fic enough 10 (100%)
posted on 06 May 2012 23:30 by mod1234-takoyaki in FICจีบอย่างนั้นหรือ?
ใครจะไปเชื่อว่าคนอย่างหมอนั้นจะเคยจีบใครเป็นด้วย...
แค่คิดภาพไอ้ขี้โอ้ไปคอยเดินตามก้นชาวบ้านก็ขำแล้ว ....
มันเป็นเรื่องที่ขำจนน่าเหลือเชื่อที่สุดในรอบปีเลย ...
แต่ทำไมหัวใจถึงรู้สึกหวิวๆ อย่างนี้ละ .......
.
สคอลโล่ใจลอยเดินเหม่อไปตามถนนเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว จนไปชนกับใครคนหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ คนที่โดนชนร่างเล็กกว่าฉลามคลั่งนิดหน่อย ประกอบกับอากาศร้อนยามเที่ยงของทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนีย ทำให้ร่างนั้นเหมือนจะเซล้ม แต่โชคดีที่มือเรียวเข้าคว้าท่อนแขนใต้ผ้าคลุมไว้ได้ทันก่อนที่จะฟาดลงพื้น หลังจากหายตกใจ ดวงตาสีอะ ความาลีนใช้เวลาพิจารณาเพียงไม่นานก็พบว่าคนที่เขาเพิ่งชนไปนั้นคือ แรลี่ วณิพก ตาบอดที่พบครั้งแรกที่ท่าเรือในวันที่ไปรับกาเบรียล ท่าทางอ่อนเพลียของแรลี่ ทำให้ สคอลโล่พาชายตาบอดให้หลบแดดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ นั้น
“ขอโทษด้วยฉันชนนายอีกแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” คำตอบอย่างสุภาพเรียกรอยยิ้มเจื่อนๆ จากสคอลโล่ได้อย่างดี นึกโกรธตัวเองที่หวั่นไหวกับภาพของแซนซัสกับกาเบรียลเมื่อครู่ จนลืมระมัดระวังตัวเอง
“คุณมีเรื่องไม่สบายใจหรือครับ”
“ไม่! .................................................ก็ใช่ นายรู้ได้อย่างไง” แวบแรกเสียงหวานลั่นปฎิเสธ แต่เพียงไม่นานก็ต้องยอมรับความจริงอย่างช่วยไม่ได้
“ผมเคยบอกแล้วไงครับว่าผมสัมผัสบรรยากาศรอบตัวผู้คนได้ มันเป็นสิ่งวิเศษที่พระเจ้าทรงประทานมาแทนดวงตาคู่นี้”
“อย่างนั้นหรอกหรือ”
“อยากเล่าให้ใครสักคนฟังมั้ยครับ”
“ไม่” แม้การได้ระบายความอัดอั้นออกไปบ้างคงจะทำให้ปลดโปร่งขึ้น แต่ฉลามคลั่งก็ไม่ประมาทพอจะเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้คนที่เพิ่งรู้จักเพียงไม่นานฟัง
แรลี่พยักหน้าส่งยิ้มจริงใจให้ รอยยิ้มจางๆที่ได้รับทำให้ร่างบางรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย สคอลโล่ยิ้มขอบคุณ ก่อนเลือบไปเห็นเครื่องดนตรีที่ชายตาบอดแนบไว้ที่เอว นึกไปถึงเมื่อวันวานที่เคยได้ฟังเสียงดนตรีเสนาะหูจากคนตรงหน้า
“นายเป่าฟรุ๊คให้ฉันฟังสักเพลงได้มั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยปากข้อร้อง หวังว่าโสตแสนไพเราะจะช่วยแบ่งเบาความหนักถ่วงภายในใจออกไป พลางนั่งลงบนพื้นหญ้าเขียวขจีใกล้ๆ สายลมพัดผ่านทำให้คลายร้อนไปได้ไม่น้อย แรลี่ยกเครื่องดนตรีถนัดขึ้นจรดริมฝีปากโดยไม่ได้กล่าวอะไรอีก แล้วเสียงสูงต่ำแสนไพเราะก็ดังไปทั่วบริเวณ
.
.
.
เขม่าควันไฟคละคลุ้งไปทั่วจนมองเห็นไม่ถนัด บรรยากาศรอบข้างเหมือนอยู่กลางสนามรบที่เพิ่งเสร็จศึกใหญ่ไปไม่นาน แม้แต่ฟากฟ้าก็ราวกับแปรเปลี่ยนเป็นทะเลอัคนีอันแดงฉาน
“คุณแซนซัส ทำไม”
แววเสียงคุ้นหูเรียกให้สายตาละออกจากบรรยากาศอันสะพึงกลัว มองฝ่าควันหนา กลางกองเพลิง บุรุษหนึ่งยืนน่าเกรงขามอยู่ท่ามกลางกองเตโช มือหยาบหนาถืออาวุธสังหารทะมึนที่ประดับอักษร X เล็งไปที่ชายหนุ่มร่างหนาอีกคนซึ่งตีสีหน้าหวาดหวั่นระคนแปลกใจไม่น้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เพราะแกมันเป็นไอ้สวะไร้ค่าอย่างไงละ ฉันเสียเวลากับแกมากไปแล้ว ตายไปซะ”
ทันทีที่สิ้นคำ เปลวไฟฉานก็พุ่งตรงประทะร่างของเป้าหมายกระเด็นไปไกล ช่วงล่างที่เป็นจุดตกกระทบของลูกปืนถูกทำลายจนขาดสะบันออก ซ้ำร้ายเพลิงที่เผาพลานยังทำหน้าที่ทรมานชายหนุ่มคนเดิมให้ตกนรกทั้งเป็น เสียงหวีดร้องดังก้องอย่างน่าหวาดกลัว ทันใดนั้นเหมือนมีลมพัดพากลุ่มควันหนาให้เบาบาง พอจะเห็นหน้าบุรุษที่เป็นเพชรฆาต และอีกบุรุษที่กำลังตกเป็นเหยื่ออย่างชัดเจน และนั้นเป็น 2 ใบหน้าที่จรดลึกในความทรงจำของผู้เผ้ามองอย่างไม่มีวันลบเลือน เพราะหนึ่งคือชายที่ย่ำยีร่างกายของเขาจนไม่ต่างกับโสเภณี ขณะที่อีกหนึ่งคือชายผู้ฉุดดึงเขาขึ้นมาจากก้นหลุมของความสิ้นหวัง มอบความรักล้นหัวใจให้ตราบจนวินาทีสุดท้าย
“ไม่มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม”
“สคอลโล่” เสียงเรียกปลุกให้สคอลโล่ตื่น่ขึ้นจากฝันร้ายอย่างปัจจุบันทันด่วน หยาดเหงื่อไหลโซมกาย ดวงตาสีขาวมองเลิกลั๊กไปทั่ว เห็นเพียงราอูล ชายชราผู้ใจดียืนมองเขาด้วยสายตาเป็นห่วงเพียงผู้เดียว ร่างบางสูดลมหายใจลึกเรียกสติกลับมา
…แค่ฝันไป…
มือบางเสยผมยาวขึ้น พลางเช็ดหยาดเหงื่อที่ไหลโซมโครงหน้าหวานพลางหอบหายใจระรัว ภาพฝันเมื่อครู่ยังติดตา ทุกอนุอยู่ในทรงจำ จมูกยังได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง หูยังกังวาลด้วยเสียงของเพลิงพิโรธ และเสียงหวีดร้องในนาทีสุดท้ายของชายคนรักที่โดนทำร้ายโดยผู้เป็นเจ้าของร่างกายแสนโสมน
“ทำไมนายมานอนอยู่ที่นี้ได้ ช่างเถิดงานศพของ จิฟาส กับ โซรอส จะเริ่มแล้ว ไปที่โบสถ์เร็ว”
ชายชราช่วยฉุดร่างบางให้ลุกขึ้น พลางเดินนำทางไปยังโบสถ์แห่งเดียวในเกาะนี้ ด้วยเหตุการณ์เร่งรีบทำให้สคอลโล่ลืมสังเกตไปว่าวณิพกประหลาดที่อยู่กับเขาเมื่อครู่นี้ได้หายตัวไปแล้ว
.
.
.
ภายในโบสถ์ บรรยากาศเศร้าโศรกและเสียงร้ำไห้ของญาติพี่น้องก้องเพดานสูง เหนือแท่นพิธี โลงไม้หยาบๆ ที่เร่งผลิตได้ไม่นานถูกบรรจุด้วยร่างของเด็กน้อยที่อายุไม่ถึง 15 คู่หนึ่งที่นอนเคียงกัน เด็กน้อยที่ตายก่อนวันอันควรเพราะทำหน้าที่เฝ้าคลังอาวุธที่ไม่ควรมีผู้ใดล่วงรู้ที่อยู่ของมัน
สคอลโล่เดินตรงไปเคารพศพพลางพยายามกล้ำกลืนหยาดน้ำตาไว้ให้ตกต้องเพียงภายในใจ ก่อนจะตรงไปยังแม่ผู้ไม่สามารถกลั้นสะอื้นได้และเพิ่งฟื้นขึ้นจากการเป็นลมอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้
“ป้ามิราลครับ ผมเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” สคอลโล่เอ่ยอย่างเสียใจที่สุดในชีวิต การที่เด็กทั้ง 2 ต้องมาตายถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบของเขาโดยตรงเพราะเขาประมาทไป และเป็นเพราะเขาอีกที่เป็นคนเลือกให้เด็กที่ไม่น่าจะเป็นเป้าสายตาอย่างจิฟาสและโซรอสเป็นหนึ่งในผู้เฝ้าประตูคลังอาวุธลับแห่งนั้น
มือบางหวังกอบกุมมือที่สั่นเทาของหญิงตรงหน้าให้รับรู้ถึงความรู้สึกผิดจากก้นบึงหัวใจตน แต่สิ่งที่ตอบกลับมากลายเป็นการสะบัดมืออย่างแรง ดวงตาที่เกรี้ยวกราดและน้ำเสียงแห่งการโกรธาของมารดาผู้สูญเสีย
“ไปให้พ้น ไอ้ฆาตกร!”
“เพราะเธอ เพราะเธอ ฉันเคยบอกพวกเขาแล้ว ฉันบอกพวกเขาแล้ว ว่าไม่ควรไปยุ่งกับเธอ ไม่ควรไปยุ่งกับกองกำลังบ้าๆนั้น” เสียงตวาดของมิราลดังก้อง นิ้วชี้ตรงสั่นเทามายังร่างบางที่กำลังตกตะลึง ชาวบ้านที่มาร่วมพิธีเริ่มเข้ามามุงดูเหตุการณ์ที่เกิด
“คุณมิราล ใจเย็นหน่อยสิครับ” ราอูลที่เห็นดังนั้น รีบเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ แต่ดูเหมือนทุกสิ่งจะเลวร้ายลง เมื่อชาวบ้านเข้ามามุงดูมากขึ้น เสียงซุบซิบนินทาดังไปทั่วโบสถ์ สายตาทุกคู่ต่างพากันจับจ้องมายังจำเลยของมิราลด้วยแววตาของความสงสัย ตำหนิ และยิ่งไปกว่านั้นคือสายตาของความหวาดระแวง
“เพราะเธอ เพราะเธอคนเดียว ทำให้ 2 คนนี้ต้องตาย ถ้าเธอไม่ชักชวน 2 คนนั้นไปร่วมกับพวกเธอ ถ้าเธอไม่เข้ามายุ่ง 2 คนนั้นก็ไม่ต้องตาย โฮ!” หญิงกลางคนยังคงเกรี้ยวกราดด่าทอสคอลโล่โดยราอูลไม่สามารถห้ามปรามได้ ชายชราส่งสัญญาณให้ร่างบางปลีกตัวออกไปจากจุดนี้ก่อน แต่เหมือนฉลามบาดเจ็บยังคงต้องการจะอธิบายให้มิราลเข้าใจเสียก่อน จึงไม่ได้สังเกตถึงสัญญาณดังกล่าว จนราอูลต้องเอ่ยเรียกอีกครั้ง
“ฝากจัดการทางนี้ด้วยนะ ราอูล” สคอลโล่ที่ได้ราอูลเรียกสติเอ่ย ก่อนจะหลบฉากออกมา ท่ามกลางเสียงซุบซิบที่ดังอื้ออึง
.
.
.
เสียงระฆังดังจากโบสถ์ที่อยู่กลางเกาะ มาถึงบริเวณริมชายทะเลที่ห่างออกมาเป็นสัญญาณว่าพิธีศพของจิราฟกับโซรอสเสร็จสิ้นแล้ว บัดนี้ร่างทั้งสองคงกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุลีดินในขณะที่ดวงวิญญาณกลับไปสู่อ้อมแขนของพระเจ้า ความโศกเศร้าและความเสียใจเรียกให้น้ำตาของผู้ที่นั่งอยู่เพียงลำพังใต้ต้นสนใหญ่รินไหลออกมาไม่หยุด แม้เจ้าตัวจะพยายามปาดมันทิ้งหรือกลั้นสะอื้นเพียงใดหยาดน้ำยังคงไหลเอื้อยๆ ออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
"ไอ้สวะ" เสียงคุ้นหูที่ดังจากเบื้องหลังทำให้ร่างบางสะดุ้ง พยายามปาดน้ำตาหวังไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นความอ่อนแอของตนเอง แต่มีหรือที่หยาดน้ำดวงโตที่ไหลออกมาจะหลบสายตาอันเฉียบคมของแซนซัสได้
"............... อย่าร้องไห้" เสียงทุ่มปลอบโยนด้วยความนุ่มนวลมากเท่าที่หัวหน้านักฆ่าจะพึงกระทำ จนทำให้อีกฝ่ายนึกแปลกใจนิดๆ กับท่าทีที่แสดงออกมา กระนั้นความอับอายในความอ่อนแอของตนก็ทำให้สคอลโล่ เลือกจะปฎิเสธความอบอุ่นที่เกิดขึ้นตรงหน้า
"................................. ไม่เกี่ยวกับแก ไสหัวไปซะ"
เมื่อความอ่อนโยนที่นานครั้งจะมีให้กลับถูกเอ่ยไล่อย่างไม่ไว้หน้า เรียกริ้วอารมณ์ของบอสแห่งวาเรียขึ้นตามประสาคนขี้โมโห ร่างหนากระชากแขนเรียวติดมาในอุ้งมือพลางตะคอกใส่หน้าอีกฝั่งเสียงดัง
"อย่าบังอาจมาออกคำสั่งกับฉัน!"
แต่มีหรือที่ฉลามคลั่งจะหวั่นเกรงท่าทางของอีกฝ่าย ร่างบางยังคงพยายามออกแรงให้หลุดจากกำมือหนาที่บีบรัดต้นแขนถึงจะรู้ดีว่าเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ก็ตาม เสียงหวานที่แหบพร่าจากการสะอื้นไห้ตะคอกกลับไปด้วยเสียงอันดังไม่แพ้กัน
"แค่ตัวบำเรอตัวหนึ่งนายจะสนใจทำไม! บอกให้ไสหัวไปอย่างไงละ!"
"แกไม่ใช่นางบำเรอของฉัน!"
คำปฏิเสธถึงสถานะ “นางบำเรอ” ที่เคยคาดหวังจะได้ยินจากร่างหนาเมื่อกาลก่อนดังขึ้นด้วยเสียงกัมปนาถแสดงอารมณ์ของบอสแห่งวาเรีย กลับไม่ได้ทำให้สคอลโล่ยอมสงบลง ความสับสนจากตัวตนของตัวเองในสายตาคนตรงหน้าเกิดขึ้นมากมายจนใกล้ระเบิด
"ไม่ใช่อย่างงั้นหรือ! ถ้าไม่ใช่! แล้วฉันจะเป็นอะไรละ! ลูกน้องก็ไม่ใช่! นางบำเรอก็ไม่ใช่! งั้นฉันเป็นอะไรกับแก!"
"แกเป็นคนที่ฉันรักอย่างไงละ!"
!!!!!!!!!
เหมือนกำแพงบางๆ ที่กันระหว่างกันไว้เริ่มปริออก ดวงตาสีวารีเบิกโพล่งตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน ขณะที่ดวงตาสีชาดเองก็ทอแววตื่นตะลึงกับสิ่งที่หลุดออกจากปากตนเช่นเดียวกัน แต่ก็เพียงชั่วแวบหนึ่งเท่านั้นก่อนที่เพลิงกาฬจะสงบ เหลือเพียงแววจริงจังแทนที
ความเงียบเข้าปกคลุมเนิ่นนาน ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครพูดสิ่งใดอีก แซนซัสจับจ้องไปยังร่างบางอย่างเฝ้ารอ แต่ก็ไม่มีคำตอบใดกลับมา จนกระทั่งสคอลโล่วิ่งหนีไปอีกทางหนึ่งท่ามกลางสายตาที่มองตามของบอสแห่งวาเรีย
.
.
.
"แกก็เป็นคนที่ฉันรักอย่างไงละ!"
เสียงบอกรักที่ได้ยินยังก้องอยู่ข้างใบหูราวพลายกระซิบ แม้จะผ่านเหตุการณ์มานานหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม ร่างบางของฉลามร้ายที่วิ่งหนีด้วยความสับสนยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ที่ชายหาด กลางแสงนวลอ่อนของจันทราที่ทอให้เห็นละอองคลื่นที่สาดซัดฝั่ง
…ไอ้บอสบ้า นั้นนะหรือรักฉัน…
…อย่ามาบ้าบอแถวนี้นะ…
…โว๊ย ไอ้บ้าแซนซัส แกต้องการอะไรกันแน่…
…หรือแกแค่อยากล้อเล่น…
…แล้วฉันจะเชื่อในคำรักของแกได้มากแค่ไหนนะ แซนซัส…
.
.
ผ่านไปหลายชั่วโมงจนเลยเที่ยงคืนมาหน่อยแล้วกว่าสคอลโล่จะกลับมายังบ้าน แสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องต่างๆ ดับไปหมด แสดงว่าทุกคนคงจะหลับสนิท ร่างบางชำเลืองมองไปทางห้องของบอสแห่งวาเรียที่ไฟดับแล้วเช่นเดียวกัน ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก ด้วยเพราะยังไม่อาจสู้หน้าของแซนซัสได้ในตอนนี้
สคอลโล่อาศัยทักษะนักฆ่าเดินผ่านระเบียงชั้นสองอย่างเงียบเฉียบที่สุด เพราะกลัวว่าใครบางคนจะตื่นขึ้นมา แต่ไม่ทันจะถึงห้องของตนก็ได้ยินเสียงสะอึ้กสะอื้นดังมาจากห้องด้านในสุด ห้องที่ไว้ใช้รับรองแขก และในยามนี้มันคือห้องของแซนซัส ร่างบางรีบวิ่งไปกระชากประตูอย่างแรง โดยไม่ได้เตรียมใจรับภาพที่จะพบต่อไป
ภาพในห้องของแซนซัส มีร่างของหญิงสาวนางหนึ่งนอนอ่อนระทวยเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงขาวใหญ่ที่ยับย่น ปทุมถันทั้งคู่แดงเรื่อคล้ายถูกฟอนเฟ้นมาเป็นเวลานาน พอๆกับรอยจูบที่เปื้อนบนลำตัว ต้นขาสีแทนผ่องปรากฎคราบน้ำรักมากมาย พอๆกับผิวเตียงที่มีน้ำกามระบายไปทั่วดุจสิ่งประดับ สภาพที่ไม่ต้องอาศัยความคิดมากมายก็รู้ได้ว่าหญิงสาวคนนี้เพิ่งผ่านพ้นเกมส์รักร้อนแรงมาเมื่อไม่นาน และมันคงไม่ใช้สิ่งที่น่าตกใจนัก หากหญิงสาวคนนั้นจะไม่ใช่คนๆนี้
“พี่กาเบรียล!”
เสียงเรียกของสคอลโล่ เหมือนจะเรียกสติเจ้าของชื่อให้กลับมา หญิงสาวรีบคว้าเสื้อคลุมดำสนิทที่อยู่ใกล้มาปกปิดสภาพอนาจารของตนเอง ใบหน้าหวานบัดนี้นองไปด้วยคราบน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยทอประกายเศร้าขณะเอ่ยกลับเสียงสั่น
“สคอลโล่ พี่ขอโทษ”
เมื่อสังเกตุดีๆ จึงได้รู้ว่าเสื้อคลุมสีดำที่กาเบรียลคว้าขึ้นมานั้นคือเสื้อคลุมตัวโปรดของบอสแห่งวาเรีย เสื้อและคราบน้ำตาที่นอง 2 แก้ม ทำให้สคอลโล่ไม่อาจสรุปเหตุการณ์ใดได้มากกว่านี้
“มันใช่มั้ย! เป็นแซนซัสใช่มั้ย! มันข่มขืนพี่ใช่มั้ยครับ!”
“ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น!”
“บอกผมมาสิ! ไอ้แซนซัสมันข่มขืนพี่ใช่มั้ย!” หญิงสาวปฎิเสธอีกครั้ง แต่ด้วยหลักฐานที่หนาแน่น ฉลามคลั่งก็ไม่สามารถจะเชื่อคำปฏิเสธนั้นได้ ร่างบางตรงเข้าจับที่หัวไหล่เปลือยทั้งสองพลางเขย่าแรงจนอีกฝ่ายโยกตัวคลอน
“เขาไม่ได้ข่มขืนพี่! แต่พี่ยอมเขาเอง!”
ความจริงที่ออกมาจากกาเบรียลเหมือนอัคนีฟาดลงมาจนตัวชา ทำให้ร่างบางนิ่งงันก่อนก้าวถอยหลังออกมา 2 – 3 ก้าวอย่างไร้เรี่ยวแรง
“พี่กับมัน“
“แซนซัสไม่ได้ข่มขืน พี่ยอมตกเป็นของเขาด้วยความเต็มใจเอง”
สิ้นคำยืนยันหนักแน่นของกาเบรียล สคอลโล่ก็วิ่งพรวดพราดออกไป ทิ้งหญิงสาวไว้เพียงลำพังในห้องพักของบอสแห่งวาเรีย
.
.
.
เพลี้ย!
เสียงมือกลกระทบใบหน้าครามดังก้องในยามราตรี เหมือนโชคชะตาจะเป็นใจ เมื่อทันทีที่สคอลโล่วิ่งออกมาจากประตูบ้าน ก็สวนกับแซนซัสที่เพิ่งเดินเข้ามาตรงลานหินพอดี และสิ่งแรกที่เกิดขึ้นหลังจากดวงตาสีวารีสะท้อนเห็นใครอีกคน ก็คือรอยตบแดงฉานและเลือดที่ออกจากมุมปากของคนถูกตบซึ่งแสงจันทร์ส่องได้เห็นเป็นอย่างดี
“พอทีแซนซัส! นายเลิกมาปั่นหัวฉันสักที! ถ้าอยากได้ร่างกายฉันไปสนองตัญหาแกนักก็เชิญเอาไปเลย แต่อย่ามาบอกว่ารักฉัน!”
“หยุดทำอะไรโง่ๆ ได้แล้วไอ้ฉลามโง่”
เพลี้ย!
เมื่อคุยอย่างคนมีสติกันไม่ได้ คนขี้โมโหจึงอาศัยความรุนแรงเพื่อเอาชนะ มือหยาบตวัดแรงไปยังใบหน้าหวานจนรู้สึกชา เลือดข้นๆ ซึมออกมาจากมุมปากได้รูป ทำให้มือขาวหยุดไล่ทุบตี ก่อนจะเเตะแผ่วเบายังหยดเลือดของตนที่ไหลออกมา
จ้องมองหยาดเลือดของตนที่ปลายนิ้ว พร้อมๆ กับแซนซัสที่ผ่อนการเกาะกุม แต่ไม่ทันที่ร่างหนาจะได้เอ่ยสิ่งใด สคอลโล่ก็พลันหัวเราะตัวโยน
.





