังคงเขย่าร่างที่ใหญ่โตกว่าอย่างร้อนรน


"ฉันไม่สนใจว่าแกจะมีเวลาหายใจหรือเปล่า บอกมาเดียวนี้ว่าแซนซัสเป็นอย่างไงบ้าง" เสียงสั่นพร่าแสดงได้ดีถึงความหวั่นหวาด ดวงตาสีวารีที่คลอไปด้วยหยาดน้ำทอประกายสะท้อนแสงจันทร์ราวอัญมณีน้ำงาม ใครที่ไม่รู้คงไม่มีทางนึกว่าชายหนุ่มร่างบาง ใบหน้าหวาน ผู้นี้จะเป็นจักรรพดาบ รุ่นที่ 2 และรองหัวหน้าของหน่วยนักฆ่าอันดับ 1 อย่างวาเรีย


"Ok Ok เจ๊บอกแล้วจ้า เลิกเขย่าเสียทีเถิด ตอนนี้บอสออกมาจากห้อง ICU แต่ยังไม่พื้นขึ้นมา หมอที่นั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไร แต่อย่างน้อยก็คิดว่าบอสคงไม่ตายแล้วละ"


ถ้อยคำที่ได้รับฟังทำให้ชายหนุ่มร่างบางสงบใจลงได้บ้าง จนย่อมปล่อยกระเทยสาวออกจากการเกาะกุม


"ปลอดภัยแล้วสินะ แซนซัส" ริมฝีปากบางเผยอกระซิบกับตัวเอง พร้อมๆกับรอมยิ้มน้อยที่ปรากฎขึ้นยิ่งทำให้ใบหน้าดูอ่อนหวานขึ้นไป ท่าทีที่ได้เห็นทำให้ลุซซีเรียได้แต่ถอนหายใจ ด้วยความไม่เข้าใจความคิดของคนตรงหน้า


"ถ้าเป็นห่วงขนาดนั้น ทำไมสคอลโล่ไม่ไปดูแลบอสที่โรงพยาบาลละจ้ะ" ผู้พิทักษ์แห่งอรุณีเอ่ยถามตรงๆ เพราะความรู้สึกเกินมาตรฐานของสคอลโล่ที่มีต่อบอสนั้น เป็นที่ประจักษ์ดีในกลุ่มผู้บริหารด้วยกันเองอยุ่แล้ว ไหนจะท่าทียามแซนซัสหมดสติไปนับตั้งแต่จบศึกชิงแหวนจวบจนเดินทางกลับมายังอิตาลี ผู้พิทักษ์แห่งพิรุณก็เอาแต่เฝ้าอยู่ไม่ห่างจนไม่ยอมพักผ่อนแม้อาการบาดเจ็บจากศึกชิงแหวนพิรุณของตนจะมากจนแทบจะต้องหามเข้า ICU ไปอีกคน แต่ทั้งหมดก็ต้องแปลกเมื่อทันทีที่ร่างหมดสติของแซนซัสถูกหามเข้าไปในห้อง ICU อยุ่ๆ ร่างบางที่เนื้อตัวเปื้อนเลือดทั้งของผู้เป็นนายและของตนเองก็โพล่งวิ่งหนีออกมาโดยบอกเพียงว่าจะกลับไปรอที่ปราสาทวาเรีย


"ฉัน.......ฉัน" คำถามนั้น ทำให้ดวงตาสีวารีทอแววสับสนอีกครั้ง ริมฝีปากบางสั่นระริกราวกับจะร้องไห้ ก่อนที่จะถูกกดดันไปมากกว่านี้ เจ้าชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่นานก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน


"ความจริงเจ้าชายว่าถ้าบอสตายไปน่าจะดีกว่านะ" เบลฟาลากอนพูดเบาๆ ราวกับสบายอารมณ์ แต่ความจริงแล้วดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรือนผมสีทองกลับแสดงความหวาดหวั่นและหวาดกลัวที่ไม่มีใครอาจรับรู้


"เบล !!พูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไงว่ะ"ร่างบางตวาดกร้าวมือเรียวคว้าคอเสื้อยืดไหล่กว้างหมายจะซัดเด็กหนุ่มสักหมัด


"สคอลโล่คิดว่าถ้าบอสพื้นขึ้นมาแล้วมันจะเป็นอย่างไงละ คนอย่างบอสจะยอมรับความพ่ายแพ้กับความอัปยศได้หรีอไง"พลันเจ้าชายนักฆ่าเอ่ยต่อด้วยเสียงเบา มือเรียวก็ทำได้เพียงง้างหมัดค้างไว้ ทั้งที่มือกลยังคงกระชากคอเสื้อของอีกฝั่ง


"ไอ้เบลพูดมันก็ถูกเหมือนกัน ตอนนี้อย่าว่าแต่บอสเลย พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไงเหมือนกัน อย่างลืมสิว่าตอนนี้เราคือ 'คนทรยศ ' ของวองโกเล่ที่ไม่ตายอย่างคนทรยศก็ดองเค็มตลอดกาลอยู่ในวินดีเช่นั้นละ" มาม่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจห้าม ก่อนเปรยพลางเดินขึ้นบันไดวนไป ทิ้งให้คนอื่นได้แต่นิ่งค้าง จนท้ายสุดสคอลโล่ก็ได้เพียงปล่อยมือออกจากคอเสื้อของเบล และปล่อยให้ทุกคนเดินขึ้นไปพักผ่อนหลังจากต้องผจญกับอะไรมายาวนาน


.
.
.


ปราสาทตกอยู่ในความเงียบงัน เมื่อประชากรในปราสาทหลังใหญ่คงเหลือแต่เพียงเหล่าผู้พิทักษ์ 4 คนเท่านั้น วาเรียระดับหัวหน้ากลุ่มและวาเรียระดับล่างทั้งหมด ถูกโอนย้ายไปตามสาขาต่างๆของวองโกเล่ ใครที่มีส่วนเกี่ยวพันกับศึกชิงแหวนก็จะถูกนำตัวไปสอบสวนยังวองโกเล่สาขาใหญ่ ส่วนผู้บริหารวาเรียทั้ง 5 ซึ่งเป็นโจทย์ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีคำสั่งให้ริบอำนาจคืนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือกำลังคน ห้ามการติดต่อกับบุคคลภายนอก พร้อมกักบริเวณไว้ในปราสาทและจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแซนซัสซึ่งนอกจากจะถูกกักบริเวณ และล่ามไว้ด้วยข้อมือที่มีคุณสมบัติพิเศษในการระงับพลังเพลิงพิโรธแล้ว ยังถูกสั่งให้คืนปืนพิเศษซึ่งเป็นของๆรุ่นที่ 7 อีกด้วย ดังนั้นยามนี้วาเรียไม่ต่างอะไรไปกับแพที่แตกรอเพียงวันที่จะจมลงสู่กระแสธารอันเชี่ยวกราดเท่านั้น





นั้นสินะ


เพราะเราแพ้ไอ้หนูนั้น


แซนซัสเลยพ่ายศึกชิงแหวน


ทุกคนกลายเป็นคนทรยศ


แซนซัสเลยกลายเป็นแบบนี้


ทำอย่างไง


ต้องทำอย่างไง


จะทำอย่างไงดี



ผ่านไปจนกลางดึกแล้วร่างบางก็ยังคงพลิกไปมาบนเตียงขนาดกลาง เรือนผมสีเงินล้อไปตามโครงหน้าสะท้อนแข่งกับจันทราด้านนอก ดวงตาสีน้ำแข็งมองขึ้นฟ้าหวังให้ดาวช่วยบอกคำตอบ ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็พลันดังสนั่นเบื้องหน้า







บึ้ม!!!








สคอลโล่ลุกขึ้นอย่างเร็วด้วยสัญญาติญาณนักฆ่า ทุกผัสสะของกายร้องกระตุ้นเตือนถึงอันตรายที่กำลังเกิดขึ้นพลางรีบวิ่งปนเขย่งด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่คนเจ็บคนหนึ่งจะทำได้ไปตามระเบียงยาวสู่ห้องโถงด้านหน้าอันเป็นที่มาของเสียงระเบิด



ณ ห้องโถงใหญ่ ปรากฎภาพกลุ่มคนในชุดสีขาวรัดกุมจำนวนมากกำลังไหลเข้ามาทางรูที่อดีตเคยเป็นประตูไม้สลักบานใหญ่ โดยที่เหล่าผู้พิทักษ์ทั้ง 3 ของวาเรียกำลังกระจายกำลังต่อต้าน เสียงมีดบินของเบลดังสลับไปกับเสียงหวีดร้องของผู้รุกรานที่ตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดของมาม่อนผสานไปด้วยเสียงกระแทกยามผู้รุกรานถูกพลังหมัดของลุซซีเรียซัดกระเด็นไปติดผนัง ด้วยฝีมือระดับวาเรียควอลิตี้ทำให้ผู้รุกรานจำนวนไม่น้อยกลายเป็นซากศพกระจายไปทั่วห้อง แต่ยามนี้ที่เหล่าผู้พิทักษ์ทั้ง 3 ยังคงมีอาการบาดเจ็บเรื้อรังมาจากศึกชิงแหวน การต่อสู้เพียงลำพังโดยปราศจากเหล่าลูกน้องวาเรีย อาจจะเป็นความคิดที่โง่เขลาเกินไปก็ได้


ลุซซีเรียที่กำลังต่อสู้กับชายหนุ่มในชุดขาวประมาณ 5 - 6 คนเริ่มหายใจหอบ บาดแผลเก่าปริแตก หยาดเลือดจำนวนมากกำลังทะลักออกมาจากช่องท้องอาบให้สะโพกชุ่มไปด้วยเลือดสดๆ ทันใดนั้นขายาวก็พลันลื่นเลือดจนกระแทกกับพื้น ท่ามกลางคมดาบจำนวนมากที่กำลังจะซาดซัดลงมา


"ลุซซีเรีย!" เบลที่อยุ่ใกล้ที่สุดได้แต่ร้องเรียกเสียงดัง เพราะตนเองกำลังติดพันกับอริที่ล้อมรอบทุกทิศจนไม่อาจจะแหวกออกไปช่วยเหลือได้ทัน


ดวงตาใต้แว่นกันแดดทอแสงสุดท้ายของคมดาบ แต่กระนั้นก็ยังปรากฎรอยยิ้มบนใบหน้าด้วยความคิดติดตลกครั้งสุดท้าย



... รู้อย่างนี้น่าจะแต่งหน้าให้สวยกว่านี้นะเรา ...







"หยุดเดียวนี้!"






ชั่ววินาทีนั้นเอง เสียงตวาดก็พลันดังขึ้น หยุดทุกความเคลื่อนไหวภายในห้อง สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังบันไดใหญ่ที่เชื่อมต่อลงมา บนพรมแดงที่ปูลาดอยู่มีร่างโปร่งบางที่หอบอยู่น้อยๆ เรียวขาขาวด้านขวาโชกช่ำไปด้วยเลือดที่หยาดจากบาดแผลเก่าเพราะความเร่งรีบเดินมาทั้งๆที่ยังคงบาดเจ็บสาหัส กระนั้นก็ไม่ได้หยุดให้ร่างบางเดินลงมายังเบื้องล่าง ดวงตาสีวารีตวัดมองไปรอบๆ มองไปยังเบลและมาม่อนที่ยังคงนิ่งค้าง มองลุซซีเรียที่อยู่ห่างจากคมดาบที่กำลังจะทิ่มแทงเพียงคืบ มองไปยังผู้รุกรานที่กระจายอยู่รอบๆ ก่อนตวาดกร้าวกับชายหนุ่มในชุดขาวที่ยืนอยู่ใกล้ตนมากที่สุด


"แกพาฉันไปหา 'พอล'เดียวนี้"


.
.
.


1 เดือนผ่านไป


อากาศเริ่มกลับมาสดใสอีกครั้ง ฤดุใบไม้ผลิมาเยือนอิตาลี ต้นไม้กลับมาทอสีเขียว หญ้าเริ่มกลับมางอกเงยโผล่พ้นกองหิมะที่ยังไม่ละลาย แต่ดูเหมือนในเขตชายป่านอกเมืองอันเป็นที่ตั้งฐานของวาเรีย ทุกสิ่งอย่างยังคงถูกจองจำอยู่ในฤดุหนาวด้วยความหนาวเย็นที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ กระนั้นแม้อากาศโดยรอบจะหนาวเย็นแต่กลับไม่เพียงพอจะดับเพลิงของใครบางคนที่เพิ่งกลับมาถึงจากการพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลร่วมเดือนเมื่อเช้าตรู่ เมื่อทราบข่าวสำคัญที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ตนหมดสติไป


"หมายความว่าอย่างไง ไอ้สวะหายตัวไป!!" ดวงตาสีเลือดทอแววอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความคลั่งแค้น ทั้งๆที่หมายจะกลับมาเล่นงานคนที่หายหัวไม่ยอมไปพบหน้าที่โรงพยาบาลร่วมเดือนให้สาสม แต่กลับมารู้ว่ามันหนีหายไป หายออกไปจากตัวเขา หายไปจากวาเรีย


"เจ้าชายก็ไม่เข้าใจ หลังจากวันนั้นมีศัตรูบุกมา สคอลโล่ก็เดินออกไปด้านนอกไปคุยอะไรกับใครสักคนจากนั้นสคอลโล่ก็กลับมาบอกว่าต้องไปแล้ว แล้วก็บอกให้เจ้าชายไม่ต้องตามหา แถมยังบอกให้เจ้าชายเป็นเด็กดีเชื่อฟังบอสด้วย เจ้าชายก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เจ้าชายก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกันเจ้าชายรู้แต่ว่าตอนนั้นสคอลโล่สีหน้าเศร้ามาก" เบลฟาลากอนพูดรัวเร็ว พร้อมๆ กับพยายามกลั้นน้ำตา ในขณะที่ลุซซีเรียและมาม่อนได้แต่ทำหน้าสลด คงมีเพียงเลวี่คนเดียวเท่านั้นที่ยิ้มร่ากับข่าวที่ได้รับ


"ผมว่าสคอลโล่มันต้องหนีไปแน่ๆ เลยครับบอส มันต้องทรยศบอสและวาเรียแล้วแน่ๆ"ผู้พิทักษ์แห่งอัสนีพูดใส่ไฟให้บอสวาเรียฟังอย่างยิ้มย่องจนน่าหมั่นไส้ แต่วินาทีต่อมานั้นเอง



ผั้ว!



"หุบปาก เลวี่!" เสียงเย็นจนชาดังตามหลังหมัดที่กระทบใบหน้าของเลวี่ซึ่งมากพอที่จะพาร่างยักษ์กระเด็นไปติดผนังอีกด้าน ด้วยแรงโมโหทำให้เวลานี้ร่างหนาของบอสแห่งวาเรียดูใหญ่โตและคุกคามมากขึ้น จนผู้ที่อยู่ใกล้แทบหายใจไม่ออก ดวงตาสีแดงทอประกายเพลิงจนคล้ายกับมีกองไฟขนาดใหญ่กำลังลุกโชติเมื่อหันไปออกคำสั่งผู้พิทักษ์แห่งสายหมอก


"ไอ้สวะมาม่อน ใช้ภาพโสโครกของแกตามหาตัวมันเดียวนี้"


"เจอแล้วไงละบอส อย่าลืมสิว่าตอนนี้พวกเราทุกคนถูกกักบริเวณ ถ้าพวกเราคนใดคนหนึ่งก้าวออกไปนอกเขตปราสาทเมื่อไร จะมีโทษประหารทันทีนะ"


"ฉันบอกให้แกทำ แกก็ทำเดียวนี้"เสียงเข้มกร้าวขึ้นไปอีกขั้น จนมาม่อนที่ยังกล้าต่อปากต่อคำเมื่อครุ่ ต้องหยิบกระดาษทิชชู่อย่างสั่นเทา แต่เสียงประตูที่เปิดขึ้นทำให้ทุกสายตาพลันจ้องไปยังแสงสว่างที่ปรากฎพร้อมๆกับชายชราเจ้าของแฟมิลี่อันอัน 1 ของอิตาลี และ อิเอมัสสึ ผุ้ดูแลนอกแก็งค์ที่มาพร้อม รัส


"แก/ท่านรุ่น 9"ทุกคนอุทานพร้อมกันอย่างตกตะลึง แต่ดวงตาชราที่ทอแววอบอุ่นยังคงสงบนิ่ง เมื่อหันมาคุยกับลุกชายที่เพิ่ง 'ทรยศ' ตนอีกครั้ง


"แซนซัสไปที่ที่หนึ่งกับพ่อหน่อยสิ"เสียงอบอุ่นเอ่ยบอกอย่างเรียบๆ แต่แซนซัสที่ยามนี้ไม่มีอารมณ์มาสนใจสิ่งอื่นใดอีกกลับกระชากเสียงตอบ


"ฉันไม่มีธุระต้องไปกับแก"


"ถ้าเจ้าอยากเจอ 'เขา'เจ้าต้องไปกับพ่อ ไม่อย่างนั้นทั้งชาตินี้เจ้าอาจไม่มีโอกาสได้พบ'เขา'อีกตลอดไป"


"ตาแก่ ตาแก่ รู้หรือว่าสคอลโล่อยู่ไหน พาเจ้าชายไปด้วยนะ ได้โปรดเจ้าชายอยากเจอสคอลโล่"เบลฟาลากอนได้ฟังดังนั้น ก็พลางวิ่งเข้ามาหาชายชราโดยไว ความหวาดระแวงที่ยังมีอยู่มากทำให้อิเอมัสสึและรัสตั้งปืนตรงไปยังเจ้าชายนักฆ่าจนต้องหยุดชะงัก แต่ทิโมทีกับหันมายิ้มให้มั้ง 2 อย่างอ่อนโยน ก่อนสั่งด้วยภาษากายให้ลดปืนลง ปล่อยให้เจ้าชายนักฆ่าเดินเข้ามาประชิดตน


"ไม่ได้หรอก เบลฟาลากอน เป็นเด็กดีรออยุ่ที่นี้เถิดนะ" ชายชรายิ้มอบอุ่นก่อนจำต้องบอกปฎิเสธไปกระนั้นก็ยังใช้มือลูบหัวของเจ้าชายอย่างอ่อนโยนและปลอบโยนเด็กหนุ่มไปในตัว


"แกรออยู่ที่นี้ ไอ้เจ้าชายสวะ ฉันจะไปกับมันเอง"


.
.
.


เครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่ ซึ่งมีเพียงทิโมที อีเอมัสสึ รัส และแซนซัสเป็นผู้โดยสาร ทะยานขึ้นฟ้าจากสนามบินของวาเรีย ด้านในมีแต่ความเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ จวบจนเสียงอบอุ่นของชายชราเอ่ยถามลูกชายที่นั่งห่างออกไปยังสุดทางเดิน


"เจ้ารู้จักตระกูล เอลม์มองค์ หรือเปล่าแซนซัส"


"....................................."


ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถาม กระนั้นในใจก็อดคิดตามคำถามเมื่อครู่ไม่ได้




... ใครอยู่ในโลกมืดและไม่รู้จักตระกูลนี้ก็ไม่สมควรจะมีชีวิตรอดอยู่ได้แล้ว ...



ตระกูลเอลม์มองค์เป็นตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ยุดมืดของยุโรป แม้ผู้สืบทอดตระกูลแต่ละคนจะไม่ได้เป็นราชาปกครองประเทศใดก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นราชาแห่งโลกเบื้องหลัง เพราะถ้าจะคำนวนอำนาจทางการทหารและทรัพย์สินที่สั่งสมมาอย่างยาวนานแล้ว อาจจะสามารถเปรียบเทียบได้กับมาเฟียขนาดใหญ่ 1 - 2 แห่งรวมกันที่เดียว นี้ไม่นับกับกองกำลังของตระกูลเอลม์มองค์ที่แทรกซึมไปยังถูกภาคส่วนและทุกประเทศ มากพอจะทำให้ผู้นำสามารถออกคำสั่งประธานาธิบดีของสหรัฐได้ด้วยซ้ำไป จนมีคำกล่าวทีเดียวว่าเพียงผู้นำตระกูลเอลม์มองค์กระดิกนิ้วครั้งเดียว โลกครึ่งโลกก็เกิดแผ่นดินไหวแล้ว แม้แต่วองโกเล่แฟมิลี่ ซึ่งเป็นแฟมิลี่อันดับ 1 เอง ก็ยังต้องให้ความเกรงใจกับตระกูลเอลม์มองค์ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน


"มันเกี่ยวอะไรกับ 'มัน'ด้วย ไอ้แก่" เสียงห้ามเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด เพราะใจที่ร้อนรนที่ปนไปด้วยความหวาดหวั่นจากลางสังหรณ์แห่งวองโกเล่ที่ร้องเตือน


"เมื่อไปถึงแล้วเจ้าจะเข้าใจเอง"


.
.
.


เครื่องบินส่วนตัวจอดเทียบอีกครั้ง โดยมีรถลีมูซีนคันหรูจอดเทียบท่ารอต้อนรับผู้ที่มาเยือน รถหรูไต่ไปตามถนนเรียบล้อตามหุบเขากว้าง ทิวทัศน์รอบด้านดูแปลกตาไปด้วยป่าสนเขียวยาวสุดลูกตา ก่อนจะกลับขึ้นมายังที่ราบอีกครั้ง รถชะลอเล้กน้อยเพื่อรอให้ประตูเหล็กโค้งขนาดใหญ่เปิดออก เพื่อเข้าไปยังอาณาเขตกว้างขว้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด มีเพียงถนนเส้นหนึ่งที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าสุ่ปราสาทสีขาวโบราณหลังงามที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านในเท่านั้น


รถเทียบบริเวณซุ่มด้านหน้า พรมแดงที่ปูทาบมายังบริเวณประตูพอดี ทิโมทีเป็นผู้ขยับกายออกไปเป็นคนแรก โดยมีหนุ่มใหญ่ผมสีทองคนหนึ่งที่ยืนรอรับ


"ตระกูลเอลม์มองค์ ยินดีต้อนรับครับ" เสียงทุ่มสุขุมเอ่ยต้อนรับ โดยหนุ่มใหญ่ผมสีทองคนหนึ่ง แซนซัสเปรยตามองผู้มาต้อนรับผ่านๆ ใบหน้าคมแต่ก็มีแววชราแสดงถึงอายุที่น่าจะผ่านพ้นมากว่า 40 - 50 ปีแล้ว ชุดสูถสีขาวเป็นทางการค่อนข้างแปลกตาจากปกติ แต่ก็แทรกไปด้วยความเป็นแบบแผนโบราณ ท่วงท่าการเดินและการก้าวย่างที่มั่นคงและระมัดระวังแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ แม้ใบหน้าจะยิ้มแย้มขณะเดินนำพาแขกไปยังห้องรับรองแต่แฝงไปด้วยความถือตัว อันเป็นคุณสมบัติของตระกูลอันเก่าแก่


ทางเดินกว้างที่ปูพรม หรูหรามากกว่าที่วาเรีย และอาจเทียบเคียงได้กับปราสาทของวองโกเล่ประดับไปด้วยรูปภาพบรรพบุรุษของตระกูลตลอดจนถึงห้องด้านในของปีกแรกตึกที่ปิดไว้ด้วยประตูไม้สีทอง


ผู้ที่ทำหน้าที่เดินนำ เคาะเป็นจังหวะก่อนเปิดเข้าไปภายในห้องรับแขกที่ตระการตาด้วยแชงกาเรียขนาดยักษ์ ที่ส่องแสงสะท้อนกับแก้วสีใสที่ประดับโดยรอบ บนโซฟาสีแดงที่วางอย่างเหมาะเจาะมีชายสูงอายุผู้หนึ่งนั่งอยู่ ชายผู้นั้นยืนขึ้นเมื่อแขกผู้มาเยือนก้าวเข้ามาด้านใน โดยมีเพียงแซนซัสและทิโมทีเท่านั้นที่เข้ามาภายใน ส่วนอิเอมัสสึและรัสรออยู่ภายนอกห้อง


เมื่อชายชราผู้นั้นยืนขึ้นเต็มตัว แซนซัสจึงพบว่าคนผู้นั้นมีความสูงทัดเทียมกับตนเองเลยที่เดียว ผมรองทรงสีขาวเป็นระเบียบรับไปกับใบหน้าคมที่มีรอยเหี่ยวย้นตามวัยที่แฝงไว้ด้วยความสูงส่ง ร่างกายแม้ไม่ใหญ่โตเท่าเขากลับมีแต่ความแข็งแกร่งแฝงอยู่ทุกอณูของมัดกล้าม และดวงตาสีน้ำแข็งคู่นั้นที่ทอประกายกร้าว ชวนให้นึกถึงใครบางคนที่หายตัวไปจากข้างกาย


"ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เราได้พบกันอีกครั้งนะทิโมที"


"ผมก็ยินดีที่ได้พบกับท่านอีกครั้งเหมือนกัน"


คำทักทายและการจับมือชั้นมิตรมีขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นทางการก่อนที่ชายผู้นั้นจะหันไปสั่งการกับหนุ่มใหญ่ที่เดินนำแขกเข้ามา


"พอลไปเรียก ราฟาเอล มาที่นี้หน่อยสิ"


"ได้ขอรับนายท่าน" คนที่ชื่อว่า พอล ทำความเคารพก่อนหายไปยังประตูที่อยู่เบื้องหลังของแซนซัส ในขณะที่ทิโมทีเริ่มสนทนากับเจ้าของบ้านและลากให้แซนซัสนั่งลงข้างๆตน


"วันนี้ผมมาที่นี้ เพื่อแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้นำตระกูลเอลม์มองค์คนใหม่ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวองโกเล่และเอลม์มองค์จะเป็นมิตรที่ดีกันต่อไป"


"


ก็อกๆ


ไม่ทันที่อีกฝั่งจะได้ตอบกลับเสียงเคาะจากประตูที่หนุ่มใหญ่เดินเข้าไปก็ดังขึ้น พร้อมๆกับเสียงคุ้นหูที่เอ่ยอย่างสุภาพ


"ผมมาแล้วครับ ท่านพ่อ"


ทิโมทียิ้มให้กับผู้มาใหม่ ในขณะที่แซนซัสกำลังตกตะลึงกับภาพตรงหน้า


ชายหนุ่มร่างโปร่งบางผู้หนึ่งในชุดสูทสีขาวที่กลืนไปกับเส้นผมสีเงินยาวที่ถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าเบื้องหลัง ใบหน้าหวานที่งดงามกว่าอิสตรีประดับไปด้วยหยาดอควอรีนสีจางซึ่งไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นมาสบกับเพลิงที่ลุกอยู่ในดวงตาสีโลหิต และเหนือสิ่งอื่นใด ชายคนนั้น คือ ไอ้สวะที่เขากำลังจะตามหา นั้นเอง


"เจ้าก็รู้จักเสียสิแซนซัส คนนี้คือ ดยุค ราฟาเอล ชาร์ด เอลม์มองค์ ผู้สืบทอดรุ่นที่ 152 ของตระกูล เอลม์มองค์" เสียงทุ้มๆของพ่อบุญธรรมเอ่ยเตือนสติ แต่ดูเหมือนจะยากเกินที่จะทะลุเข้าไปในโสตประสาทที่กำลังตกตะลึง


.. ไอ้สวะสคอลโล่ ..


... แซนซัส ...



.
.
.

TBC

หายหัวไปนานมากเกือบ 2 เดือน กลับมาแล้วค่า เป็นเดือนวิกฤตของชีวิตจริงๆ งานเข้าตลอดเวลา (เหนื่อยมากเลยค่ะ) กลับมาพร้อมฟิคใหม่ แต่เป็นฟิคสั้นค่ะ 3 ตอนจบ (โดนปาหัว ของเก่าดองไม่พอหรือไง) ไม่ได้ดองนะค่ะ แต่มีข่าวร้ายคือ แต่งตอนใหม่เสร็จแล้วแต่เปิดไม่ได้ ตอนนี้คอมมีปัญหา ไม่สามารถบูท windown ได้ กำลังเอาไปเข้าโรงหมอ (ขอให้รอด ขอให้รอด) เขาบอกว่าใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ซ่อม เลยยังไม่สามารถอัพตอนใหม่ได้ ขอโทษทุกคนด้วยนะค่ะ แต่ด้วยความอยากจัดเลยขอแต่งฟิคนี้แก้ขัดไปก่อนนะค่ะ

edit @ 27 Sep 2009 20:14:15 by mod1234

enough/ XS/ up 6

posted on 15 Aug 2009 17:30 by mod1234-takoyaki  in FIC
บทที่ 6


ไฟสงครามมอดลงเมื่อต้องเปลวไฟที่ร้อนแรงกว่า ไม่ช้าสายฝนฉลองชัยก็โปรยปรายถ้วนทั่ว แม้ความปราชัยของเหล่าผู้รุกรานที่จะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ยามนี้ชาวเมืองส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะหลบฝนที่พร่างพรมอยู่ภายในบ้านของตน ไม่เว้นแม้แต่เหล่าวาเรียเองที่ถอนกำลังกลับคืนยังที่ตั้ง คงเหลือแต่เหล่ากองหน้าจำนวนหนึ่งที่คอยประเมินสถานการณ์อยู่บริเวณชายฝั่งเท่านั้น แม้เวลาล่วงเลยเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ แต่ฝนยังไม่มีท่าทีจะซ่าลงแต่อย่างใด


"มีเอกสารด่วนจากเลวี่ค่ะ ขออนุญาติเข้าไปนะค่ะ" เสียงเคาะประตูเป็นจังหวะดังขึ้นหน้าห้อง พร้อมกับคำขออนุญาตของลุซซีเรีย และในชั่วไม่กี่วินาทีต่อมาเสียงห้าวๆก็ตอบกลับมาจากอีกฝั่งหนึ่งของประตู


ประตูบานใหญ่เปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเตียงหนา แผงอกกำยำเปี่ยมไปด้วยกล้ามเนื้อเปลือยเปล่าล้อสายตาจนอดใจสั่นไม่ได้ทุกครั้งที่ได้ยลใกล้ๆ แต่วันนี้กลับมีสิ่งที่ผิดแผลกออกไป


"บอส! บาดเจ็บหรือค่ะ" ลุซซีเรียร้องอย่างตกใจรีบวางเอกสารบนโต๊ะใกล้ๆ พลางเดินเข้าไปหาคนบาดเจ็บ แต่ไม่ทันจะถึงตัวเสียงตวาดแรงก็ดังสั่งมาเสียก่อน


"ไม่ต้องมายุ่ง วางเอกสารไว้ตรงนั้นแล้วไสหัวออกไปซะ" เสียงห้าวตวาดอย่างหงุดหงิด สายตาร้อนแรงที่เหลือบมองทำให้กระเทยสาวได้แต่ยืนนิ่ง แต่แม้ผู้เป็นบอสจะเอ่ยปากไล่กระเทยสาวยังคงยืนจ้องมองด้วยความเป็นห่วง แผ่นหลังแกร่งที่เคยผึ่งผ่ายทุกสถานการณ์ ยามนี้กลับได้รับบาดเจ็บ แม้จะไม่มากมายแต่ก็เพียงพอที่จะเรียกเลือดของนภาแห่งรัตติกาลให้รินไหล


มือหยาบข้างหนึ่งพยายามใส่ยาให้ตัวเองอย่างทุลักทุเลเพราะความไม่คุ้นชินประกอบกับบาดแผลที่อยู่กลางหลัง ความยากลำบากที่ได้รับทำให้อดสถบดังๆไม่ได้ ลุซซีเรียมองตามด้วยความเป็นห่วงแต่ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะออกไปตามคำสั่งดี หรือจะขัดคำสั่งเข้าไปปฐมพยาบาลนายตัวเองดี และดูเหมือนแซนซัสสามารถรับรู้ถึงสายตานั้นเพราะดวงตาคมกริบสีเลือดพลันจ้องกลับอย่างเกรี้ยวกราด


"ฉันสั่งแกว่าให้ไสหัวไปให้พ้น!"


คราวนี้ลุซซีเรียต้องล่าถอยออกไปโดยดี ทิ้งให้บอสแห่งวาเรียอยุ่เพียงลำพัง เมื่อลับร่างหนาของกระเทยสาว มือหยาบจึงเริ่มปฐมพยาบาลตนเองอีกครั้ง แต่ด้วยความไม่ถนัดทิงเจอร์ไอโอดีนจึงหกลงบนผ้าปูเตียงสีขาวบริสุทธิ์ คราบยาและเลือดกระจายไปเป็นย่อมๆ มีบางส่วนที่ซึมลงมายังผ้าปูที่นอนจนเปื้อนเป็นด่างดวง


ดวงตาสีเลือดมองตามหยาดน้ำยาที่ซึมขยายตัวที่ละนิดอย่างช้าๆ ก่อนเบือนสายตาออกไปสู่สายพิรุณที่โปรยปรายที่ทำให้อดคิดถึงอีกคนหนึ่งไม่ได้


.... ไอ้สวะไม่รับผิดชอบ......

.
.
.


อีกฝั่งหนึ่งของเกาะ ต้นไม้ในป่าเริ่มคืนสู่ชีวิตชีวาอีกครั้ง หยาดน้ำใสร่วงจากผืนนภาลงสู่แมกไม้ จากละอองฝนละอองหนึ่งรวมตัวกลายเป็นหยาดนทีหยดจิ๋วก่อนค่อยๆโน้มกายลงตามแรงดึงดูดจนไหลรอนลงจากผืนผ้าใบสีเขียวที่ก่อร่างสร้างตัวมันสู่เบื้องล่าง


ภายในบ้านต้นไม้ 2 ร่างยังคงนอนพักผ่อน ร่างเล็กของเด็กน้อยซุกซบกับอกอุ่นของคนที่นอนอยู่ใกล้ๆ บรรยากาศรอบด้านแม้จะหนาวเย็นจากหยาดฝนแต่ก็มีความอบอุ่นเจืออยุ่รอบๆกาย มองเพลินๆ คงไม่มีใครเชื่อว่า หนึ่งในนั้น คือ ยมทูตสีเงินแห่งวาเรีย ผู้ปลิดชีวิตศัตรูได้ดุจร่ายระบำ


ความเย็นชื้นภายนอกช่วยปลุกร่างโปร่งให้ตื่น เหลือบมองออกไปพระอาทิตย์คล้อยลงไปค่อนข้างมากแล้ว ร่างบางขยับอย่างแผ่วเบาด้วยกลัวจะไปปลุกให้เด็กน้อยที่นอนพักผ่อนอยู่ใกล้ๆ ตื่นขึ้นมาด้วย ก่อนเดินเลี่ยงไปทางประตู


.
.
.


เกือบเลยเวลามือค่ำแล้ว กว่าสคอลโล่จะกลับมาถึงบ้านพักอีกครั้ง และเหมือนเช่นเคยเมื่อทันทีที่เปิดประตูกลิ่นซุบหอมๆ ก็ลอยสวนออกมาทำให้กระเพราะที่อดมาทั้งวันส่งเสียง แม้ใจจะประท้วงว่าไม่อยากไปเพราะอาจจะเจอคนใจร้ายบางคนก็ตาม แต่สุดท้ายความต้องการทางกายก็ชนะใจอีกครั้ง


ในห้องรับประทานอาหารอันอบอุ่นด้วยแสงจากเตาไฟ กระเทยสาวในชุดผ้ากันเปื้อนที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนา กำลังข้นซุปเดือดๆ ราวแม่บ้านมือฉมัง แต่แม้จะหันหลังให้ ผู้พิทักษ์แห่งอรุณก็ฉมังพอจะรู้ว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้อง


"กลับมาสาย แต่พอดีกับที่อาหารเสร็จเลยละจ้ะ สคอลโล่ " เสียงใสทักอีกฝ่าย ทั้งที่หันหลังตักซุปขึ้นมาชิม สคอลโล่ที่หมายจะลอบย่องมาหยิบของกินในตู้เย็นที่อยู่อีกฝากของครัวก่อนหลบขึ้นห้องไป จำต้องกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้แทน ดวงตาสีน้ำค้างมองไปรอบๆ แต่ไม่พบผู้ใดจนอดแปลกใจไม่ได้


"พวกไอ้เบลมันหายไปไหนแล้ว"


"บอสสั่งให้พวกนั้นไปตรวจตราตรงชายฝั่งนะจ้ะ คงอีกพักใหญ่ๆ กว่าจะกลับมา สคอลโล่จะทานก่อนเลยไหม"


"อืม"


ซุบข้น เนื้อผัดกับผัก และขนมปังร้อนถูกลำเลียงออกมาจัดวาง สคอลโล่เริ่มลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างหิวโหย และไม่ช้าจานอาหารตรงหน้าก็ว่างเปล่า แต่เพียงร่างโปร่งก้าวถึงทางเดิน กระเทยสาวก็เรียกให้หยุดเสียก่อน


"เดียวสิ! สคอลโล่"


"มีอะไร"


"วันนี้คาสโทรคงไม่กลับมาใช่มั้ย เจ๊อยากเอาอาหารเย็นไปให้สักหน่อย"


"ไม่ต้องห่วงหรอก คาสโทรมันหาของกินได้อยู่แล้ว"


"อย่างไงเจ๊ก็อยากเอาไปให้ เป็นของของโทษแทนบอสด้วยไง"


"................. งั้นก็ขอบใจมาก ฉันจะเอาไปให้มันเอง"


"ไม่ต้องหรอกเจ๊ไปเอง บอกทางมาก็พอ แต่เจ๊มีเรื่องอยากขอร้องให้สคอลโล่ช่วยอย่าง"


"ช่วย?"


"ถ้าว่างๆนายไปดูบอสสักหน่อยก็ดี"


"ทำไม"


"ก็บอสไม่รู้ไปทำอีท่าไหน 100 วัน 1000 ปี ไม่เคยได้แผลไม่รู้วันนี้ไปทำอะไรเข้าได้แผลใหญ่มากเลย จะทำแผลให้ก็ไม่ยอมอีก บอกว่าจะทำเอง แผลมันอยู่กลางหลังขนาดนั้นมันจะไปถนัดได้อย่างไงเล่า ไปซ้ำซี้มากๆ ก็ถูกไล่ออกมา จนเจ๊เข้าหน้าไม่ติดแล้ววันนี้ จะวานพวกเบลก็ไม่รู้ว่าจะกลับมากี่โมงกันอีก เลยคงต้องอาศัยสคอลโล่ คงพอทำอะไรได้บ้าง"


"ดื้อเป็นกระทิงไม่เปลี่ยน ไม่รู้หรือไงว่าไปโดนอะไรมา"


"อันนี้เจ๊ก็ไม่รู้นะเห็นแวบเดียว แต่อย่างไงสคอลโล่ก็ขึ้นไปดูบอสหน่อยแล้วกัน"


"ทำไมฉันต้องไปด้วย ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับหมอนั้นอีกต่อไปแล้ว ต่อให้มันตายก็ไม่ใช่ธุระของฉัน"


"แหม ถึงจะไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว แต่อย่างน้อยในฐานะผู้ว่าจ้างก็ควรลงไปดูดำดูดีผู้รับจ้างหน่อยนะจ้ะ"

.
.
.

บาดเจ็บ ....

คนอย่างหมอนั้นเนี้ยนะ ตลกละ ...



ร่างบางคิดพลางเดินเอื้อยๆ ไปยังห้องของแซนซัส แม้ใจหนึ่งจะปฎิเสธ แต่อย่างน้อยวันนี้แซนซัสก็ช่วยเขาไว้จะปล่อยให้ตายไปก็คงทำให้เขาฝันร้ายไปหลายวัน คิดพลางก็เหลือบเห็นรอยแผลยาวบริเวณเรียวแขนตน สมองก็พลันคิดเหตุผลที่แซนซัสได้รับบาดเจ็บที่แม้แต่ตัวเองเองก็ยังไม่เชื่อในความคิด เพราะหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาก็เห็นแซนซัสยังแข้งแรงเป็นกระทิงเหมือนปกติ มีแรงมากพอจะต่อยคาสโทรกระเด็นไปติดต้นไม้ด้วยซ้ำ


ไม่ใช่หรอก ...


คนอย่างหมอนั้นไม่มีทางปกป้องคนอื่นได้หรอก ...


มันคงแค่บังเอิญซวย หลบไม่ทันเท่านั้นละ ....



สคอลโล่สะบัดหน้าอย่างแรงเพื่อหลบความคิดว่าแซนซัสเอาร่างของตนปกป้องเขาและคาสโทรไว้จากสะเก็ดระเบิด แม้จะแปลกใจไม่น้อยก็การที่ตัวเองรอดจากแรงระเบิดโดยมีแผลเพียงที่แขนก็ตามที


.
.
.


เสียงเคาะประตูดังสลับกันเกรียวคลื่น แต่ไร้สัญญาณตอบกลับ สคอลโล่ถือวิสาสะในฐานะเจ้าของบ้านเปิดประตูเข้าไปภายใน หน้าต่างที่อยู่ตรงข้ามประตูเปิดกว้างทำให้ลมทะเลยามเย็นโบกพัดเข้ามา อุณภูมิแถบทะเลทำให้ภายในห้องร้อนชื้น แต่ก็ไม่มากจนเกินไป ดวงตาสีวารีเหลือบเห็นชายหนุ่มคนที่เขากำลังตามหานอนขดตัวอยู่บนเตียงใหญ่ตั้งอยู่ติดผนังด้านหนึ่งที่หันหน้าออกไปเห็นทะเลใหญ่ ผ้าห่มสีสดของท้องถิ่นคลุมตัวบอสแห่งวาเรียหมิ่นเหม่เผยให้เห็นกล้ามอกสีเข้มโผล่พ้นสาบเสื้อเช็ตสีขาวซึ่งชายหนุ่มใส่ประจำที่ถูกปลดกระดุมออกเกือบหมดเหมือนต้องการระบายความร้อน แต่สิ่งสะดุดตามากกว่ากลับเป็นแผนพันแผลผืนโตที่โอบอยู่รอบกล้ามเนื้อท้องราบเรียบ


ผืนผ้าสีขาว ยามนี้กลับถูกย้อมด้วยด่างดวงสีแดง แม้จะไม่มากมายแต่ก็แปลกตาที่ได้เห็นหยาดโลหิตของนภาต้องรินไหล มือเรียวเอื้อมลงไปหวังปลุกอีกฝ่าย แต่ไอร้อนที่สัมผัสได้จากผิวเข้มกลับทำให้แปลกใจ



ตัวร้อนจัด ...

เป็นไข้งั้นหรือ ....





"เฮ้ย แซนซัส ลุกขึ้นมาหน่อยสิว่ะ" สคอลโล่เพิ่มแรงเขย่าอีกนิด หวังปลุกให้ขึ้นมากินยา กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงนอนนิ่ง ใบหน้าหล่าเหลาที่ฉาบไปด้วยมลทินในอดีตทอแววกระสับกระส่าย เรือนผมสีดำชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ


" .....................................อย่า............................." แว่วเสียงครางแต่จับความไม่ได้ออกมาจากคนที่นอนอยู่ จนสคอลโล่ต้องก้มลงไปให้ใกล้มากขึ้นเพื่อฟัง แต่ก็ไม่สามารถจับความได้อยู่ดี


"ตื่นโว๊ย!" ไม่รู้ว่าจะด้วยสิ่งใดแต่ท่าทางอ่อนแอของแซนซัสกลับทำให้สคอลโล่ยิ่งโมโห มือเรียวเขย่าร่างที่นอนอยุ่อย่างแรงจนเส้นผมสีขาวโบกสะบัดคล้ายปีกที่งอกออกมาจากกลางหลัง



!!!!!!!!!!!!!!!



เศษเสี้ยวของวินาทีนั้นเอง ที่อ้อมแขนแกร่งหรั่งร่างโปร่งให้ลงมาแนบชิด ใบหน้าหวานถูกกดลงบนอกอุ่น เส้นผมสีขาวกระจายไปทั่วอกกว้าง พร้อมๆ กับเสียงโวยวายดังลั่นของคนที่ถูกกอดไม่ทันตั้งตัว


"เฮ้ย!" ใบหน้าหวานแดงกล้ำด้วยความโกรธแค้นว่าตนถูกแกล้งดุจของเล่นเหมือนเคย แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนเพียงใดก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากแขนแกร่งออกไปได้ ดวงตาสีใสเงยขึ้นหวังสบตากับดวงเนตรสีเพลิงด้วยความเกรี้ยวกราด แต่ต้องผิดหวัง เพราะผู้ที่โอบกอดนั้นหาได้มีสติไม่


จังหวะการหายใจแสดงให้เห็นว่านภาแห่งรัตติกาลยังคงหลับลึก แต่ใบหน้ากลับดูร้อนรุมราวอยุ่กลางเปลวไฟ ริมฝีปากที่กล้ำแดงด้วยพิษไข้ยังคงขมุบขมิบด้วยเสียงแผ่วเบาดุจละเมอ


"........ได้โปรด.....................อย่า.............ไม่............." ความใกล้ชิดทำให้ฉลามคลั่งได้ยินถ้อยคำชัดเจนขึ้น แต่สติเหลือเวลาคิดไตร่ตรองเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ก่อนที่มือหนาข้างหนึ่งที่โอบไหล่ของเขาจะพลันช้อนวงหน้าหวานให้เงยขึ้น พร้อมๆกับริมฝีปากสีจางที่อ่อนล้าจะทาบทับ


กลีบปากบางดิ้นรนหวังให้หลุดพ้นจากคนที่จาบจ้วง แต่จูบในวันนี้กลับแตกต่าง จะเป็นเพราะไร้สติ ไร้ความต้องการที่รุนแรง หรือสิ่งใดก็ตามที แต่วันนี้จูบที่ร่างโปร่งได้รับช่างอ่อนโยน จนเหมือนกาลเวลาหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งหยุดการเคลื่อนไหว ริมฝีปากบางบดเบียบละเลียดลิ้มความหวานอย่างแผ่วเบา ไร้การรุกรานเช่นวันก่อน ทุกจังหวะเต็มไปด้วยความรุ้สึกเทิดทูนเหมือนกับลิ้มรสอาหารสวรรค์ เหมือนสัมผัสที่ข้าทาสผู้หนึ่งมอบให้แก่นายเหนือชีวิต


ร่างโปร่งลอยละล่องไปกับกระแสธารแห่งอารมณ์ที่เกิดจากจูบที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งมีค่านั้นจวบจนอีกฝั่งถอนริมฝีปากออกไป ดวงตาสีเทาเผยอขึ้นแนบช้า ปรากฎเป็นภาพใบหน้าที่ร้อนรนเมื่อครุ่สงบนิ่งลง เสียงหายใจอุ่นๆที่ได้ยินกลับมาเป็นจังหวะแสดงว่าแซนซัสยังคงหลับสนิท มือเรียวไล้สำรวคางมนไล่มาตามรอยแผลจนถึงกรามได้รูปอย่างไม่รู้สึกตัว แต่จังหวะนั้นเองเสียงที่ก้องออกมาจากภายในอกด้านซ้ายของตนจังหวะหนึ่งทำให้สคอลโล่หลุดออกมาจากภวังค์ทันที


ตึก

!!!!!



สคอลโล่พลันสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุม ยืนตัวสั่น มือบางแตะริมฝีปากบางของตนสั่นเทา ดวงตาหวาดหวั่นกับความอ่อนแอที่ไม่อาจปฎิเสธได้เหมือนครู่ ขาเรียวหันหลังกลับและออกตัววิ่งอย่างเร็วออกไปจากตรงนั้น ออกไปจากบริเวณนั้น ออกไปให้ไกลจากชายหนุ่นคนนั้น ออกไปจนจิตวิญญาณไม่อาจถวิลหาไออุ่นจากอกแกร่งนั้นอีกต่อไป


.
.
.


ประตูห้องสีขาวถูกปิดแรงจนน่ากลัวว่ากลอนที่เชื่อมมันไว้จะหลุดออกมา แต่เจ้าของห้องกลับไม่ได้ใส่ใจเมื่อตรงไปยังลิ้นชักเล็กที่อยุ่ในสุดของตู้ กุญแจถูกไขก่อนที่ลิ้นชักจะถูกเลื่อนออกมา เผยให้เห็นข้างในที่มีเพียงเครื่องเล่นเทปฝุ่นกรั้งหนึ่งเครื่องวางโดดเด่น


มือเรียวค่อยๆ หยิบเครื่องเล่นเทปสีดำขึ้นมาอย่างถนอม วางลงกับพื้นโต๊ะไม้ ไม่ช้าเสียงคลั๊กๆของหัวเทปก็ดังก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงบทสนทนาที่เขาเคยได้ยินมาไม่ต่ำกว่า 1000 หน 10000 ครั้ง จนทุกคำพูดสลักลงไปบนใจที่ด้านชา


และเหมือนเดิมทุกครั้งไป เมื่อหลังจากเสียงโทรศัทพ์ดังขึ้น ก็จะตามมาด้วยการไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบและการรายงานภารกิจของปลายสายด้านหนึ่ง หลังจากนั้นเสียงชายแก่ชราคนหนึ่งก็จะดังขึ้น


"แซนซัส พ่อถามจริงๆ สคอลโล่เป็นอะไรของเจ้า" ริมฝีปากบางพูดตามทุกถ้อยคำได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ก่อนเว้นช่วงให้อีกเสียงในเทปเป็นผู้ตอบกลับเขา


"มันก็แค่ไอ้สวะของเล่นแก้เบื่อเท่านั้น"


"เขาเป็นถึงรองหัวหน้าแห่งวาเรีย เจ้าจะทำเหมือนเขาเป็นเพียงนางบำเรอเจ้างั้นหรือ"


"มันจะเป็นรองหัวหน้า หรือ แค่ไอ้สวะ มันก็เป็นเพียงของเล่นของฉันเท่านั้น ถ้ามันทำตัววุ่นวายเกินหน้าที่ของมันเมื่อไร ก็แค่กำจัดมันทิ้งเหมือนไอ้พวกนางบำเรอตัวอื่นก็พอ"




...แค่กำจัดมันทิ้งเหมือนไอ้พวกนางบำเรอตัวอื่นก็พอ

...แค่กำจัดมันทิ้งเหมือนไอ้พวกนางบำเรอตัวอื่นก็พอ


...แค่กำจัดมันทิ้งเหมือนไอ้พวกนางบำเรอตัวอื่นก็พอ



บทสนทนาในเทปยังคงดำเนินต่อไป และก็เหมือนทุกครั้งไปที่หยาดน้ำตาของพิรุณจะร่วงรินสู่ธรณีอีกครา


.
.
.


หยาดน้ำตาสีใสยังคงรินไหล ภาพเหตุการณ์ในอดีตค่อยๆฉายเหมือนฉากละครซ้ำๆ


กลางดึกของคืนนั้นเมื่อ 3 ปีก่อนเขาที่อยู่ในสภาพที่มีเพียงผ้าห่มคลุมตัวผืนเดียวหลังจากที่ทำหน้าที่เป็นนางบำเรอให้กับแซนซัสด้วยความเต็มใจ จำต้องสนทนากับทิโมที บอสรุ่นที่ 9 แห่งวองโกเล่แฟมิลี่


ดวงตาสีเทาของผู้เฒ่าทอดมองอย่างอ่อนโยน แม้ร่างโปร่งในสภาพผ้าคลุมผืนเดียวจะยิ่งกระตุ้นความอยากได้มากมายเพียงใด แต่หามีแววราคะซ่อนเร้นอยู่ในดวงตาอบอุ่นคู่นั้น แม้แต่อิเอมัสสึที่ยืนอยุ่ด้านหลังเอง ก็ยังคงยืนนิ่งไม่แสดงสีหน้าใด


บอสแห่งวองโกเล่หน้าตาจริงจัง พลางหยิบยื่นเครื่องเล่นเทปขนาดจิ๋วเครื่องหนึ่งมาให้ เขาจำได้ว่าตอนนั้นเขาหวาดกลัวเครื่องเล่นนั้นมาก มันเหมือนงูพิษที่เตรียมจะฉกเขา แต่ด้วยศักดิ์ศรีทำให้จำต้องกดปุ่ม play แล้วพิษของงูนั้นก็พุ่งตรงทำลายหัวใจเขาจะฉีกขาดในทันที

.

วินาทีนั้น เขาจำได้ว่าตัวเองคล้ายหลุดออกจากวงโคจร เหมือนโดดร่มโดยไร้เสื้อชุชีพ แต่เขาก็ไม่ร้องไห้ ความจริงเขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นตนเองหายใจหรือเปล่า เพราะมันเหมือนลมหายใจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป


"พอเถิดนะ สคอลโล่อย่าดิ้นรนอีกเลย ถึงแม้เธอจะไม่ใช่ลูกของฉันเหมือนแซนซัส แต่ฉันก็เห็นเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก ฉันไม่อยากเห็นเธอวิ่งไล่ตามหาความรู้สึกที่ไม่มีทางเป็นจริงอย่างเจ็บปวดอีกแล้ว"


"..................."


"ไปเถิด ไปให้ไกลจากที่นี้ ไปให้ไกลจากแซนซัส ไปหาใครสักคนที่จะมอบความรักที่แท้จริงให้กับเธอ"

"ฉัน .... ฉัน ....ฉัน"

"ไปเสียเถิด ปัญหาทุกอย่างฉันจะแก้ไขให้เธอเอง"

เขาไม่รู้ว่าตัวเองเดินกลับไปที่ห้องพัก เก็บข้าวของได้อย่างไร ไม่รู้สึกตัวเมื่อเดินไปตามทางเดินยาวที่นำไปสู่ประตูหนาของวาเรีย ความทรงจำในวันนั้นมันเลือนลางเหมือนหนังที่ฟิมล์เสื่อมคุณภาพ แต่สิ่งเขาจำได้ดีที่สุด คือ ภาพร่างหนาของผู้ใหญ่ 2 คนที่มีผืนหลังเป็นปราสาทใหญ่กำลังยืนมองส่งเขาจวบจนรถสปอร์ตหรูของขวัญจากวองโกเล่จะหายลับไปกับความมืด ซึ่งถ้าย้อนกลับมาตอนนี้ เขาเองก็รู้สึกขอบคุณไม่น้อยที่สิ่งนี้ทำให้เขาตาสว่าง เลิกรอความรักที่ไม่สมหวัง และทำให้เขาได้มารู้จักกับการเป็นที่รัก แม้มันจะเป็นเพียงชั่วเวลาไม่นาน

.
.
.

... ขอโทษนะ ริคาร์โด้ ฉันผิดสัญญากับนายอีกแล้ว ...

... ทั้งๆ ที่นายเคยให้ฉันสัญญาว่าจะไม่ฟังเทปนั้นอีกต่อไป ...

... ทั้งๆ ที่นายเคยบอกให้ฉันทำลายเทปนี้ทิ้งซะ ...

... ทั้งๆ ที่นายเคยให้ฉันสัญญาว่าจะไม่ร้องไห้เพราะเรื่องๆนี้อีกต่อไป ...

... ทั้งๆ ที่นายเคยให้ฉันสัญญาว่าจะไม่เจ็บปวดเพราะคนๆนั้นอีกต่อไป ...

... แต่ฉันก็ผิดสัญญากับนายอีกจนได้ ...

... นายคงจะโกรธฉันสินะ ...

... แต่นี้เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะกำจัดความทยานอยากและความทะเยอทะยานของฉันได้ ...

... มีเพียงต้องกรีดหัวใจตัวเองให้เป็นแผลลึกจนถึงแก่นใจชั่วนิรันด์ ...

... มีเพียงแต่ตอกย้ำถึงความไร้ค่าของตนในสายตาของเขาคนนั้นเท่านั้น ...

... ที่จะทำให้ฉันไม่ตั้งความหวังกับคนๆนั้น ...

... ที่จะทำให้ฉันไม่ถวิลหาสัมผัสนั้น ...

... ที่จะทำให้ฉันไม่ใจสั่นทุกครั้งที่สบตากับหยาดโลหิตคู่นั้น ....

... ที่จะทำให้ฉันไม่รักแซนซัสได้ต่อไป ...

.
.
.



"หมายความว่าอย่างไงว่ะ เอาคนเอาของไปมากขนาดนั้นกลับแพ้ไอ้พวกชาวบ้านมีกำลังแค่หยิบมือ" โต๊ะตัวใหญ่ปลิวไปตามแรงแตะของ กุลสต๊าฟ กระโดนไปยังประตูเหล็กของเรือรบจนเป็นรอยยุบ ท่าทางเกรี้ยวกราดทำให้ลูกน้องนายหนึ่งที่มารายงานได้แต่ตัวลีบรายงานต่อด้วยความหวาดกลัว


"พวกมันเล่นซ่อนระเบิดไว้ในเมืองที่พวกเราไปถล่มวันก่อน พวกผมประมาทเลยตั้งตัวไม่ทันนะครับ"


"ไอ้สวะพวกนั้นมันเอาระเบิดมาจากไหนมากพอจะระเบิดเมืองท่าเรือได้"


กุลสต๊าฟเอ่ยตอบอย่างเกี้ยวกราด แต่ทันใดนั้นเสียงแหลมสูงปริศนาก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง


"ไม่ใช่พวกชาวบ้านหรอก"


"ทำไมแกถึงพูดอย่างนั้น เรลี่" แม่ทัพใหญ่ของกองทัพ มองตามเสียงเรียก ไกลออกไปยังประตูห้อง เงามืดใต้แสงสลัวของตะเกียงดูลีกลับ ความมืดมิดทำให้มองเห็นผู้มาใหม่ได้ไม่ชัดเจน กระนั้นผู้มาใหม่ก็ได้ยินคำถามพลางแย้มยิ้ม เสียงหวีดอากาศก็ดังขึ้นพร้อมๆกับมีดสปาร์ต้าเล่มยักษ์ที่ลอยมาปักอยู่ข้างใบหูของ กุลสต๊าฟ พอดิบพอดี กระนั้นเป้านิ่งเมื่อครู่ก็ไม่ได้หวาดหวั่น เพียงแค่ดึงมีดที่ปักอยู่มาพิจารณาเท่านั้น


"ก็แค่มีดสปาต้าธรรมดา"


"ไม่ช่าย ~ มันเป็นมีดที่มีกลิ่นของนักฆ่าปนอยู่" น้ำเสียงกวนๆ ของเรลี่ เอ่ยตอบอย่างสนุกสนาน


"แกรู้ได้อย่างไง"


"เพราะเสือย่อมดมกลิ่นเหยื่อที่จะล่าได้นะสิ อิอิ"


"งั้นหรือ"


"งั้นแกรับผิดชอบงานนี้ไป จะใช้วิธีไหนก็ได้ ขอเพียงฆ่าไอ้พวกชาวบ้านที่ต่อต้านพวกนั้นได้หมดก็พอ"


"อิอิอิอิ รับทราบ ท่านแม่ทัพ"


มีดสปาร์ต้าเล่มเดิมถูกวางไว้บนโต๊ะ และร่างของเรลี่ก็หายลับไปกับความมืด ทิ้งให้แม่ทัพใหญ่ยืนยิ้มเมื่อคิดถึงความสนุกของการต่อสู้ที่รออยุ่เบื้องหน้า


"แรลี่งั้นหรือ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าพวกมันจะรับมืออย่างไง"

.
.
.

TBC

มาต่ออีก 1 บทแล้วค่ะ กราบสวัสดีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน สบายดีบ่ โอ! ข้าเจ้าสบายดีค่ะ บทที่ 6 แล้ว สำหรับ FIC เรื่องนี้ นับว่ายาวกว่าที่คิดไว้ ต้องขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะค่ะ

ปล.ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่าน และขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับคอมเม็นต์ทุกคอมเม็นต์ค่ะ

edit @ 15 Aug 2009 17:33:33 by mod1234

enough/ XS/ up 5

posted on 25 Jul 2009 15:06 by mod1234-takoyaki  in FIC
Title : enough
Pairing : xs
Rating : PG


บทที่ 5



รุ่งเช้าแห่งปฎิหาร์คืบคลานมาอย่างเชื่องช้า ท้องฟ้าสีทมิฬเริ่มแจ่มจางยามต้องอรุณรุ่งที่เฉิดฉาย แม่ค้าสูงวัยเจ้าของร้านขายขนมปังยันกายขึ้นจากเตียงนอน แรงขยับปลุกให้คู่ชีวิตเคียงกายตื่นขึ้น


"จะไปเปิดร้านแล้วหรือ ยายเฒ่า เปิดไปก็ไม่มีคนมาซื้อหรอก ทุกคนเข้าหนีออกไปจากเกาะนี้หมดแล้ว เปิดไปก็มีแต่ขาดทุน เกาะนี้มันหมดหวังแล้ว" เสียงแหบของตาแก่ถามอย่างหมดหวัง ขณะมองภรรยาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว

"ได้อย่างไงละตาแก่ ฉันเปิดกิจการขายขนมปังบนเกาะนี้มา 20 ปี ไม่มีทางที่จะยอมแพ้พวกมาเฟียหรอก" แม่ค้าชราตอบกลับอย่างโมโหก่อนพาร่างอวบอั้นเคลื่อนย้ายออกไป ทิ้งให้คู่ชีวิตที่หมดกำลังใจนอนนิ่งอยู่บนเตียงหลังเก่าเก็บเพียงลำพัง แต่ในอีกไม่กี่นาทีถัดมานั้นเอง



!!!! ว้ายยยยยยย



เสียงคุ้นชินกรีดร้องลั่นดังก้องบ้านไม้หลังเตี้ย ปลุกให้ตาเฒ่าลุกพรวดพลาด ร่างชราโขยกเขยกไปตามทางเดินด้วยความเร็วเท่าที่ขาอันสั่นเทาตามวัยจะสามารถพาไปได้ ก่อนเปิดประตูที่นำไปสุ่หน้าร้านเพื่อพบภรรยาตนที่มองไปยังเด็กหนุ่มผมทองคนหนึ่งที่มีชุดหนังสีดำคลุมอยู่กำลังนั่งอยู่บนเคาเตอร์กินขนมปังอย่างเอร็ดอร่อย เศษขนมปังเกลื่อนพื้น ขณะที่ภายในตู้เก็บปรากฎร่องรอยการรื้อค้นกระจายไปทั่ว


"ชิชิชิ อร่อยมากเลย โดยเฉพาะ ช็อคโก้อัลมอล์ ลุซซีเรียยังทำอร่อยไม่เท่าเลย" เด็กหนุ่มแปลกหน้าฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่วนเอ่ยชม แต่ผู้ทำยังคงตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นประตูบานหนาที่มีร่องรอยการถูกงัดเงาะก็เปิดขึ้นเผยให้เห็นชายฉกรรจ์ท่าทางสุภาพที่เดินเข้ามาหาเด็กหนุ่มแปลกหน้านั้น


"ท่านเบลครับ บอสเรียกพบแล้วครับ"


"รู้แล้วๆ เอานี่ค่าขนมปัง ชิชิชิชิ" เด็กหนุ่มคนนั้นหันมายิ้มให้อีกครั้ง พลางหยิบกระเป๋าตังค์ คว้าเอาแบงค์ดอลลาร์ปึกใหญ่วางไว้บนเคาเตอร์ก่อนกระโดดลงมาเดินออกประตู กว่า 2 สามีภรรยาเฒ่าจะรู้ตัวจากความตกตะลึง ร่างเล็กนั้นก็หายไปยังม่านหมอกยามเช้าแล้ว


"นี้ ตาแก่พวกเราฝันไปหรือเปล่า" หญิงชราถามสามีของเธอ ทั้งๆที่ยังกำธนบัตรดอลลาร์ปึกใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่าขนมปังทั้งร้านรวมกันเสียอีก


"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ยายเฒ่า"


.
.
.


ณ บ้านพักริมทะเล ประตูเหล็กดัดบานเล็กเปิดออกตามมาด้วยเสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์ที่เอ่ยทักทายผู้ที่ยืนอยู่กลางลานกว้าง ลมทะเลพัดให้เสื้อคลุมสีดำโบกสะพัดคล้ายร่างทมิฬดูใหญ่โตมากขึ้น


"ชิชิชิ บอส เรียกเจ้าชายมาด่วนขนาดนี้ได้ไง กำลังเล่นกับพวกแมลงสาปที่สเปนสนุกๆอยู่เลย" เจ้าชายอดถามอย่างสงสัยไม่ได้ แต่ยังไม่ทันที่แซนซัสจะได้ตอบ เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ก็พลันดังขึ้นเหนือหัว





พรึบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ




เหนือขึ้นไปบนอากาศ ประตูเหล็กของเฮลิคอปเตอร์ลำโตเปิดขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กของทารกอัลโก่บาเลโน่จะกระโดดลงมาโดยไม่มีแม้แต่ร่มชูชีพ ร่างเล็กร่วงลงกับพื้นด้วยความเร็วสูงจนน่าหวาดเสียว แต่ทันใดนั้นเองราวกับมีลมหอบขึ้นไปด้วยอำนาจวิเศษช่วยชะลอความเร็วจนทำให้ร่างค่อยๆละเลียดล่องลอยลงมาก่อนจะลงสู่พื้นข้างๆเจ้าชายนักฆ่าอย่างแผ่วเบาสวยงาม


"อ้าว!! นี้มาม่อนก็ถูกเรียกมาจากอิตาลีด้วยหรือ" เบลฟาลากอนทักทายผู้มาใหม่อย่างประหลาดใจ


"หมายความว่าไงเนี้ยบอส เรียกมาที่นี้ด่วนทำไม ภารกิจระดับ B แค่ระดับหัวหน้า 2 คนพอแล้วไม่ใช่หรือไง" ร่างเล็กกระชากเสียงถาม ด้วยความไม่สบอารมณ์นัก เพราะถูกเรียกตัวด่วนจากการค้าสำคัญที่ถ้าสำเร็จจะมีเงินไหลเข้ากระเป๋าอีกไม่ต่ำกว่า 100 ล้านดอลลาร์


"ฉันสั่งให้ไอ้เลวี่มันกลับไปดูแลที่ปราสาทแล้ว นี้คือภารกิจใหม่ของพวกแก" เสียงห้าวเอ่ยตอบ ก่อนพยักหน้าไปทางลุซีเรียที่ยืนอยู่ข้างหลัง กระเทยสาวก้าวออกมายังผู้ร่วมงานทั้ง 2 พลางส่งเอกสารภารกิจฉบับใหม่ที่ได้ประเมินสถานการณ์ที่แท้จริงของศัตรู


"ภารกิจระดับ A หรือ ดูจากเงินที่พวกมันจ่ายมาแล้ว อย่างไงก็ได้แค่ระดับ B งานนี้ค่าแรงไม่คุ้มเลย" มาม่อนอดบ่นกระปอดประแปดไม่ได้ ด้วยความที่เป็นผู้ควบคุมบัญชีของวาเรียทั้งหมดซึ่งถ้าพิจารณาจากค่าแรงที่ได้รับมาล่วงหน้าจากรุ่นที่ 9 แล้วนั้น งานนี้มีแต่ขาดทุนกับขาดทุน ทำให้แซนซัสต้องกล่าวตัดบทก่อนที่มาม่อนจะบ่นยาวไปกว่านี้


"งั้นแกก็ไปตกลงเรื่องค่าแรงกับผู้ว่าจ้างมันเอาเอง"


"แล้วไหนล่ะบอส ผู้ว่าจ้าง เจ้าชายยังไม่เห็นเลย"


"ยืนอยู่ข้างหลังแก ตรงนั้นอย่างไงละ" ร่างหนาบุ้ยปากไปทำให้ 2 วาเรียหันกลับไปมอง ณ ต้นสนใหญ่ริมทะเล เส้นไหมสีขาวกำลังปลิวสยายตามแรงลมทะเลที่โบกพัด ร่างโปร่งที่หายหน้าไปกว่า 3 ปี ยืนพิงต้นไม้แกร่งยิ้มน้อยๆ ให้กับอดีตเพื่อนร่วมงาน ความงดงามที่แฝงความแข็งแกร่งไว้ของสคอลโล่ยังคงแจ่มชัดเช่นในอดีต มีแต่
ดวงตาสีน้ำค้างแข็งนั้นที่ดูทอแววโศกเศร้าลง


"สคอลโล่!!!!!" (X2) เสียงร้องทักดังก้อง พร้อมๆกับที่เบลฟาลากอนวิ่งอย่างเร็วไปยังคนๆนั้น ตามมาด้วยมาม่อนที่แม้จะพยายามแต่ขาที่สั้นกว่าทำให้กว่าจะมาถึงสคอลโล่ก็หน้าเขียวหน้าเหลือง เพราะถูกเด็กหนุ่มกอดรัดอย่างแรงจนแทบหายใจไม่ออกแล้ว


"สคอลโล่ๆ จริงๆ ใช่มั้ย เจ้าชายไม่ได้ตาฟาดนะ สคอลโล่ๆ" เด็กหนุ่มเอ่ยเรียกชื่อซ้ำไปซ้ำมา พลางกระโดดขึ้น
ลงด้วยความยินดี ประกายตาหลังเรือนผมสีทองทอประกายล้อกับแสงแดดร้อนอย่างเปี่ยมสุข โดยไม่สนใจว่าอีกฝั่งกำลังหายใจไม่ออก


"เออ! ไอ้เจ้าชายโง่ ปล่อยได้แล้ว หายใจไม่ออกโว๊ย! ไง!สบายดีนะมาม่อน" กว่าจะเกาะมือปลาหมึกออก ร่างโปร่งก็แทบจะหมดแรง ก่อนหันไปยังทารกที่ดุเหมือนจะมีสติมากกว่าอีกฝั่ง


"ทิ้งงานแล้วหายหัวไปเป็นปี แกเตรียมเสียค่าทำงานล่วงเวลาให้ฉันเลยละ" เสียงเล็กๆ เอ่ยอย่างหยันแต่ช่างปะปนไปด้วยไออุ่นเรียกรอยยิ้มจริงใจของร่างโปร่งมากยิ่งขึ้น


"เออๆๆ ขอโทษที งานนี้พวกแกช่วยฉันหน่อยแล้วกัน"


"ชิชิชิชิ ได้อยู่แล้ว"


"จ่ายค่าล่วงเวลาด้วย หมื่นดอลละแก"

"แล้วทำไมสคอลโล่มาอยู่ที่นี้ได้ละ ทำไมไม่ยอมกลับมาหาเจ้าชายบ้างเลย"


ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถาม ก็รุ้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่นหลังเมื่อนภาสีดำก้าวเข้ามาอิงแอบ พร้อมกับก้มลงกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงรัญจวน


"ตามมา" พูดจบข้อมือเรียวก็ถูกคว้าฉุดกระชากลากถูด้วยความเอาแต่ใจ แซนซัสลากสคอลโล่โดยไม่ได้สนใจว่าจะเจ็บปวดหรือร่างบางตีสีหน้าอย่างไร


ประตูห้องนอนถูกถีบให้เปิด พร้อมๆกับร่างโปร่งที่ถุกเหวี่ยงขึ้นไปบนเตียงนุ้มที่ยังเปอะเปื้อนคราบคาวจากวันวาน


"ต้องการอะไร" เสียงหวานถามด้วยความหวาดหวั่นทั้งๆที่พอจะเดาออกว่าอดีตบอสผู้นี้ต้องการอะไรจากเขา แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาสีเพลิงที่วาววับราวราชสีร์ที่จ้องจะขย้ำเหยื่อก็อดที่จะตัวสั่นไม่ได้


"ค่าแรงของฉันอย่างไงละ" เสียงตอบดังมาพร้อมๆกับที่กระดุมเสื้อเชิตของร่างหนาถูกปลดออกอย่างเร็ว สาบเสื้อที่เปิดกว้างเผยให้เห็นไรขนสีเข้มที่กลืนไปกับหน้าท้องแบบราบแต่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อ


"!!!" ดวงตาสีวารีทอแววตะหนกด้วยแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นสัดส่วนที่ห่างไกลมานานอย่างชัดเจน แม้เมื่อคืนเขาจำต้องต้อนรับความเร่าร้อนจนแทบขาดใจนั้นมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในความมืดมีเพียงแสงจันทร์ที่เป็นพยานซ้ำยังรวดเร็วจนไม่อาจจดจำสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามท้องที่สมส่วน ท่อนแขนที่แแกร่งกล้า ตลอดจนวงหน้าคร้ามที่พาดผ่านไปด้วยรอยแผลผสมผสานกับแววราคะที่มอดไหมเขาให้แหลกเป็นจุณ


ความหวาดกลัวทำให้สคอลโล่ขยับกายถอยหลังตามสัญชาติญาณ โดยหารู้ไหมว่าการแสดงออกถึงความหวาดหวั่นนั้น กลับถูกตีความว่าเป็นการรังเกียจ ยิ่งจุดเพลิงพิโรธให้ลุกโชติ แซนซัสก้าวขึ้นไปบนเตียงเชื่องช้า ค่อยๆกดดันสคอลโล่ที่ละนิดจนร่างโปร่งถอยติดหัวเตียง ร่างโปร่งเริ่มร้อนรนในการหาทางหนีที่ไล่ แต่มือแกร่งกลับเข้ากุมท่อนแขนกลมมนทั้งคู่พร้อมๆกับแผ่นอกที่เข้าปะทะ ความอึดอัดที่เกิดขึ้นทำให้สคอลโล่เบียนหน้าหลบหาช่องหายใจ แต่มือหนากลับประคองใบหน้างามที่ก้มลงอย่างหลบสายตาให้ช้อนขึ้น ใช้ดวงตาสีแดงสะกดให้หยาดวารีต้องจับจ้องมาเพียงแต่เขา พลางก้มลงกระซิบที่ริมหูให้อีกฝั่งได้ยินชัดเจนในทุกถ้อยคำ


"แกเป็นคนทำข้อตกลงเอง ดังนั้นไม่มีสิทธิปฎิเสธฉัน"


คำเหยียดแทงที่ชัดเจนทำให้สคอลโล่ที่ต่อต้านเริ่มนิ่ง ปากคมใช้จังหวะนั้นเขาครอบครองริมฝีปากหวานที่ต่อต้านเพียงชั่วสัมผัสก่อนเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งราวจำยอม ความเย็นชาที่ได้รับทำลายอารมณ์รัญจวนจนฝ่ายรุกรานต้องเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกมาเองเพราะทนต่อการปฎิเสธแบบนี้จากอีกฝ่ายได้ ความเร่าร้อนที่จางไปทำให้วงตาสีวารีเผยอขึ้นมาจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ทั้งๆที่เตรียมตัวรองรับความเร่าร้อนนั้นแล้ว แต่แซนซัสกลับเป็นฝ่ายที่ถอยห่างออกไปเอง เหลือเพียงความเงียบที่คั้นกลางรสสัมผัส


"บอสค่ะ พวกมันมากันแล้วค่ะ" ยังไม่ทันที่ฝ่ายใดจะได้เอ่ยสิ่งใดทำลายความเงียบงันนี้ ลุซซีเรียก็พลันเคาะประตูรายงานอย่างเร่งรีบ


แซนซัสเป็นฝ่ายถอนกายออกมาจากเตียงหนาก่อนไปคว้าเสื้อคลุมสีทมิฬที่ตกเรี่ยราดอยู่กับพื้นมาคลุมไหล่ วินาทีนั้นสคอลโล่รู้สึกถึงความเศร้าสร้อยที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังหนา แต่มันก็เป็นเพียงชั่ววินาทีและสคอลโล่ก็เชื่อว่ามันเป็นเพียงแดดยาวเช้าที่หลอกตาเขาเท่านั้น เพราะเสียงกร้าวที่ดังขึ้นยังคงแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งเฉกเช่นเดิม


"สั่งให้พวกไอ้สวะทุกตัวเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว แล้วไปแฝงตัวเป็นชาวบ้านให้หมด"


.
.
.

บนเรือยนต์ติดอาวุธที่มุ่งหน้าตรงมายังเกาะ บนดานฟ้าที่กว้างพอจะจอดเฮลิคอปเตอร์ได้ 2 - 3 ลำ นกยักษ์ลำหนึ่งเริ่มที่จะสยายปีก เสียงใบพัดที่ตัดอากาศดังขึ้นทุกๆ แต่กลับไม่กระทบต่อการสนทนาของคนที่เตรียมขึ้นเครื่องแต่อย่างใด


"ฝากขอบคุณท่านประธานาธิบดีด้วยนะครับท่านแม่ทัพกุลสต๊าฟ ที่กรุณาสนับสนุนกองทัพเรือมาช่วยทางเรา" เสียงทุ้มจากชายหนุ่มในชุดสูธสีดำหรู ราคาสูงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นทางการแก่อีกฝั่งที่เป็นชายวัยกลางคนในชุดทหาร ใบหน้าและดวงตาที่มันเยิ้มบ่งบอกว่าใช้ชีวิตคลุกคลีกับสุรา นารีมาอย่างโชกโชน


"คนกันเองทั้งนั้น 555555555 อย่างไงอย่าลืมให้การสนับสนุนทางพรรคก็พอ" ชายในชุดทหารเอ่ยปนหัวเราะน้ำลายเหนียวถูกพ่นออกมาตามรอยฟันที่มีคราบเหลืองอย่างน่ารังเกียจ แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ทำให้ชายหนุ่มคนดังกล่าวเปลี่ยนสีหน้าไปแม้แต่น้อย


"ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ทางเรายินดีและเต็มใจเป็นผู้ช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนแน่นอน ถึงเวลาพอดี กระผมต้องขออุนญาติกลับก่อนนะครับ"" ชายหนุ่มยกนาฬึกาข้อมือฝังเพชรขึ้นมาส่องชั่วครู่ ก่อนก้มทำความเคารพน้อยๆ เป็นสัญลักษณ์ พลางก้าวขึ้นกระไดใบบนตัวเครื่อง


"55555555 ได้เลย ได้เลย ฝากบอกฟาเธอร์ด้วยแล้วกันว่า 'ของ' ที่ท่านส่งมาให้วันก่อนเด็ดถูกใจข้ามาก" แม่ทัพราอูลเอ่ยส่ง ด้วยน้ำเสียงกักฬะที่ใครฟังก็จับได้ถึงความกระหายในลาภ ยศ อำนาจที่แฝงอยู่ พลางช่วยปิดประตูเหล็กของเฮลิคอปเตอร์ ที่ค่อยๆ แหวกอากาศไต่ระดับไปเรื่อยๆ และเคลื่อนที่ออกไปมุ่งสู่ชายฝั่งของประเทศทิมโมทา** (รบกวนอ่านคำอธิบายข้างล่างด้วยนะค่ะ)


"หมอนั้นใครนะครับ ท่านแม่ทัพ ทำไมท่านต้องให้ความสำคัญขนาดนั้นด้วย"


"หึหึ เป็นคนที่เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อีกอย่างไงละ" กุลสต๊าฟไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนนัก แต่กลับเบี่ยงตัวราวเหล็กสุดดาดฟ้า พลางตะโกนลงไปยังเหล่าทหารที่เตรียมพร้อมอยุ่เบื้องล่าง


"เฮ้ย! พวกแก งานนี้ฆ่าให้หมด"




โอ!!!!!!!!!!!




เสียงร้องกระหรึมดังก้องตัวเรือราวระฆังแห่งความตายที่ตีแว่วเป็นสัญญาณแห่งห้วงสุดท้ายของชาวเมืองบารามอสทุกคน


.
.
.


บนเกาะบารามอส เหล่าผู้บริหารของวาเรียเดินทางมาถึงผาใกล้ซากหมู่บ้านชาวประมงทางทิศใต้ ควันไฟจากการเผาทำลายเมื่อหลายวันก่อนยังลอยอยู่เอื้อยๆ เหนือขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ๆ เหล่าอาสาสมัครที่ยังคงไม่หลบหนีอีกประมาณ 10 กว่าคนคอยดักซุ้มดูสถานการณ์อยู่ ทันทีที่สคอลโล่มาถึงก็คว้ากล้องส่องทางไกลจากลูกน้องคนหนึ่งมาส่องดูสถานการณ์ เลนส์ประสิทธิภาพสูงเผยให้เห็นภาพเรือรบขนาดใหญ่ 2 ลำ กำลังจอดเทียบอยู่ ณ กลางทะเล ไกลออกจากหาดไปประมาณ 5 ไมล์ทะเลและไม่ไกลจากเรือนั้นนัก มีเรือเล็กอีก 5 - 6 ลำกำลังแล่นด้วยความเรือสูงมุ่งหน้าตรง เลนส์โฟกัสที่ปรับให้มองไกลได้มากขึ้น ทำให้รู้ว่าในเรือแต่ละลำนั้นมีทหารเรือร่างกำยำหลายสิบคนพร้อมอาวุธครบมือ


"ในที่สุด พวกมันก็ส่งกองทัพเรือมาจริงๆ" สคอลโล่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเครียดเมื่อลดกล้องลงชั่วขณะ ก่อนคว้ากล้องส่องทางไกลขึ้นทาบตาอีกรอบ แต่ทันได้นั้นเจ้าชายนักฆ่ากลับชิงคว้ากล้องออกไปเสียก่อน


"พวกมันมาเท่าไรละ ชิชิชิ ไหนของเจ้าชายดูหน่อย ..............อา................ชิชิ แค่ 100 - 150 คนเอง เจ้าชายไปคนเดียวก็พอ"


"พวกมันไม่ใช่พวกสวะทั่วไปตามแฟมิลี่อย่างที่แกเคยเจอ แต่เป็นนาวิกโยธินที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชนแล้ว แกคนเดียวเอามันไม่อยู่หรอกเบล ฉันจะไปด้วย" ร่างโปร่งขัดขึ้นพร้อมชักดาบกลที่ติดมือออกมาเตรียมออกไปล่าเหยื่อ พลางพยักเพยิกไปยังเจ้าชายนักฆ่าที่รอท่า


"แกอยู่ที่นี้" ไม่ทันทีทั้ง 2 จะก้าวออกไป เสียงทรงอำนาจจากด้านหลังก็ห้ามไว้ทำให้ใบหน้าหวานชักสีหน้าอย่างไม่พอใจก่อนหันหลังกลับไปต่อว่า


"หมายความว่าอย่างไง"


"นั้นเพราะแกมันโง่นะสิ ลุซซีเรีย!แกให้หน่วยของแกไปวางระเบิดตรงท่าเรืออย่าเพิ่งจุดจนกว่าฉันจะให้สัญญาณ เบล! แกปลอมตัวเป็นชาวบ้านไปดักซุ้มกำลังในหมู่บ้าน คอยถ่วงเวลาพวกมันจนกว่าจะได้รับคำสั่ง มาม่อน!แกไปอยู่ด้านหลังเกาะคอยดุเพื่อพวกมันตลบหลัง ส่วนพวกสวะที่เหลือไปอพยพชาวบ้านออกมาให้หมด"


.
.
.


"วางระเบิดหมู่บ้านท่าเรือทางใต้!" ราอูล ที่ปรึกษาชราของกองกำลังฯ ร้องดังขึ้นขัดจังหวะบอสแห่งวาเรียที่จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาว่าจะระเบิดท่าเรือ พลางจ้องมองไปยังสคอลโล่อย่างขอคำยืนยัน ทำให้ร่างโปร่งได้แต่พยักหน้าเป็นการตอบรับอย่างเสียไม่ได้


"ถูกต้อง .......... เรื่องอะไรที่ฉันจะต้องเสียแรงกับพวกสวะพวกนี้" แซนซัสที่เหลือบมองอยู่แล้วเอ่ยปัดๆ พลางสั่งการเหล่าวาเรียต่อ โดยไม่แยาแสสักนิดว่าตรงนั้นเคยเป็นย่านที่มีบ้านเรือนของชาวเกาะปลูกอยู่อย่างคึกคัก แม้มันจะเป็นเพียงอดีตไปแล้วเพราะการรุกรานเมื่อหลายวันก่อนก็ตามแต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ยังเลือกอยู่และตายบนแผ่นดินของตน


.
.
.


ภายในชั่วไม่กี่นาที จากการสั่งการอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารแห่งวาเรียรวมไปถึงกองกำลังป้องกันตนก็กระจายไปดำเนินการตามจุดต่างๆ เสียงสนทนาผ่านวอในมือหนาดังต่อเนื่องเป็นระยะ โดยที่สคอลโล่ได้แต่มองดูการสั่งการตาปริบๆ เพราะแซนซัสไม่คิดจะสั่งการอะไรให้ทำสักอย่าง ไม่มีแต่จะหันมามองดูด้วยซ้ำไป


"เปลี่ยน เออ........... คุณแซนซัสครับ พวกผมอพยพชาวบ้านออกมาหมดแล้วครับ" เสียงสั่นๆ ของลุกน้องคนหนึ่งดังขึ้น ก่อนที่จังหวะจะเปลี่ยนเป็นอีกฝั่ง


"สวะอย่างพวกแก ก็หลบออกไปให้พ้น"


"บอส เปลี่ยน นี้มาม่อนพูด ด้านหลังคุมกำลังเรียบร้อยแล้ว"


"รอคำสั่งอยู่ตรงนั้นอย่าเพิ่งทำอะไร"


"เปลี่ยน ลุซซีเรียวางระเบิดครบแล้วกำลังจะกลับขึ้นไปแล้วนะ ชิชิชิชิ"


"ถ่วงเวลารอจนกว่าพวกมันจะเข้ามาอยู่ในเขตระเบิดครบ แล้วอย่าเล่นให้มันเสียงานละ ไอ้เจ้าชายสวะ"


"เจ้าชายรู้แล้วน่า ชิชิ โอ! พวกมันขึ้นฝั่งมาพอดี เจ้าชายไปก่อนนะ"


สายถูกตัดไปตามมาด้วยเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวดของเหล่าศัตรู เป็นสัญญานเป็นศึกการต่อสู้ เบลฟาลากอนและเหล่าวาเรียยอดฝีมืออีก 5 - 6 คน กำลังช่วยกันหลอกล่อให้เหล่านาวิกโยธินเข้ามาภายในเมืองร้างที่วางระเบิดไว้เกือบ 10 กิโล สคอลโล่ยกกล้องส่องทางไกลในมือขึ้นมาจับตามองเจ้าชายนักฆ่าที่เบื้องล่างด้วยใจหวั่น แม้ฝีมือของนักฆ่าอันดับ 1 จะเก่งกล้า แต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้กับการไต่บนเส้นบางๆ แห่งความตาย


เพียงไม่นานชายหาดและพื้นถนนก็ถูกย้อมไปด้วยสีเลือด กองซากศพและคนบาดเจ็บกระจายอยู่เป็นย่อมๆ แต่ถ้าเทียบจำนวนที่ล้มลงไปยังเป็นเพียงเม็ดทรายก้อนหนึ่งเมื่อเทียบกับคลื่นทหารที่สาดซัดมาจากเรือศัตรู


"บอส! เจ้าชายจะต้านไม่อยู่แล้วนะ ยังไปไม่ได้อีกหรือ" ในที่สุดเสียงโอดโอยของเจ้าชายสลับกับเสียงใบมีดที่ฝ่าอากาศก็ดังลั่นวอขึ้น แซนซัสใช้กล่องส่องทางไกลประเมินสถานการณ์ชั่วครู่ ก่อนออกคำสั่งลงไป


"ถอยออกมาแล้วตั้งเวลาระเบิดไว้อีก 10 นาที"


"ชิชิชิชิ พวกแกได้ยินแล้วนะไปกดระเบิดแล้วถอยกันได้แล้ว"


สคอลโล่ถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นเจ้าชายนักฆ่าค่อยๆ ถอยตามคำสั่ง ดวงตาสีวารียกกล้องขึ้นมาสำรวจอีกครั้ง ทหารศัตรูเกินครึ่งค่อยๆเดินเข้ามาในกับดักระเบิดที่พร้อมจะแหลกร่างให้เป็นจุณ แต่มันใดนั้น แสงแดดก็สะท้อนแสงกับบางสิ่งที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น





......... นั้นมัน .......


....... แฮนด์มอเตอร์ไซต์ .....






สคอลโล่ทิ้งกล้องวิ่งสุดชีวิตกระโดดลงเนินสูงไหลไปตามเขาลงสุ่หมู่บ้านเบื้องล่างด้วยความเร็ว ร่างกายทุกส่วนหลั่งไปด้วยอลีนาลีนที่พลุ่งพล่านมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ประสาทหูด้านชาจนทำให้ไม่ได้ยินเสียงร้องตะโกนที่ไล่หลังมาของใครบางคน


.
.
.


เหลือเวลาอีก 4 นาทีก่อนการระเบิด



ณ ท่าเรือด้านล่าง เสียงหอบหายใจของเด็กน้อยดังถี่ ท่ามกลางการรุมล้อมของทหารกระหายเลือดที่จ้องมาอย่างหื่นกระหาย


"จนมุมแล้วไอ้หนู ยอมถูกฆ่าดีๆ ก็จบแล้ว"


หนึ่งในกลุ่มนั้นยกปืนขึ้นมาประทับ เล็งไปมายังศีรษะเล็กหวังปลิดชีพด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว นิ้วหยาบสอดเข้าไปในโกร่งปืน เหลือแต่เพียงกระดกนิ้วนิดเดียวเท่านั้น กระสุนสังหารก็จะถูกส่งไปยังเป้าหมายทันที วินาทีนั้นเด็กหนุ่มได้รับรู้แล้วว่าวินาทีสุดท้ายของชีวิตเป็นเยี่ยงไร แต่ทันใดศัตรูที่หลายล้อมอยู่กลับทรุดตัวลงพร้อมๆกับสายโลหิตที่พุ่งกระจายเปอะเปื้อนยมทูตในร่างขาวเป็นด่างดวง


"คาสโทร!" สคอลโล่ร้องเรียกอีกฝั่งอย่างตระหนก ในขณะที่คาสโทรแปลกใจกับใบหน้าที่ไร้สีเลือดของสคอลโล่ แต่ไม่ทันทีจะได้ถามหรือได้คำตอบ ร่างเล็กก็ถูกหิ้วขึ้นพาดบ่าอย่างรวดเร็ว ฉลามคลั่งเตรียมออกวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิตอีกครั้ง แต่ทุกสิ่งสายไปเสียแล้ว ชั่วนาทีที่สคอลโล่หิ้วคาสโทรขึ้นมา ทหารศัตรูกว่า 20 คนก็รายล้อมทั้ง 2 ไว้เป็นวงกลมเป็นผลสำเร็จ




.....ระเบิดกำลังนับถอยหลัง .......




เหลือเวลาอีก 2 นาทีก่อนการระเบิด



ร่างบางหมุนตัวไปรอบๆ ด้วยความลนลาน หวังหาช่องทางที่จะทะลวงออกไปจากบริเวณนี้โดยเร็วที่สุด แต่การปิดล้อมช่างเข้มเข็งเกินกว่าจะหลบหนีโดยง่าย และยิ่งยากขึ้นไปเมื่อต้องแบกเอาชีวิตน้อยๆ 1 ชีวิตไว้บนบ่าในเวลาที่จำกัดเช่นนี้




เหลือเวลาอีก 1 นาทีก่อนการระเบิด





.......ไม่ทันแล้ว.........




 







"ไอ้สวะ!"







บรึ้ม!!!!!














ราวเวลาหยุดเดิน ดวงตาสีวารีทอเห็นแสงสีแดงที่พุ่งตรงเข้ามากวาดบรรดาเหล่าศัตรูที่อยู่ใกล้ๆ หายไปทั้งแถบ ก่อนที่ร่างกายจะรู้สึกถึงความเร่าร้อนจากวงแขนและความเหยืยบเย็นของน้ำทะเล พร้อมเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องฉายให้ท้องฟ้าที่มองผ่านม่านน้ำกลับกลายเป็นสีดำทมิฬ



.
.
.



ควันดำลอยต่ำๆ ไฟจากการระเบิดยังกระจายเผาพล่านไปทั่ว เมืองท่าอันสวยงามกลายเป็นกองปรักหักพังของตึกราวบ้านช่อง แรงระเบิดมากพอจะทำให้ศัตรูจำนวนมากแหลกเหลว และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ตายไปเพราะถูกซากคอนกรีตทับ ขณะที่เหลือรอดก็ล้วนแต่หลบหนีกลับไปยังฐานที่มั่นบนเรือรบกลางทะเล



.
.
.


"รายงานผลภารกิจค่ะ ศัตรูเสียชีวิตประมาณ 100 คนค่ะ ส่วนที่เหลือก็ตาลีตาเหลือกกลับไปที่เรือรบ ส่วนพวกเราไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรงค่ะ" ไม่ถึงชั่วโมงดี หน่วยข่าวของวาเรียที่ได้ชื่อว่าทำงานได้ฉับไวที่สุดก็สามารถประเมินชัยชนะครั้งนี้ ลุซซีเรียที่ควบตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานอ่านสรุปให้บอสที่ยืนเช็ดหัวอยู่จนจบ



แซนซัสหยิบรายงานจากมือกระเทยสาวมาพิจารณาชั่วครุ่ ก่อนโยนคืนกลับไป ร่างหนาหันกลับหาอีก 2 ร่างที่นั่งห่างกันออกไปบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ มือเรียวกำลังเช็ดผมนุ่มที่ชื้นของคาสโทรให้อย่างเบามือ แต่กลับปล่อยให้ผมสีเงินสลวยของตนแห้งไปเองตามธรรมชาติ


บอสแห่งวาเรียเดินไปยังเป้าหมาย เงาที่ทาบทับกระทันหันทำให้สคอลโล่เงยหน้าขึ้นมา ทันใดนั้นเอง




พลัก!




หมัดลุนๆ ของผู้ใหญ่ก็พลันควงใส่ใบหน้าเล็กของคาสโทรเต็มแรงจนกระเด็นไปชนกับต้นไม้ใกล้ๆ ท่ามกลางเสียงหวีดของลุซซีเรีย ในขณะที่สคอลโล่ได้แต่ตะลึงงัน แต่เมื่อเห็นแซนซัสหมายหมาดจะกระชากคอคาสโทรขึ้นมาต่อยอีกครั้งหนึ่ง ร่างบางกลับกระทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน เมื่อกระโดดไปขวางหน้าคาสโทรพลางชักดาบยาวขึ้นมาอยู่ในท่าพร้อมสู้ ดวงตาสีวารีฉายแววมั่นคงและเพลิงพิโรธเมื่อจับจองไปยังบุรุษตรงหน้า ราวราชินีที่จะสั่งประหารใครก็ตามที่บังอาจขัดพระทัย จนร่างหนาต้องเป็นฝ่ายยินยอมถอยหลังไป 2 - 3 ก้าวแทน


"เลิกเป็นลูกแหง่หลบอยู่หลังชาวบ้านได้แล้ว ที่นี้คือสนามรบไม่มีที่ให้ไอ้พวกอ่อนหัดอย่างแกไอ้สวะ!" แซนซัสที่ไม่สามารถเข้ามใกล้คาสโทรไปมากกว่านี้ ตวาดขึ้นอย่างโกรธแค้น เสียงพิโรธของบอสแห่งวาเรียที่แม้แต่ผู้ใหญ่ได้ยินยังมีสิทธิถึงหมดสติได้ ทำให้ร่างเด้กน้อยสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนที่เตลิดหนีหายเข้าไปในพงป่าใกล้ๆ


"คาสโทร!" สคอลโล่ร้องเรียกเสียงดัง แต่อีกฝั่งไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ดวงตาที่ฝึกมาอย่างดี ทำให้สคอลโล่ทันเห็นสีหน้าและแววตาที่แสดงความหวาดกลัวของคาสโทรอย่างแจ่มชัดจนเจ็บปวด สคอลโล่หันมาสบตาแซนซัสแวบหนึ่งอย่างตำหนิและคาดโทษ ก่อนจะวิ่งเข้าไปในป่าตามหาเด็กน้อยที่เตลิดเข้าไปก่อนหน้านี้




.
.
.


"มาอยู่นี้เอง" หลังจากการตามหากว่าครึ่งชั่วโมง สคอลโล่ก็พบคาสโทรแอบซ่อนอยู่ในบ้านต้นไม้หลังหนึ่ง ร่างโปร่งจำได้ว่าครั้งหนึ่งริคาร์โด้เคยพามาอวดว่าที่นี้เป็นบ้านต้นไม้หลังแรกที่เขาสร้างกับคาสโทรจนสำเร็จ บรรยากาศรอบด้านเขียวชะอุ่มไปด้วยแมกไม้ใหญ่ร่มรื่น สลับกับดอกไม้ป่าที่ขึ้นปะป่ายแต่งแต้มสีสันตัดกับสีเขียวของพนากว้าง และกิ่งก้านกิ่งหนึ่งของต้นไม้ต้นนั้นเองที่ถูกผูกด้วยเชือกเป็นสายโยงไปยังชิงช้าไม้ที่เด็กน้อยกำลังนั่งโยกไปมา


คาสโทรได้ยินเสียงเรียก แต่ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามอง แม้แต่ตอนที่สคอลโล่ก้าวขึ้นมายืนตรงหน้า คาสโทรก็เพียงแต่ลุกขึ้นหวังเดินหนีไปอีกฝั่ง แต่ถูกมือเรียวคว้าแขนไว้ได้ก่อน


"เดียวสิ ... โอ๊ย!" ชั่ววินาทีนั้น แว่วเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนน่าตกใจ มือเล็กแปะป่ายไปยังท่อนแขนกลมมนที่ฉาบไว้ด้วยเลือดที่ไหลซึม


"พี่สคอลโล่!" หนุ่มน้อยร้องเรียกอีกฝั่งเสียงสั่น เมื่อเลือดที่ควรหยุดกลับทะลักออกมามากขึ้นจนอาบซึกหนึ่งของแขนขาว แต่เจ้าของบาดแผลกลับทำหน้าตาเฉยจนแทบดูไม่ออกว่ากำลังบาดเจ็บอยู่


"ไม่เป็นไร แค่สะเก็ดระเบิดเฉียวแขนไปหน่อยเดียว" สคอลโล่นั่งลงกับพื้นหญ้าขณะพยายามฉีกผ้าขาวที่ติดตัวมาออกเป็นแผ่นยาวปฐมพยาบาลตัวเองเป็นการชั่วคราวไปก่อน


"ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจให้พี่มีอันตราย" แว่วเสียงขอโทษสั่นๆ ที่ดังขึ้นใกล้ๆ ด้วยความสำนึกผิดที่ทำให้เขาต้องมีอันตราย


"ไม่เป็นไรหรอกว่ะ"


"ผมเกลียดเขา"


"................. หมอนั้นหรือ"


"เขาเป็นใครหรือฮะ ทำไมทั้งๆที่พี่ผมตาย เขากลับรอดมาได้...............ฮึก............." ดวงตาสีทองที่ทอประกายสดใสคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่พร้อมจะไหลริน ที่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ยอมให้มันออกมาได้โดยง่าย เสียงซูดซาด เหมือนพยายามกลั้นหยาดน้ำตาไว้ ทำให้สคอลโล่ยิ้มก่อนโอบร่างเล็กให้ทรุดลงมาแนบอกตน


"ไม่เป็นไรนะคาสโทร ไม่เป็นไร" เสียงหวานกระซิบปลอบข้างใบหูเล็ก พร้อมๆกับมือเรียวที่ค่อยๆลูบไล้เส้นผมสีทองสลวยอย่างนุ่มนวลเหมือนแม่ที่ปลอบโยนลูกน้อย


"พี่สคอลโล่จะอยู่กับผม จะไม่ทิ้งผมไปอีกคนใช่มั้ย"


"พี่สัญญา" อ้อมกอดอบอุ่นโอบรัดแน่นขึ้น มือเรียวยังทำหน้าที่จนกระทั้งอีกฝั่งพล้อยหลับคาอก เมื่อเห็นคาสโทรหลับไปแล้ววงหน้าหวานถึงได้เงยขึ้นไปบนฟ้าราวกับจะสนทนากับบางสิ่งทีเฝ้ามองลงมาจากเบื้องบนนั้น





... ฉันสัญญา ฉันจะไม่ให้น้องนาย และเกาะแห่งนี้มีอันตรายเด็ดขาด ....

... ตอนนี้นี้คือสิ่งเดียวที่ฉันจะทำเพื่อชดเชยความรักที่นายมีให้ได้ ....

... ริคาร์โด้ ...



.
.
.
TBC


หายหัวไปเกือบเดือน กลับมาต่อกันดีกว่านะเรา อิอิ สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกท่าน ยังจำมดได้อยู่หรือไม่ (อิอิ จำไม่ได้กไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะฟิคนังมดมันเดือนหนึ่งอัพที .... บัดซบจริงๆเลย) ขออภัยค่ะ พอดีเจอมรสุมชีวิต ทั้งรายงาน ทั้งสอบ เล่นเอาแอบเครียด ความจริงยังไม่หมดหรอก เหลือสอบ ENG อีกตัวแต่คนมันจะอัพใครจะทำไม อิอิ อย่างไงก็ฝากเพื่อนๆ อ่านกันต่อไปด้วยนะค่ะ

ปล. เนื่องจากในฟิต เรามีการเปลี่ยนประเทศกันเล็กน้อย ในบทที่ 1 มดบอกว่าเกาะนี้ตั้งอยู่ในเขตสเปนใช่มั้ยค่ะ ขอเปลี่ยนค่ะ ขอเปลี่ยน แบบว่า ไม่งั้นมันจะไม่สมจริง เลยขอแก้ไขเป็นประเทศ ทิมโมที นะค่ะ เป็นรัฐเกิดใหม่เล็กๆ บนทะเลแปซิฟิก ปกครองด้วยระบบประชาธิบไตย

ปล.ล. รักผู้อ่าน LOVE ผู้เมนต์ทุกท่านค่ะ

edit @ 25 Jul 2009 15:14:03 by mod1234