Real Life Squalo

posted on 30 Dec 2011 19:53 by mod1234-takoyaki
คิคิ วันนี้มาแปลก อย่าหาว่าป้าแก่ๆ คนนี้ out เลยนะ  พอดีเปิดเจอแบบไม่คาดคิด หวังว่าอาจจะทำให้เพื่อนๆ ที่ยังติดตาม xs พอใจได้นะค่ะ
 
Real life Squalo
 
 
 
 
 
 
 
ชื่อ Andrej Pejic
 
เพศ ชาย

สัญชาติ เซอเบียน

ปีเกิด 1991 (นับถึงตอนนี้ก็ 20 ปี)

ความสูง  6”2 / 183

ผม บลอนด์ออกขาวหน่อยๆ

 

กิจกรรมยามว่าง  ศึกษาลัทธิมาร์ก 

คำจำกัดความจากเจ้าของบล็อก สวยแบบไร้เพศ
 
 
ความเหมือนในมุมมองส่วนตัว
 
1.รูปร่างที่บางแต่ว่ายังคงความแข็งแกร่งของผู้ชายอยู่ในที
 
2.ดวงตาที่ดูดุร้าย แต่เหมือนซ้อนความอ่อนโยนอยู่ภายใน
 
3.ความงดงาม แบบไร้เพศ ดึงดูด มีเสน่ห์
 
4. ความเข้ากันเข้ากันระหว่างผิวขาวกับสีดำ
 
คิคิด ว่ามั้ยอ่ะ
 
ปล.ถ้าผู้ชายมันสวยได้ขนาดนี้ ตรูยอมขึ้นคานดีกว่า
 
ปล.ล ถ้าใครเคยพบ Real Life Xanxus ช่วยบอกด้วยนะ อยากเห็นอะ
 
 
 

edit @ 30 Dec 2011 20:09:31 by mod1234

edit @ 30 Dec 2011 20:14:28 by mod1234

Christmas

posted on 24 Dec 2011 19:20 by mod1234-takoyaki  in FIC
Title : Christmas
Paining : xs
Warning :   
• one shot
• NO-NC / No-Kiss
• อบอุ่น แต่ไม่อุ่นตับ 
• คาแล็กเตอร์กระจุย
 

Silent night
Holy night
All is calm
All is bright
'Round yon virgin Mother and Child
Holy infant so tender and mild
Sleep in heavenly peace
Sleep in heavenly peace

 
 
เสียงเพลงศักดิ์สิทธิ์แผ่วเบาล่องลอยตามลมจากที่ห่างออกไปไกลริบ แสงเรืองรองของดวงไฟอบอุ่นส่องประกายจากตัวเมืองผ่านพ้นทิวใบสนหนาสุดลูกตา สีเหลืองอ่อนตัดกับประกายหิมะขาวพิสุทธิ์ที่ตกต้องปกคลุมพฤกษา ช่างนวลจับตาแวบวับดุจประกายไฟของต้นคริสตร์มาส ระยิบระยับราวดาราแห่งฟากฟ้า
 
 
ดวงตาสีพิสุทธิ์ของร่างๆ หนึ่งเฝ้ามองแสงอันอบอุ่นนั้นจากระเบียงของปราสาทหลังโตท่ามกลางฝนหิมะที่พร่างพราวรายรอบ มือเรียวโอบกอดตัวเองแน่นขึ้นเพราะความเหน็ดหนาวที่สัมผัส แววไหวระลอกในดวงตาเคลื่อนคล้ายไปมาเลื่อนลอยเมื่อเจ้าของจักษุคู่นั้นกำลังตกอยู่ภายใต้ภวังค์ของความคิด จนไม่ได้รู้สึกตัวสักนิดแม้จะมีแขกผู้มาเยือนโดยไม่ได้เตือนล่วงหน้า
 
 
“ทำไมไม่อยู่สนุกกับพวกไอ้พวกสวะนั้น” เสียงทุ้มนุ่มของบุคคลอีกคนที่เอ่ยออกมา ทำให้เจ้าตัวสะดุ้งนิดๆ
 
 
 
“........ แค่เบื่อๆ นะ” ร่างบางเพียงหันไปมองผู้มาเยือนชั่วครู่พลางตอบแผ่วเบา ก่อนกลับไปจ้องมองยัง
แสงไฟอันห่างไกลอีกครั้ง ไหลบางสั่นน้อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกหนาวเหน็ด แต่เจ้าตัวกลับไม่คิดอยากกลับเข้าไปด้านในอาคารที่เพรียบพร้อมไปด้วยความร้อนจากอีสเตอร์ชั้นดีสักเท่าไร
 
 
“คิดอะไรอยู่” แววเสียงทุ้มที่คราวนี้ขยับเข้ามากระซิบข้างใบหู เสื้อโค๊ทสีดำตัวหนาที่นภามือสวมใส่ถูกกางออกเพื่อห่มคลุมร่างบางในวงแขน หวังใช้ไออุ่นจากผ้าหนาและร่างกายตน ผ่อนปรนความหนาวเหน็ดของผู้ที่กำลังอยู่ในอ้อมกอด ไม่ว่าไหล่บางที่สั้นสะท้านอยู่นี้เกิดมาจากหิมะพิสุทธ์ที่ตกต้อง หรือ พายุหิมะที่กำลังสาดซัดภายในจิตใจของฉลามขาวของวาเรียก็ตาม
 
 
“ ......................................”  สคอลโล่ไม่ได้ปฏิเสธวงแขนแกร่งที่โอบอุ้มจากด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดเพิ่มเติม ร่างขาวเพียงปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอ้อมแขนหนาของคนใกล้ชิด ซุกซบหวังให้ความอบอุ่นจากคนเคียงใกล้ถ่วงความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะเอ่ยบอกออกมา
 
 
เหมือนความเงียบไม่ใช่สิ่งที่นภามืดยอมรับได้ แซนซัสใช้ตัวตนโอบร่างบางให้มากขึ้น หวังใช้ความมุ่งมาดและหนักแน่นซึ่งสะท้อนออกมาจากอ้อมกอดคาดคั้นอีกฝั่งโดยปราศจากคำพูด เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เจ้าของหัวใจของเขาทั้งดวงต้องเศร้าสร้อย และฉลามขาวก็เข้าใจความหมายที่นภาสื่อออกมาเป็นอย่างดี
 
 
“…………………………………………………………. ตลอดมาฉันไม่เคยมีครอบครัว สิ่งเดียวที่ฉันรับรู้ได้ในบ้านพักเด็กจรจัด คือ ความเปล่าเปลี่ยวและอ้างว้าง ........................ เพื่อวาเรียฉันทำเรื่องชั่วร้ายไม่ใช่น้อย ฆ่าคนไปมากมาย วันแห่งความบริสุทธิ์และครอบครัวอย่างคืนนี้ คงไม่มีที่ที่เหมาะกับฉัน” สคอลโล่ยิ้มน้อยๆ ขณะเปรยคำตอบ ใบหน้างามทอแววเศร้าสร้อยโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้สึก กระนั้นแซนซัสก็เพียงโอบร่างในอ้อมแขนไว้ด้วยหัวใจที่ซึมซับถึงความเจ็บปวด แล้วปล่อยให้คนตรงหน้าเผยความในใจต่อไปโดยไม่ขัดขวาง
 
 
“ซันตาครอส คงไม่มีวันมาให้ของขวัญฉันแน่ๆ เลย สินะแซนซัส”
เมื่อความในใจสุดท้ายเผยออกมา ความเงียบสงัดก็เข้าคลุมบริเวณ ขณะที่ใบหน้างามกลับไปซบบ่าแกร่งอีกครั้ง คาดหวังและรอคอยการปล่อยประโลบ คล้ายเด็กตัวน้อยที่รอคอยซัสตาครอสชุดแดงที่มามอบของขวัญให้
 
 
พลั๊ก!
 
 
แต่แทนที่จะเป็นสัมผัสแผ่วเบาอย่างที่คาดหวัง สคอลโล่กลับรู้สึกว่าตนเองถูกผลักให้ล้มลงไปยังพื้นของระเบียงที่มีหิมะทับถมจนดวงตาสะท้อนภาพสายน้ำสีขาวดุจปุยฝ้ายที่ยังถั้งทอลงมาไม่ขาดสาย แต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก่อนที่กายแกร่งแสนเร่าร้อนจะตรงเข้าทาบทับ โอบกอด ยึดตรึงทุกอวัยวะ บังคับให้ดวงตาสีวารีสวยสบกับเพลิงกาฬอันร้อนแรง
เมื่อตาต่อตาจับจ้องกัน ความเหน็ดหนาวทั้งกายและใจคล้ายเลื่อนหายไป แสงไฟที่พร่างพราวจากภายนอกราวกับยิ่งห่างออกไปในอีกจักรวาล เหลือเพียงสองใจซึ่งหยุดไว้ที่กันและกัน ไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากตัวตนของคนตรงหน้า
“แกจะไปรอคอยไอ้สวะอ้วนชุดแดงนั้นทำไม ถ้าแกอยากได้อะไรก็มาขอกับฉัน เพราะฉันคือครอบครัว คือซันตาครอสของแกคนเดียว และตลอดไป”
ถ้อยความแสนหวานเอ่ยตอบ พร้อมๆกับมือเรียวขาวที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อมอบจุมพิตหนัก แรงสัมผัสเรียกเสียงหัวเราะคิกคักของสคอลโล่ให้ดังขึ้น ใบหน้าที่เคยฉาบไปด้วยความหมองเศร้า บัดนี้เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มขี้เล่นแสนน่ารักจนคนที่มองอยู่เบื้องบนอดใจไม่ให้ก้มลงมายังพวงแก้มใสไม่ไหว แต่ยังไม่ทันที่จะได้เคลื่อนริมฝีปากไปลิ้มรสชาติต่อ มือเรียวก็เข้ามาขวางไว้ทำให้ร่างสูงขัดใจที่ทำได้เพียงกดจุมพิตหนักที่หมายจะทาบทับยังกลีบปากสีกุหลาบลงบนฝ่ามือเนียนแทนเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นซันตาครอส ปีนี้ฉันเป็นเด็กดีหรือเปล่า” คนเบื้องล่างเอ่ยถามเมื่อนภามืดยันกายขึ้นมาจับจองตนอีกครั้ง ใบหน้าหล่อคมชักสีหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมให้ตนได้ทำอย่างใจอยาก
“ดีก็ได้”
คำตอบที่ได้ทำให้นิ้วเรียวขาวถูกนำมาทาบริมฝีปากบางสีชมพูเรื่อ ก่อนเจ้าตัวจะนำไปทาบยังแก้มของนภา
รัตติกาลแทนจุมพิตขอบคุณ
“งั้นซันตาครอสจะให้ของขวัญเด็กดีคนนี้หรือเปล่า”
“แกอยากได้อะไรละ”
สคอลโล่ยิ้มเอียงอายเมื่อยกตัวขึ้นไปจุมพิตที่แก้มซึ่งประดับด้วยรอยแผลเป็น ดวงหน้าที่ตราตรึงทุกผู้มีเพียงรอยยิ้มกระจ่างตา ขณะที่มือเรียวที่เคยโอบรอบคอหนาถูกเลื่อนลงมาสัมผัสที่ข้างแก้มทั้งสองแทน เพื่อสัมผัสถึงไอร้อนประจำตัวซึ่งช่วยยืนยันว่าความอบอุ่นแสนหวานตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่ฝันไป
“ขอให้ซันตาครอสรัก และอยู่กับฉันตลอดไปก็พอแล้ว”
ความในที่ได้รับจุดรอยยิ้มบนใบหน้าคร้าม ความต้องการ “รัก” ที่มากมายจนแทบระเบิดออกมา ทำให้แซนซัสอยาก บดเบียด สัมผัส ตัวตนและจิตวิญญาณทุกส่วน อยากหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ความสุขอันหอมหวน แสนหวานสั่งให้ริมฝีปากมุ่งตรงไปยังกลีบกุหลาบหวานช้ำที่คราวนี้เจ้าของไม่ขัดขืน หรือ ปัดป้องอีกต่อไป เมื่อความต้องการภายในใจของสองดวงประสานเป็นหนึ่งเดียว
.
.
.
ยังไม่ทันทีริมฝีปากทั้งสองจะประกบถ่ายทอดตัวตนให้แก่กัน ประตูระเบียงก็ต้องผลักอย่างแรง พร้อมกับการปรากฎกายของเจ้าชายนักฆ่า เด็กหน่มชะงักมองภาพการป้อนความรักตรงหน้าชั่วครู่ ก่อนจะมอบรอยยิ้มโรคจิตให้พลางตรงไปฉุดกระชากลากถูฉลามคลั่งจากอ้อมอกของแซนซัส โดยที่เจ้าแห่งรัตติกาลไม่คัดค้านแต่อย่างใดเพียงแต่เดินตามมาห่างๆ เท่านั้น
หลังจากเบลฟาลากอนสามารถฉุดกระชากสคอลโล่ลงมาจนถึงสวนด้านล่างของปราสาทที่ซึ่งลุซซีเรีย และมาม่อนรออยู่แล้วได้เป็นผลสำเร็จ เจ้าชายก็ยอมปล่อยมือขาว ขณะที่คนซึ่งไม่ทันตั้งตัวเรียกสติพอจะหันกลับมาด่ากราดตามวิสัยในที่สุด
“จะทำอะไร ไอ้เจ้าชายงี่เง่า”
กระนั้นเด็กหนุ่มกลับไม่ตอบคำถาม แต่มอบรอยยิ้มกวนประสาท พร้อมถือวิสาสะจับมือนุ่มนำไปวางไว้ตรงแท่นที่ตั้งตระหง่านอยู่แทน
“สคอลโล่เอามือวางไว้ตรงนี้นะ นั้นละ พอเจ้าชายนับ 1 ถึง 3 แล้ว สคอลโล่ก็กดเลยนะ”
ความมืดที่รายรอบประกอบกับปุ่มที่ไม่มีคำอธิบายได้ๆ ทำให้ฉลามหนุ่มงุนงง แต่กระนั้นเหล่าผู้บริหารแห่งวาเรียที่เริ่มนับถอยหลังก็ทำให้สคอลโล่ไม่อาจขอคำอธิบายได้เพิ่มเติมแล้ว
3
2
1
0
มือเรียวกดปุ่มตรงหน้าพร้อมๆ กับเสียงนับถอยหลังที่เสร็จสิ้น ทันใดนั้นต้นไม้โดยรอบตัวก็สว่างพร่างพราวระยิบระยับด้วยไฟหลากสีที่พร้อมใจกันเปล่งประกายหยอกล้องดงาม แสงไฟที่ล้อมรอบ ความสวยงามที่บังเกิดขึ้นฉับพลันเรียกรอยตื่นตะลึงบนใบหน้าหวาน ไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำใด เสียงของเจ้าชีวิตก็ถูกกระซิบข้างใบหูอีกครั้ง และมันก็จะดังอย่างนี้ตลอดไปทุกๆ ปี
 
 
Merry Christmas My Dear
.
.
.
.
.
Fin

Merry Christmas Everybody
ปล. คลอดฟิคออกมาด้วยความมึนงง เขียนเช้า เสร็จค่ำ ก้ากกกกก กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องนะค่ะ เหมือนจะไม่ได้อัพฟิคมานานมากมายแล้ว ภาษาอะไรอาจจะติดขัดไปบ้าง เพราะห่างจากวงการไปนานโข่ แต่ก็อยากแต่งฉลองเทศกาลกันหน่อย ฟิคนี้แต่งเพราะ 2 เหตุผล คือ อยากแต่ง และ เพราะ คุณ (ท่าน) น้อง พลอย อยากอ่าน รับปากไปแล้วว่าจะอัพฟิคใหม่ แต่ดันไปต่อไม่ถูก ครั้นจะไม่อัพเลย ก็กลัวโดนมันตบกลิ้ง (อยากเข้ามานะพี่กลัว อิอิ)

edit @ 24 Dec 2011 19:37:36 by mod1234

edit @ 25 Dec 2011 11:51:36 by mod1234

ประกาศนียบัตร XS

posted on 08 Mar 2011 19:44 by mod1234-takoyaki
เห็นนังมดอัพบล็อค มั่นใจได้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระเป็นแน่แท้ แต่คนอยากจะแชร์ทำไงได้
กรีดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
(หลังห่างจากการนั่งอ่านฟิคมาเป็นเวลา 138 โกฐปี พอดีไปเจอไอ้นี้เข้า)
 
 
 
 
 
ป๋าเมียได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในระดับโลกแล้ว
 
 
 
 
 
ความสัมพันธ์ สเปลฮี สควอลโล่ (เมีย) (คนรู้ใจ)
 
 
 
สาบานว่าไม่ได้ทำเองหรือตัดต่อ มันอยู่ในวิกิพีเดียจริงๆนะ เออ
คิคิ ต่อมอยากอ่านฟิคป๋าเมียปะทุอีกแล้ว ไปขุดหาอ่านดีกว่า
ปล.ล. ใครก็ได้แต่งฟิคป๋าเมียให้อ่านหน่อย Please

edit @ 8 Mar 2011 19:54:54 by mod1234

edit @ 8 Mar 2011 19:56:08 by mod1234

ร่วมไว้อาลัยแด่ 1827FC

posted on 28 Jan 2011 20:06 by mod1234-takoyaki
เหมือนจะนอกเรื่องไม่ใช่น้อย แต่อย่างไงก็เคยเค้ยเป็นแฟน 1827 ชนิดเหนียวแน่นหนึบ เลยขอมาเกาะกระแสสักนิดแล้วกัน เดียวจะตกเทรน
 
"หากผืนนภาไร้ซึ่งพิสุทธิ์ของเมฆามาแต่งแต้ม      
สีฟ้าอันเปล่าเปลี่ยวคงเจิดจรัสอย่างเดี่ยวดาย"
 
 
 
 
ขอร่วมไว้อาลัยกับการจากไปของแฟนคลับ 1827 อย่างเป็นทางการ

edit @ 28 Jan 2011 20:18:13 by mod1234

spoil 295 - หลามของฉานนน

posted on 04 Jul 2010 18:06 by mod1234-takoyaki

ยอมบล็อคแหกเพื่อลูก 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

 

อ.อามาโนะ

 

 

ชาบู ชาบู

 

 

 

ได้ใจหลายๆๆๆๆๆๆ หลามฉานนนนนนนนนนนน

 

 

 

เอาละ มาตีแผ่กันที่ละช็อต (แบบเสื่อมๆ)  + แถมตัวชี้วัดความเป็นราชีนี

 

 

 

ช๊อตที่ 1

เมื่อหลามได้พบกับโทมัส ทอร์ ผู้เชี่ยวชาญของซันซิว 

 

ผมเธอจึงพลิวสลวยรับลม เสื้อสูทสีดำช่างตัดกับผิวขาวๆเสียนี้กระไร อย่างว่า หลามมันเมพเทพกับสีดำ(?)

 

คะแนนความเป็นราชินี

สวยพร้อมทุกสถานการณ์

10/10

 

 

 

 

 

 

 

ช็อตที่ 2

เมื่อคุณเธอรับบท 'นังอุษา' แห่งไทรโศก

แม่คุณเธอของขึ้น เมื่อพี่ม้าถามหาสามีสุดที่รัก (?) ต่อหน้าทูน่าน้อย

ชิชะ! ริอาจจะเป็นพ่อสื่อพ่อชักให้นังปลาขาดโอเมก้า 3 หรือ ฝันไปเถิด เดียวแม่ก็เอายากรอกปากให้เป็นอัมพาย์อดกินนกเสียหรอก

 

คะแนนความเป็นราชินี

สั่งการทุกผู้ดุจดังบ่าวไพร่ เอาบารมีเข้าข่ม

10/10

 

 

 

 

 

 

 

 

ช๊อตที่ 3

เมื่อแม่คุณทำตัวเป็นนักสืบ

 

เมื่อลูกศิษย์ตัวน้อยมีภัย มีหรือที่อาจารย์จะไม่รู้ แค่ตามองตาก็รู้แล้วว่าเป็นตัวปลอม

โอโห้ สงสาร ป๋า ขึ้นมาทันใด นี้คงไม่สามารถตบตาอันคมกริบของฉลามสาวแอบไปมีกิ้กได้แน่ๆ (ขืนทำจริงคงโดนฉลามขย้ำซะ)

 

คะแนนความเป็นราชินี 

สายตาดุจนางเหยี่ยว จับผิดได้ทุกความเคลื่อนไหว 

10/10 

 

อันว่าด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า

 

 

หลามเคะราชินีโว๊ย!!!!

 

 

 

 

edit @ 4 Jul 2010 18:26:14 by mod1234

edit @ 4 Jul 2010 19:10:35 by mod1234

เปิดรับ comment - eternity

posted on 22 May 2010 19:52 by mod1234-takoyaki

เหมือนจะอัพเลว แต่อัพมีสาระ (มั่งนะ)

บ้างคนอาจทราบแล้วว่ามดได้มีส่วนร่วมกับเมกะโปรเจ็ค XS เอ็นโทร

 

eternity  

By Mod1234

เนื้อเรื่องย่อ: การพลิกบทบาทครั้งสำคัญของแซนซัส ชายหนุ่มหน้าตาดี อดีตชายหนุ่มเจ้าของฉายา เก้าอี้ติดตูด ในครั้งนี้แซนซัสจะลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เพื่อปกป้องคนสำคัญของเขาได้อย่างไร การผสมผสานระหว่างหนังไทยชื่อดังอย่างชัตเตอร์และ the eye จะจบลงเช่นไร วิญญาณหลอกลอนที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆนั้นจะหายไปมั้ย ติดตามชมได้ในฟิคเรื่องนี้

เลยขอเปิดพื้นที่สำหรับเพื่อนๆที่ได้อ่านสำหรับ comment สักนิด ขอบคุณมากค่ะ

ปล.เฝ้ารอ comment  

edit @ 27 May 2010 19:54:57 by mod1234

fic-enough # 9 (XS)

posted on 30 Apr 2010 20:07 by mod1234-takoyaki  in FIC
ตอนที่ 9


"แกมาช้า!" ทันทีที่สคอลโล่เปิดประตูเสียงตวาดก็เอ่ยต้อนรับคล้ายอีกฝั่งกำลังรอคอยการกลับมาของฉลามคลั่ง ถ้าเป็นสมัยก่อนคงน่าดีใจยิ่งนักที่แซนซัสเห็นความสำคัญของเขาบ้างแม้เพียงนิด แต่กาลเวลาที่ผ่านไปกลับทำให้หลายสิ่งแปรเปลี่ยน ด้วยบัดนี้เหลือเพียงดวงตาสีวารีที่มองผ่านไปยังใบหน้าคมที่กำลังเกรี้ยวกราดอย่างเหนื่อยอ่อนใจยิ่งนัก เพราะความเจ็บปวดที่ผ่านมามันเพียงพอแล้วกับการตั้งความหวัง มากเกินไปแล้วสำหรับการรอคอย มองเลยไปด้านหลังซุปร้อนๆ กำลังถูกแบ่งใส่ถ้วยเล็กเคียงกับขนมปังก้อนโตโดยลุซซีเรีย กลิ่นหอมอ่อนๆผสานไปกับกลิ่นของขนมปังน่าจะช่วยกระตุ้นกระเพราะอาหารให้หิวโหยสำหรับคนที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องมาตั้งแต่ช่วงเที่ยง แต่ความรู้สึกหนักหน่วงภายในใจกลับทำให้รู้สึกเต็มตื้นขึ้นแทน


"ลุซซีเรีย พวกแกกินไปเลย ฉันไม่หิว" สคอลโล่บอกปัดพลางเลี่ยงเดินไปทางบันได โดยไม่สนใจสายตาดุดันที่จับจ้องตนอยู่ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขึ้นขั้นแรกเอวบางก็ถูกคว้าไว้โดยเจ้าชายนักฆ่าที่วิ่งมาซบพร้อมใช้มือตบหน้าผากเสียเต็มแรง ก่อนทำหน้าเหมือนเพ่งพินิจบางสิ่ง


"โย้ย! สคอลโล่ตัวร้อนจี้เลย เจ้าชายว่าสคอลโล่ต้องกำลังป่วยอยู่แน่ๆ"


เสียงยืนยันหนักแน่นของเบลฟาลากอนทำให้สคอลโล่จำต้องยอมรับอย่างหงุดหงิดใจแล้วว่าการที่เขารู้สึกอ่อนเพลียมันคงไม่ใช่เรื่องที่อุปทานไปเอง แต่มีหรือที่คนอย่างฉลามคลั่งจะยอมให้ตัวเองอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นโดยเฉพาะต่อหน้าร่างหนาที่กำลังจับจองเขาอย่างไม่วางตานั้น คนแสนรั้นจึงสะบัดตัวต่อต้านจนอีกฝั่งต้องถอยปล่อยให้คนป่วยเดินปึงปังหนีขึ้นบันไดไป


.
.
.


ร่างที่ปกปิดด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำขาวสะอาดตาเดินออกจากห้องน้ำอย่างอ่อนระโหยเพื่อไปยังเตียงนุ่ม กลิ่นแดดที่เจืออยู่ในบรรยากาศและเสียงร่ำร้องจากทั่วร่างที่ต้องการพักผ่อนทำให้รู้สึกง่วงงุนจนผิดปกติ ศีรษะที่ตั้งตรงด้วยความผยองอยู่เสมอกลับโงนเงนและค่อยๆโน้มลงสู่หมอนใบนุ่มที่วางอย่างเหมาะเจาะ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นทำให้เจ้าของห้องอดนึกโมโหผู้ที่บังอาจมารบกวนไม่ได้ คิดไปว่าคงเป็นเจ้าชายนักฆ่าหรือไม่ก็กระเทยสาวที่มาวุ่นวายเรื่องอาหารเย็นจนไม่อยากใส่ใจ แต่เสียงทุบประตูที่ดังขึ้นทุกขณะทำให้จำยอมต้องลุกขึ้นไปกระชากประตูเปิด ทันใดนั้นดวงตาสีวารีก็ต้องเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เมื่อผู้ที่ยืนรออยู่หาใช่คนที่คาดคิดแต่กลับเป็นบอสแห่งวาเรียที่ยืนถือถาดซึ่งมีผ้าคลุมไว้


"..........................................................."


"........................................................."


".........................................................."


"......................................................มีอะไร"


สคอลโล่จ้องไปยังร่างหนาสลับกับสิ่งที่ถือไว้อย่างสงสัย แต่แซนซัสกลับไม่ยอมพูดสิ่งใดจนกระทั่งสคอลโล่ยอมแพ้ต้องเป็นฝ่ายถามก่อน ร่างหนาจึงได้ผลักไสถาดในมือมาให้ แม้จะงุนงงไม่น้อยแต่สคอลโล่ก็ยอมรับสิ่งที่นภามืดส่งมาให้แต่โดยดีก่อนเปิดผ้าที่คลุมออก และสิ่งที่เปิดเผยออกมาทำให้ดวงตาสีวารีทอแววแปลกใจมากขึ้นเมื่อของที่วางอยู่บนถาดคือซุปสีข้นที่มีควันลอยกรุ้น และขนมปังขนาดพอดีคำซึ่งถูกตกแต่งด้วยแยมสีแดงสดน่ารับประทาน


"กินไปให้หมด!"


คำสั่งดุดันเรียกสคอลโล่จากความประหลาดใจได้ชะงัก ใบหน้าหวานกลับงอง้ำอีกครั้งเพราะท่าทีแข็งกร้าวของแซนซัสซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงจึงผลักถาดกลับสู่มือของคนที่เอามาให้พร้อมหันหลังหมายจะกลับเข้าห้อง แต่ไม่ทันไรข้อศอกเรียวก็ถูกคว้าไว้


"ฉันบอกแล้วว่าไม่หิว" ร่างบางกระแทกเสียงตอบพลางออกแรงสะบัดหลายครั้งหวังให้หลุดจากพันธนาการ ท่าทีขัดขืนทำให้แซนซัสออกแรงบีบข้อศอกเรี่ยวมากขึ้นอีกจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นสลับกับเสียงลมหายใจที่แหบพร่าด้วยความเจ็บปวด


"ฉันสั่งให้แกกิน!"


ว่ากันว่าบางครั้งความเกรี้ยวกราดและความรุนแรงไม่อาจสยบให้ทุกสิ่งที่ต้องการมาหมอบคาบอยู่ภายใต้เราได้ และเช่นเดียวกันที่ประโยคอันแข็งกร้าวอันเป็นเอกลักษณ์ของนภามืดตนนี้หาได้สยบให้พิรุณร่างบางย่อมศิโรราบได้


"โว๊ย! บอกเป็นล้านรอบแล้วไงว่าแกไม่ใช่บอสของฉันแล้ว แกไม่มีสิทธิบังคับให้ฉันกินอะไร หรือไม่กินอะไร"


ความดื้อดึงที่ปรากฎชัดเรียกความเดือดดาลของนภากว้างให้พุ่งขึ้นไปในระดับสูงสุด ร่างหนาออกแรงตวัดร่างบางในอ้อมแขนให้เข้ามาปะทะกับแผงอก โดยใช้มือเพียงข้างเดียวพันธนาการไว้ ในขณะที่อีกข้างยังคงถือถาดอาหารไว้มั่น ความใกล้ชิดทำให้ฉลามคลั่งสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันระอุ รับรู้ถึงความเร่าร้อนในกายที่แนบชิดกับตน และเหนือสิ่งใดคือประกายระริกพราวที่ทอแสงจ้าในความมืดภายใต้เพลิงกาฬอันแผดเผาคู่นั้น


.


ชั่วขณะที่สคอลโล่กำลังหวาดหวั่นกับความพ่ายแพ้ในตัวตนของนภา วงแขนที่กระชับแน่นเมื่อครู่ก็ค่อยๆผ่อนแรงลงเพื่อปล่อยข้อศอกเรียวให้เป็นอิสระโดยรู้ดีว่าคนๆนี้ไม่อาจหลบหนีออกไปได้ ในขณะที่โน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างใบหูนุ้มด้วยถ้อยความที่แฝงไปความปราถนาในอารมณ์รัก


"แกแน่ใจหรือว่าฉันไม่มีสิทธิในตัวแก"


สายตาสีแดงฉานทอประกายจ้ามากขึ้นเมื่อใบหน้าขาวแดงเรื่อเพราะคำพูดเล้าโลมของตน และดูเหมือนสคอลโล่ก็จะรู้เช่นเดียวกันว่าท่าทางของตนตกอยู่ภายใต้การเฝ้ามองอย่างพึงใจจากแซนซัสจึงรีบหาทางออกจากสถานการณ์อันตรายนี้ด้วยการคว้าเอาถาดอาหารจากอีกฝั่งแล้วรีบปิดประตูก่อนที่จะถูกกักตัวไว้ได้อีกครั้ง


.


เพียงคล้อยหลังสคอลโล่ไปชายผู้ถูกทิ้งให้ยืนอยู่หน้าห้องก็อดยิ้มหยันด้วยความสนุกสนานให้กับท่าทางเขินอายของฉลามคลั่งไม่ได้ แต่ทันทีที่หันตัวกลับมาใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มก็แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยอย่างวางเชิงเมื่อเห็นว่ามีบุคคลอื่นกำลังยืนมองตนอยู่ไม่ห่างมากนัก


"เธอมาทำอะไร"


"เบลบอกว่าสคอลโล่ไม่ค่อยสบาย ฉันก็ต้องมาเยี่ยมสิค่ะ"


.
.
.


ในห้องพักของสคอลโล่ ฉลามคลั่งกำลังฮึดฮัดกับความเอาแต่ใจของแซนซัสซึ่งไม่เคยเปลี่ยน กระนั้นแม้ริมฝีปากเรียวจะพร่ำคำด่านับ 10 ภาษา แต่ก็ยินยอมทานขนมปังและซุปอยู่ดี พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง


"สคอลโล่"


เสียงคุ้นหูที่เรียกชื่อทำให้ร่างบางรีบลุกขึ้นไปเปิดประตูต้อนรับผู้ที่มาเยือนพลางมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ ทางเดิน ก่อนเชื้อเชิญให้หญิงสาวเข้ามานั่งบนเก้าอี้หวายข้างเตียง ขณะที่ตนกลับไปนอนห่มผ้าบนเตียงเหมือนเด็กเล็กๆ ที่ยอมให้มือเรียวเล็กเนียนนุ้มลูบหัวอย่างแผ่วเบาเหมือนน้องชายกำลังอ้อนพี่สาวที่มาเฝ้าพยาบาลตัวเอง


"พี่ได้ข่าวว่าเธอไม่สบายเป็นอย่างไงบ้าง"


"ไอ้เบลมันปากบอนสินะ ไอ้เวรนั้นหุบปากไม่เป็นจริงๆ"


"แล้วเป็นอย่างไรบ้าง"


"แค่ปวดหัวนิดหน่อย สงสัยโดนลมทะเลมากไป"


เสียงที่แสร้งสดใสขัดกับใบหน้าที่ทอแววแดงกล้ำขึ้นทุกขณะ ไอร้อนที่แผ่ออกมาทำให้แม้แต่เด็ก 5 ขวบก็รู้ว่าฉลามคลั่งกำลังโกหก และถ้าแค่นั้นยังไม่อาจทำให้มั่นใจได้ เสียงไอที่ดังตามมาถี่ๆ ก็คงสามารถยืนยันอาการป่วยได้อีกประการหนึ่ง


"นี้เป็นยาแก้ปวด ทานซะมันจะทำให้เธอสบายขึ้น" หญิงสาวพูดพลางหันไปหยิบยื่นยาเม็ดสีขาวมนเล็กๆ 2 - 3 เม็ดจากกระเป๋าสะพายของเธอ พร้อมแก้วน้ำที่ติดมากับถาดอาหารที่วางอยู่ใกล้ๆ และหลังจากที่สคอลโล่ทานยาแก้ปวดไปได้ไม่นานสติก็เริ่มสะลึมสะลือและเข้าสู่ภวังค์ โดยมีกาเบรียลคอยเฝ้ามองจนมั่นใจว่าชายหนุ่มหลับสนิทดีแล้วจึงค่อยถอยตัวออกมา ปล่อยให้ฉลามคลั่งนอนพักผ่อนต่อไปเพียงลำพัง


.
.
.


"ยังอยู่อีกหรือค่ะ" หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความแปลกใจเมื่อทันทีที่เธอออกมาจากห้องก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มผมสีนิลที่กำลังยืนผิงกรอบหน้าต่างด้านตรงข้าม


"................................................"


แม้ไม่มีเสียงตอบคำถามแต่อาการจับจ้องไปยังประตูที่กั้นกลางระหว่างทางเดินกับภายในห้องก็ไม่ยากเกินกว่าหญิงสาวจะคาดเดาจุดประสงค์ของนภาผู้นี้


"เขาทานอาหารหมดแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะ"


"......................ใครเป็นห่วงเจ้าสวะนั้นกัน" เแซนซัสกระชากเสียงตอบพลางหันหลังกลับเตรียมจะเดินจากไป ทันใดนั้นเสียงหวานก็เปรยขึ้นมาแผ่วๆ คล้ายพูดกับตัวเอง แต่ก็ดังพอที่จะทำให้คนที่กำลังจะเดินจากไปนั้นได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ


"ถึงเด็กคนนั้นจะไม่เคยบอกว่าทำไมเขาต้องเตลิดเปิดเปงออกมาจากอิตาลี แต่ฉันพอเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อนเพราะมันคงไม่ต่างกับสิ่งที่ฉันเจอมากนัก แต่ตอนนี้สคอลโล่เจ็บปวดมากเพราะเพิ่งสูญเสียคนรักไป และฉันหวังว่าคุณจะไม่ใช่โอกาสนี้ทำให้เขากลับไปเจ็บปวดเพราะคุณอีกครั้งนะค่ะ"


ไม่ทันที่นภามืดจะได้โต้ตอบคำเปรยหญิงสาวก็เดินจากไปไกลเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงความงุนงงและความโมโหที่ไม่อาจทำสิ่งใดได้ สายตาสีฉานตวัดมองไปยังประตูไม้อย่างคาดโทษราวกับต้องการทำลายสิ่งที่กั้นขวางระหว่างเขากับสิ่งที่อยู่ภายในห้องเสียในนาทีนี้แต่รู้ดีว่าไม่อาจทำได้ดังใจนึกจึงจำต้องเดินจากไป ท่ามกลางจังหวะบรรเลงของฟรุ๊ตที่ก้องกังวาลในบรรยากาศ


.
.
.


ปวดหัวชะมัด!


เสียงกู้ร้องจากลานหน้าบ้านดังขึ้นหลังจากตะวันส่องสว่างอีกครั้งเรียกให้ดวงตาที่อ่อนล้าจำต้องเปิด สคอลโล่สัมผัสได้ถึงคราบเหงื่อที่โซกไปทั่งร่างและที่แย่กว่านั้นคืออาการหัวศีรษะที่คุกคามมาตั้งแต่เมื่อคืนและทวีมากขึ้นที่ทำให้ตาพร่าเลือนจนนึกอยากจะนอนหลับต่อไป แต่เสียงเรียกที่ดังขึ้นคงไม่ยินยอมให้ฉลามคลั่งสามารถทำดังใจนึกได้ ร่างบางจำเป็นต้องฝืนตัวเองเดินลงมาด้านล่างซึ่งลูกน้องกำลังเฝ้ารออยู่ด้วยความเคร่งเครียด


"มีอะไรแต่เช้าว่ะ"


"เกิดเรื่องแล้วครับ!"


.
.
.


หลังทราบเรื่องคราวๆ สคอลโล่พลันโดดขึ้นรถจิ้บพุ่งตรงไปยังที่หมายซึ่งเป็นกระท่อมไม้เล็กๆที่ตั้งอยู่ชายป่าห่างจากบ้านพักของตนไม่มากนัก ยังไม่รอให้รถจิ๊บจอดนิ่ง ชายหนุ่มผมสีเงินก็ถลากระโดดลงไปหาราอูลที่ยืนสั่งการให้เหล่าหนุ่มรุ่นทั้งหลายช่วยกันสาดน้ำไปยังต้นไม้ใกล้ๆป้องกันไม่ให้เพลิงที่กำลังเผาผลาญบ้านไม้หลังนั้นลุกลามออกไปจนกลายเป็นไฟป่าครั้งใหญ่


"จิฟาส กับ โซรอสละ" เสียงที่เอ่ยถามแสดงได้ดีถึงหวาดหวั่นที่ไม่อาจหลบซ่อน หลังจากสคอลโล่ทันเห็นกองไม้ที่หักโคนในกองเพลิงที่กำลังเผาพลาญ และวินาทีต่อมาระเบิดเล็กๆจากภายในกองไฟก็ประทุขึ้นส่งลูกไฟพุ่งสูงขึ้นสู่ฟ้าท่ามกลางความสับสนวุ่นวายรอบด้าน แต่แสงสว่างที่วาบขึ้นก็ไม่อาจเรียกความสนใจของฉลามคลั่งไปจากใบหน้าอันเศร้าสร้อยของชายชราได้


"พวกเขาอยู่นั้น" ชายชราตอบพลางชี้ไปยังจุดที่ร่างไร้ชีวิตของเหล่าเด็กหนุ่มซึ่งถูกกล่าวถึงเมื่อครู่วางเคียงกันอยู่บนเสื่อและคลุมด้วยผ้าสีขาวผืนโต ร่างบางก้าวอย่างอ่อนแรงไปตวัดผ้าเปิดออก ดวงตาสีวารีพลันเออคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลรินโดยลืมอายเมื่อภาพเด็กหนุ่มอายุเพียง 12 - 13 ปีที่ต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควรช่างอนาถและยากแก่การทำใจมากนัก


"ไอ้สารเลวพวกนั้น มันทำกับเด็กไม่มีทางสู้ได้ขนาดนั้นเลยหรือ!" เสียงตวาดกร้าวดังก้องผืนป่าจนแม้แต่เหล่าชายหนุ่มที่กำลังขะมักเขม้นกับการดับไฟยังต้องชะงักขึ้นมาดูหัวหน้าตนที่โกรธกร้าวกว่าครั้งใด หลายคนลอบเห็นตรงกันว่าฉลามคลั่งในยามนี้ช่างดูน่ากลัวนัก ดวงตาสีวารีแววโลดด้วยเพลิงแค้นที่สะท้อนรับคราบน้ำตาที่เอื้อคลอ มือเรียวเขย่าผ้าในมือราวกับต้องการบดขยี้ให้แหลกเป็นผุยผง แม้แต่ราอูลที่นับว่าเป็นคนที่ใกล้ชิดมากที่สุดก็อดหวาดหวั่นกับแรงพิโรธที่สัมผัสไม่ได้ แต่วินาทีนี้การแก้แค้นยังไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด


"สงบใจไว้ก่อนสคอลโล่ ตอนนี้เราต้องรู้ให้ได้มากกว่าว่าใครทำและพวกมันรู้ที่ซ่อนคลังอาวุธได้อย่างไง ฉันไปถามพวกยามชายฝั่งแล้วตั้งแต่เมื่อคืนไม่มีความเคลื่อนจากพวกนั้น อย่าลืมสิว่าที่ตั้งคลังอาวุธที่นี้มีเพียงพวกเราไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน"


ข้อสังเกตจากราอูลฉุดให้สคอลโล่คิดตามอย่างถี่ถ้วน แต่แล้วไม่ว่าจะมองมุมไหนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ชี้ให้เห็นได้เพียงอย่างเดียว


"เกลือเป็นหนอนหรือ!"


"เราคงต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นกว่าเดิมแล้วละ" ชายชราพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนเอ่ยตอบด้วยความหนักใจ เพราะถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะคนในเกาะเพียงไม่กี่คนด้วยกันแล้วมันจะเป็นปัญหาที่แก้ไขยากกว่าการรับศึกนับล้านจากภายนอกนัก


.
.
.


ตะวันทำมุมกับท้องฟ้าหลายองศาแล้วกว่าไฟที่โหมไหม้จะมอดดับ เหล่าชาวบ้านที่มาชุมนุมช่วยกันเก็บกวาดและค้นย้ายศพของเด็กหนุ่มทั้ง 2 ไปที่โบสถ์ด้วยรถที่ฉลามคลั่งขับมา ขณะที่สคอลโล่ขอให้ราอูลมาส่งตนยังบ้านพักก่อนจะเลยไปที่ฐานเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดและเขม่าควัน


"ไปรอฉันที่ฐานก่อน อีก 20 นาทีฉันจะตามไป"


สคอลโล่สั่งการขณะก้าวลงจากรถที่มาชะลอส่งที่หน้าประตู ท่ามกลางการจ้องมองอย่างสงสัยในสีหน้าอันซีดเผือกราวกับไร้เลือดขึ้นไปหล่อเลี้ยงจนอดไถ่ถามด้วยความห่วงใยไม่ได้ของราอูล


"นายหน้าซีดมากเลยเป็นอะไรหรือเปล่า สคลอโล่"


"ไม่เป็นไร ไปได้แล้ว"


สคอลโล่ฝืนออกแรงตบรถไล่เสียงดังและยืนส่งจนมั่นใจว่ารถจิ๊บเมื่อครุ่จากไปจนลับตาแล้วจึงเปิดประตูรั้วเพื่อเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านที่ห่างออกไปไม่ถึง 30 เมตร แต่ในความรู้สึกของคนเดินกลับเหมือนมันมีระยะทางหลายกิโล แสงแดดที่สะท้อนประกายกับพื้นหินทำให้ทางเดินดูเลือนลาง ลำคอรู้สึกแห้งพาก แม้แต่เรี่ยวแรงก็เหมือนจะหลุดลอยไปในทุกก้าวย่างจนไม่อาจแน่ใจได้ว่าขาอันสั่นพร่านี้จะสามารถพยุงร่างอันอ่อนระโหยนี้ไปถึงหน้าประตูได้หรือไม่


"แกหายตัวไปไหนมา" แว่วเสียงดุดันดังจากเบื้องหลังทำให้ร่างบางสะดุ้งตัวโยน แต่ก่อนที่จะได้หันไปหาที่มาของเสียงแขนเรียวข้างหนึ่งก็ถูกใครบางคนถือวิสาสะเกาะกุมไว้อย่างแน่นหนาเสียแล้ว


"ฉันไม่มีอารมณ์จะมาต่อล้อต่อเถียงกันแกตอนนี้" แรงบีบที่แขนเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับขึ้นมาได้อีกนิด สคอลโล่พยายามสะบัดให้หลุดแต่มีหรือที่ไม้ซีกจะไปชนะไม้ซุงเพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะสะบัดแรงเพียงใดมือหนาที่จับเอาไว้มั่นนั้นก็ไม่ยอมปล่อยอยู่ดี


"แกไม่มีสิทธิหนีฉันไอ้สวะ"


"ปล่อยสิว่ะ"


"แกไม่มีสิทธิสั่งฉัน!"


"บอกว่าปล่อยไงว่ะ!"


นภาและสายฝนผลัดตวาดใส่กันก้องไป ขณะที่สคอลโล่ยังไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะสะบัดแขนตนออกเช่นเดียวกับร่างหนาที่ไม่ยอมให้เป็นไปตามใจพิรุณนึกได้ ต่างฝ่ายต่างยื้อกำลังกันกลางสนามที่มีแสงแดดร้อนระอุและลมทะเลพัดมากระทบร่าง ท่ามกลางความขมึงเกรียวที่เกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ยอมแพ้นี้เองที่ร่างอันโงนเงนมานานมาถึงจุดสิ้นสุด


.... ไม่ไหวแล้ว ....


"ปล่อ...."


ไม่ทันจบประโยต พิรุณสีเลือดก็ทรุดสู่พื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง โชคดีที่ร่างหนายังยื้อแขนบางไว้จึงสามารถตวัดร่างบางให้ล้มมาทางตนแทนลงไปฟาดกับพื้นได้ทัน


"ไอ้สวะ! ไอ้สวะ! ไอ้สวะ! ไอ้สวะ!" นภามืดเขย่าร่างพลางร้องเรียกชื่อคนในอ้อมแขนอีกหลายครั้งแต่ร่างที่ซานซบกับอกก็ยังไม่ได้สติ แซนซัสตัดสินใจในฉับพลันเปลี่ยนท่าเป็นอุ้มคนหมดสติไว้ทั้งร่างแทนพลางก้าวเข้าสู่ภายในตัวบ้านด้วยความรวดเร็ว


.
.
.


"มันเป็นอะไรไป" บอสแห่งวาเรียถามเสียงขุ้นเมื่อเฝ้ามองกระเทยสาวตรวจอาการคนที่หมดสติโดยไม่วางตาขณะลุซซีเรียที่พอจะมีความรู้ด้านพยาบาลอยู่บ้างนำปรอทวัดไข้มาวัด แต่แล้วคุณหมอจำเป็นก็ต้องตกใจกับอุณหภูมิที่เครื่องวัดแสดงออกมา


"ตัวร้อนขนาดนี้ คงจะเป็นไข้ละค่ะ คงเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอแน่ๆเลย เจ๊เห็นสคอลโล่ได้นอนไม่กี่ชั่วโมงเอง วันๆ ถ้าไม่ไปตรวจเกาะ ก็ต้องออกไปฝึกดาบให้พวกหนุ่มๆ แถมพอตกกลางคืนยังต้อง เออ ....... แบบว่านอนไม่เพียงพออีก ต่อให้แกร่งขนาดไหนก็ต้องมีล้มกันบ้างล่ะค่ะ แต่ถ้าได้กินยากับพักผ่อนสักพักก็น่าจะกลับมาแว๊ดๆได้เหมือนเดิม เดียวบอสออกไปก่อนนะค่ะ เจ๊จะเช็ดตัวให้สคอลโล่สักหน่อย" พูดไปก็อดกระแหนะกระแนนไปไม่ได้ถึงจะกลัวอีกฝั่งจะแก้เขินด้วยการส่งเพลิงพิโรธยิ่งนัก แต่คำพูดของลุซซีเรียคงไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของแซนซัสเท่าไรนัก แม้แต่ตอนที่กระเทยสาวเปิดประตูออกไปหยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นดวงตาสีฉานก็ไม่ได้เงยขึ้นมาจากร่างบางตรงหน้าแม้เพียงนิด


ชั่วครู่ลุซซีเรียก็กลับมาพร้อมกับอ่างใบเล็กที่มีควันกรุ่นและผ้าเช็ดตัวซึ่งวางพาดไว้ กระเทยสาวมองชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงด้วยความลำบากใจเพราะไม่กล้าพอจะขอให้ช่วยเขยิบออกไปครั้นจะปล่อยไว้แบบนี้ก็เกะกะเกินกว่าที่จะเช็ดตัวสคอลโล่ได้โดยสะดวก ในขณะที่กำลังไม่รู้จะเลือกทางไหนดีนั้นเอง เสียงห้าวก็เอ่ยขึ้นเบาๆ


"วางไว้"


"เอ!บอสว่าอะไรนะค่ะ" เสียงที่เบาเกินไปจนผิดปกติทำให้กระเทยสาวต้องถามซ้ำอีกครั้ง


"วางไว้แล้วไสหัวออกไปให้พ้น!"


คราวนี้กลายเป็นลุซซีเรียต้องรีบเผ่นออกไปเร็วที่สุดในชีวิตเมื่อเพลิงพิโรธในนัตย์เนตรของแซนซัสจ้องมองดุดัน ดวงตาสีฉานที่ตวัดไล่กระเทยสาวกลับอ่อนแสงลงเมื่อหันกลับมามองคนที่สลบไสว มือหยาบที่เคยแต่เปื้อนคาวเลือดและกลิ่นดินปืนค่อยๆชุบผ้าขาวผืนเล็กกับน้ำอุ่นในอ่าง บิดให้แน่ใจว่าไม่ร้อนเกินไปจนระคายผิวขาวเนียน ก่อนลูบไล้ไปตามแขนขาเรียวที่ชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อซึ่งโซมออกมาเพราะพิษไข้จนความชื้นในผ้าหมดไปจึงค่อยนำกลับไปชุบน้ำแล้วกลับมาทำความสะอาดผิวขาวอีก ทำอยู่อย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างบางที่เคยทรมานเพราะความร้อนของพิษไข้ค่อยๆสงบลง


.
.
.


"อืม~"


.... ที่นี้? จำได้แต่ว่าเขาทะเลาะกับแซนซัส.....


ภาพเพดานคุ้นตาสร้างความประหลาดใจเพราะความทรงจำสุดท้ายที่มีคือเขากำลังทะเลาะกับแซนซัสอยู่ตรงบริเวณลานบ้าน มองต่ำลงมาเห็นสาปเสื้อที่เปลี่ยนสีไปจากที่จำได้ทำให้ต้องผวาลุกขึ้นนั่งพลางกวาดสายตาไปมาอย่างงุนงง ทันใดนั้นเสียงเฉลยก็แว่วดังมาจากด้านหลังที่เป็นมุมโซฟาเข้าชุดซึ่งห่างจากเตียงไม่มากนัก


"ตื่นจนได้นะแก"


เลี้ยวมองไปตามเสียง เห็นชายหนุ่มที่เหมือนจะเพิ่งตื่นขึ้นมาเพราะการขยับตัวของเขากำลังขยายกายคลายความเมื่อยล้า ไม่ทันจะได้หายจากการประหลาดใจ บอสแห่งวาเรียก็ก้าวยาวๆมาถึงข้างเตียงพร้อมเอื้อมมือมาวัดอุณหภูมิอย่างถือวิสาสะเสียแล้ว ความร้อนที่สัมผัสได้จากร่างบางทำให้ต้องคิ้วขมวดโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนมือหยาบจะผลักให้คนที่พยายามลุกขึ้นมานั่งล้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง


"หุบปากแล้วนอนต่อไปซะ แกต้องการการพักผ่อนมากกว่านี้"


"ฉันบอกแล้วไงว่าแกไม่มีสิทธิมาสั่งฉัน ต่อให้ฉันจะตาย ก็ไม่เกี่ยวข้องกับแก" มีหรือที่ฉลามคลั่งจะฟังแซนซัสง่ายๆ ต่อให้ยามป่วยฉลามคลั่งก็ขอดื้อรั้นที่จะลุกขึ้นจากเตียงให้ได้จนแซนซัสต้องใช้แรงกดไว้ทั้งตัว


"มันจะไม่เกี่ยวได้ไง บอกแล้วว่าร่างกายของแกมันเป็นของฉัน"


ร่างที่อาละวาดไม่ยอมหยุดสักที ทำให้แซนซัสตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย เพราะคิดว่าคงทำให้อีกฝั่งยอมรับความจริงและสยบต่อเขาสักที โดยหารู้ไม่ว่าคำพูดหยาบคายที่อ้างถึงความสัมพันธ์บนเตียงในยามค่ำคืนนั้นกลับทำให้สคอลโล่รู้สึกเหมือนโดนหมัดฮุกเข้ากลางตัวอย่างจัง นอกจากความเจ็บที่แปลบขึ้นมาแล้ว เหนือกว่านั้น คือ ความแค้นที่ปะทุขึ้นจากการกล่าวอ้างความจริงที่เขาพยายามจะลืมมันไปให้ได้


"ถึงฉันจะนอนกับแกแต่แกก็ไม่มีสิทธิมาสั่งฉัน! สัญญาระหว่างฉันกับแกมันก็เหมือนแค่ผู้ชายบ้าตัณหากับโสเภณีข้างถนนเท่านั้น! บอกให้ปล่อยอย่างไงละโว๊ย!"


"ถ้าแกบอกว่าตัวเองเหมือนพวกโสเภณีข้างถนน ถ้างั้นวันนี้ฉันจะซื้อร่างกายแกไว้กอดแทนหมอนข้างก็แล้วกัน" จากที่เคยใช้เพียงมือกดร่างบางไว้กับเตียงแซนซัาก็พลันเปลี่ยนเป็นโถมร่างทั้งร่างเพื่อโอบกอดอีกฝั่งไว้แนบอกโดยไม่ให้หลบหนีแทน แต่แม้จะตกอยู่ภายใต้การเสียเปรียบขนาดนี้ฉลามคลั่งก็ขอเลือกที่จะต่อสู้และดิ้นรนให้พ้นจากอกร้อนที่กำลังแนบชิดอยู่ตอนนี้


"ปล่อยนะโว๊ย"


"เงียบได้แล้วแกเป็นอีตัวข้างถนนที่ขายร่างให้ฉันแล้วไม่ใช่หรือไง"


"ปล่อยสิว่ะ"


"ถ้าแกยังไม่หยุดพล่ามเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกฉันจะจูบจนแกขาดใจเลย" ไม่พูดเปล่ามือหยาบพลันตวัดคางเล็กให้เงยขึ้นมาสบกับโกเมนพราวแสง ซึ่งไม่อาจตีความหมายเป็นอย่างอื่นนอกจากความปรารถนาทางกามอารมณ์ที่ไม่มีวันจบสิ้น


"แก!"


"อยากลองดีใช่มั้ย" เสียงห้าวถามอย่างอวดดีแต่กลับมั่นคงจนไม่อาจต่อต้าน ในที่สุดร่างบางก็ต้องยอมสยบแต่โดยดี กระนั้นถึงสคอลโล่จะยอมนอนอย่างสงบแล้วแต่อ้อมกอดแกร่งก็ไม่ยอมคลายออก ซ้ำร้ายมันกลับยิ่งตวัดแน่นขึ้นจนสัมผัสถึงเสียงการเต้นของหัวใจ และความร้อนของลมสายใจที่ระบ่าที่จนรู้สึกจั๊กกะจี้


"นอนซะ ฉันสั่งให้ลุซซีเรียไปบอกไอ้พวกแกแล้วว่าวันนี้แกต้องพักผ่อน 1 วัน" อาการป่วยที่รุมเร้าและความเหนื่อยอ่อนทำให้ง่วงงุน แต่ก็ยังพอที่จะได้ยินเสียงที่แว่วดังเบาๆ ที่ราวกับเป็นเสียงขับกล่อมอันแสนอ่อนโยนที่ฉุดอนุสติให้เข้าสู่ภวังค์


.... ทำไมแกถึงทำอย่างนี้ ...


... ฉันเป็นแค่ของเล่น เป็นแค่ของสนองตัณหาแกไม่ใช่หรือ ...


... ฉันมันก็แค่ไอ้สวะสคอลโล่ไม่ใช่หรือ ...


... ทำไมแกถึงมาอ่อนโยนกับฉัน ...


... ทำไมแกถึงต้องมากอดฉัน ...


... ทำไม ...


... ทำไม ...


... ทำไมแกถึงไม่ยอมปล่อยฉันไปสักที ...

.
.
.


เวลาล่วงไปนาน แต่อ้อมแขนอุ่นยังตะคองกอดร่างบางไว้ไม่ยอมห่าง ร่างที่เกร็งตัวน้อยลงและเสียงลมหายใจที่เป็นจังหวะทำให้มั่นใจได้ว่าร่างในอ้อมแขนนี้คงหลับสนิทแล้ว แซนซัสจึงวางใจพอที่จะถอนตัวออกมาจากเตียงโดยไม่ละสายตาไปจากเรือนร่างขาวสะอาดที่ไม่ได้สติจนกระทั่งก้าวออกไปจากห้อง ไม่ทันที่ประตูห้องจะได้ปิดลงก็พอดีกับกระเทยสาวซึ่งกำลังหอบเอกสารปึกใหญ่เดินอย่างเร่งรีบผ่านมาพอดี


"แกเฝ้าไอ้สวะนี้ไว้อย่าให้มันคลาดสายตาไปแม้แต่นาทีเดียว!"


"แต่!"


แน่นอนว่าคนอย่างบอสแห่งวาเรียไม่มีทางสนใจหรอกว่าลูกน้องที่รับคำสั่งนั้นกำลังทำอะไรอยู่ ไม่สนว่าอีกฝั่งจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ด้วยซ้ำไป เพราะจังหวะที่ลุซซีเรียเปิดปากจะปฏิเสธ แซนซัสก็เดินลิ่วจากไปเสียแล้ว ทิ้งไว้แต่คนที่ยืนทำหน้าเหวออยู่หน้าห้องเพียงลำพัง


"ไอ้ทานูกิเรื่องมาก! เคยฟังใครพูดจบประโยคบ้างมั้ยเนี้ย! ฉันก็มีงานต้องไปทำเหมือนกันนะยะ! ไม่ได้ว่างนั่งเก้าอี้ทั้งวันแบบนาย!"


"อะแอม"


"กรี้ดๆๆๆๆๆๆๆๆ บอสขา ลุซซีเรียไม่รู้เรื่องนะค่ะ เมื่อกี้มีผีมาสิงเขาเท่านั้นเอง"


เสียงกระแอมที่ดังจากเบื้องหลังทำเอากระเทยสาวสะดุ้งสุดตัวพลางกดร่างลงไปคุกเข่าด้วยคิดว่าอาจจะพอทำให้หลบพ้นเพลิงพิโรธสักนิดก็เป็นได้ กระเทยสาวเกร็งตัวสุดชีวิตเตรียมรับการลงโทษแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีระเบิดลงมาเสียทีจนต้องเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อคนที่ยืนอยู่นั้นหาใช่แซนซัส แต่กลับเป็นสาวผมสีน้ำตาลที่กำลังกลั้นยิ้มสุดความสามารถ


"ขอโทษด้วยนะค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะได้ยินแต่ถ้าอย่างไงฉันช่วยดูแลสคอลโล่ให้เอง คุณลุซซีเรียไปทำงานเถิดค่ะ" กาเบรียลว่าพลางส่งมือช่วยผยุงกระเทยสาวให้ลุกขึ้นยืน ลุซซีเรียลังเลใจชั่วครู่เพราะรู้ดีว่าคำสั่งของบอสแห่งวาเรียมีความสำคัญแค่ไหน แต่เอกสารที่จำเป็นต้องไปจัดการให้แล้วเสร็จก็สำคัญไม่น้อยเหมือนกัน


"ขอบใจมากๆๆๆ เลย อย่างไงก็ฝากดูแลสคอลโล่ด้วยนะ"


.
.
.


ห่างออกมาจากบ้านพักไปทางหน้าผาด้านเหนือของเกาะ เบลฟาลากอนและมาม่อนที่กำลังนอนเล่นท่ามกลางกลุ่มลูกน้องที่ยืนตรวจการอยู่รอบๆ เงยหน้าขึ้นมามองหาที่มาของเสียงล้อรถที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนทักเสียงใสให้คนที่เพิ่งลงมาจากรถ แม้จะอดประหลาดใจไม่น้อยที่ได้เห็นบอสแห่งวาเรียขึ้นมาด้านบนนี้ด้วยตนเอง


"บอสมาหาเจ้าชายหรือ"


"ฉันแค่จะมาดูความเคลื่อนไหวของพวกมันเท่านั้น ไม่ได้จะมาหาแก" ว่าพลางก็ฉวยกล้องตรวจการจากมือของลูกน้องชั้นล่างคนหนึ่งเพื่อสอดส่องไปยังกลุ่มเรือของซิฟาซิโอ้แฟมิลี่ที่จอดไกลจากอ่าวไปเล็กน้อย


"ชิชิชิ โห! ไม่เชื่อฝีมือเจ้าชายหรือไง"


"เหอะ....................." แซนซัสคำรามในคอไม่สนใจ พลางปรับเลนส์ให้สามารถเห็นความเคลื่อนไหวในที่ไกลได้ชัดเจนขึ้น พลันมีลูกน้องคนหนึ่งที่วิ่งออกมาจากป่าไกลๆ ตะโกนโวกเวกเสียงดัง


"แย่แล้วครับท่านเบล! พวกเราที่ซุ่มอีกที่ป่าทางเหนือโดนเก็บหมดแล้วครับ"


.
.
.


สิ้นเสียงเหล่าผู้บริหารของวาเรียทั้ง 3 ต่างรีบกระโดดขึ้นรถโดยไม่ลืมลากลูกน้องที่มาแจ้งข่าวไปด้วย รถเคลื่อนออกจากยอดเขาลงมาตามเส้นทางป่าเล็กๆ ตามคำบอกเล่า แม้เส้นทางที่ขับมานั้นจะมีคนสัญจรผ่านไปมาจนเห็นเป็นทางถนนที่ชัดเจน แต่ด้วยภูมิประเทศซึ่งเป็นเขตหุบเขาปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบก็ทำให้ไม่ง่ายนักที่จะขับฝ่าได้เร็วดังใจนึก


"ปิ๊ด! บอสครับ" เสียงสัญญาณดังขึ้นหนึ่งครั้งพร้อมๆกับที่แซนซัสซึ่งนั่งที่ข้างคนขับกระชากวอติดรถขึ้นมา


"ว่ามา!" เสียงเข้มที่ตวาดกลับคงทำให้ปลายสายเริ่มร้อนรนไม่น้อยดูได้จากประโยคหลังที่น้ำเสียงตอบกลับที่แฝงความหวาดหวั่น


"มันหนีเร็วมากเลย ตอนนี้คลาดสายตาพวกผมไปแล้วครับ"


"มันมุ่งหน้าไปทางไหน!"


"คิดว่ากำลังมุ่งหน้าไปทางเขตบ้านของท่านสคอลโล่ครับ"


"!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"


.
.
.


ห่างออกมาจากการตามไล่ล่าอันน่าระทึกในป่าไม่ไกลนัก กระเทยสาวกำลังเดินมาตามถนนหน้าบ้านหลังพวกลูกน้องตัวดีขอให้มาจัดการกับปัญหาเรื่องอาหารที่ท่าเรือจนต้องทิ้งกาเบรียลกับสคอลโล่ไว้เพียงลำพังนานกว่าที่คิดไม่รวมกับเอกสารหนาที่ต้องแบกไปมาโดยยังไม่ทันได้จัดการให้แล้วเสร็จ จนอดบ่นกระปอดประแปดเหมือนป้าแก่ถึงพ่อคนเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่งไม่ได้


"บอสละก็ เอาแต่โหดกับเจ๊อยู่ได้ ค่อยดูนะเผลอวันไหน แม่จะจับจูบให้เข็ดเชียว" พูดไปก็ตีอกชกหัวไปด้วยความขัดใจ เนื่องจากรู้ดีว่าถ้าหาญกล้าทำเยี่ยงนั้นเพียงครั้งเดียว ก็เตรียมสั่งลาโลกอันแสนงดงามและหนุ่มๆในคอลเลคชั้นได้เลย


เพล้ง!

กรี๊ด!

ปัง!

ปัง!

ปัง!

ปัง!



ระหว่างที่ลุซซีเรียกำลังขบคิดวิธีการเอาคืนโดยตนไม่ต้องตายนั้นเอง เสียงกระจกแตกตามมาด้วยเสียงหวีดร้องของกาเบรียลและเสียงปืนที่ดังก้องมาอีก 4 - 5 นัดก็ดังขึ้น ทำให้กระเทยสาวสะดุ้งสุดตัวมองหาที่มาของเสียง แล้วก็ต้องตกใจจนแทบช็อคเมื่อกระจกบานหนึ่งจากที่เรียงรายตามทางเดินชั้น 2 นั้นแตกออก!


"สคอลโล่! กาเบรียล!"


เมื่อมาย้อนดูอีกครั้งลุซซีเรียคิดว่าการวิ่งของตนครั้งนี้คงทำลายสถิติโลกเป็นแน่ เพราะหลังจากกระเทยสาวร้องเรียกทั้งสองด้วยความตกใจตรงถนนหน้าบ้านแล้วไม่ถึงครึ่งนาทีหรืออย่างมากไม่เกินหนึ่งนาที เธอก็วิ่งขึ้นมาภายในบ้านและขึ้นมาถึงชั้น 2 แล้ว และตรงทางเดินชั้น 2 นั้นเองสิ่งแรกที่สะดุดตาก็คือร่างบางของสตรีเพศที่นอนสลบอยู่กับพื้นโดยที่แขนซ้ายมีเลือดไหลรินเป็นทางยาวจากรอยถลอกเพราะครูดไปกับเศษกระจกแตกที่เกลื่อนกลาดอยู่ที่พื้น ลุซซีเรียรีบวิ่งเข้าไปประคองหญิงสาวพลางเขย่าเรียกสติและเพียงไม่นานดวงตาสีน้ำตาลใสคู่นั้นก็กระพริบเปิดด้วยความงุนงง 2 - 3 วินาทีก่อนที่เสียงหวานจะกรี้ดร้องด้วยความตะหนก


"ไม่ต้องห่วงฉัน เร็วเข้า! มันหนีเข้าห้องนั้นไปแล้ว"


เพล้ง!


พลันเสียงกระจกแตกก็ดังขึ้นอีกครั้งจากห้องซ้ายมือที่อยู่ข้างห้องของฉลามขาว ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่กาเบรียลชี้ไป แต่ก่อนที่ใครจะได้ทำอะไรนั้นเองเสียงรองเท้าท็อปบูทหลายคู่และเสียงจอแจของมาม่อนและเจ้าชายนักฆ่าก็ดังขึ้นตรงบันไดพร้อมกับการปรากฏตัวของแซนซัส ดวงตาสีแดงตอนนี้นอกจากทอประกายกร้าวแล้วมันจะมีประกายของบางสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะสะท้อนออกมาจากโกเมนเอกคู่นั้น


... บางสิ่งที่เรียกว่าความหวาดกลัว ...


ชั่วขณะที่ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันไปมาอย่างตระหนก ประตูห้องนอนก็ถูกกระชากออกเต็มแรงด้วยความหงุดหงิดเต็มที่ของเจ้าของห้องที่โดนบังคับให้ต้องตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเอะอะที่เกิดขึ้นกระทันหันอีกครั้ง


"เสียงดังจังโว๊ย! คนจะหลับจะนอน"


.
.
.


หลังเหตุการณ์สงบลงและเหล่าวาเรียเช็คจนมั่นใจแล้วว่าในอาณาเขต 500 เมตรรอบบ้านพักไม่มีคนที่น่าสงสัยหลบซ่อนอยู่ เบลกับมาม่อนจึงตกลงใจกลับไปยังฐานที่มั่นบนเขา พอดีกับที่เหล่าลูกน้องกำลังลำเลียงศพของพวกพ้องที่ถูกจัดการไปเข้ามา แน่นอนว่านักฆ่ากับความตายเป็นของคู่กันมานาน โดยเฉพาะสมาชิกของวาเรียที่ยึดคติว่าคนอ่อนแอไม่สมควรมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเบลฟาลากอนจึงมองศพเพียงผ่านๆ ตรงข้ามกับมาม่อนที่กลับจับจ้องไปยังรอยแผลพาดกยาวบนศพทุกศพด้วยความสนใจ


"เบล มานี่สิ"


"มีอะไร" เบลฟาลากอนตอบกลับพร้อมเดินตามเสียงเรียกของทารกอัคโคบาโลเน่ที่กำลังก้มมองศพของวาเรียอยู่อย่างสนใจ


"ลองสภาพศพเจ้าพวกนี้ให้ดีๆ" มาม่อนเลิกผ้าที่คลุมศพขึ้นให้ไปกองอยูที่เอวพลางชี้ไปที่บาดแผลยาวบริเวณอกที่ยังมีเลือดแข็งตัวแกละกลังไปทั่ว


"ทำไมละ"


"แกว่าพวกนี้มันไม่ตายง่ายไปหน่อยหรือ อย่างน้อยพวกมันก็เป็นนักฆ่าเกรดดีของวาเรีย แต่ดูบาดแผลพวกมันสิ ตายเพราะดาบเดียวทั้งนั้น"


"ชิชิชิชิ นั้นสิ จะว่าไปเจ้าชายก็เห็นแผลมาเยอะนะ แต่รอยฟันที่เนี้ยบขนาดนี้ก็น้อยครั้งเหมือนกันที่จะได้เห็น" เบลฟาลากอนหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเริ่มเห็นด้วยกับคำพูดของมาม่อนและมันคงเป็นเรื่องที่สนุกกว่าที่คิดไว้เสียแล้ว


"ใช่ รอยแผลที่เนี้ยบขนาดนี้มันเกิดได้ก็เพราะคนที่ทำมันมีความเชี่ยวชาญมากๆ และเท่าที่ฉันเคยเห็นในโลกนี้คนที่สร้างรอยแผลได้เนี้ยบขนาดนี้ก็มีไม่กี่คนเท่านั้น"


"หมายถึงศัตรูเราเป็นคนที่เก่งมากๆใช่มั้ย"


"ใช่ บางทีมันอาจเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดก็ได้"


ลมร้ายเริ่มโหมกระหน่ำยอดเขาแรงขึ้นทุกขณะ ลมร้ายที่หอบเอาเมฆดำครึ้มและเสียงฟ้าฟาดกังวานขึ้น ช่างน่าหวาดหวั่นที่วายุทมิฬทำให้นภาส่องสว่างเริ่มเข้าสู่รัตติกาลอันมืดมนก่อนเวลาอันควร ฟ้าที่พร้ำพิลาสกำลังเริ่มกรีดร้องที่ไม่อาจห้ามให้สายพิรุณล้ำค่าหยาดหยดจากลามาสู่พื้นปฐมฬีได้ แล้วสุดท้ายหยาดน้ำตาแห่งนภาก็ไหลรินลงมาไม่ขาดสายตลอดค่ำคืนนั้น


.
.
.


TBC

สา-หวัด-ดี ก้าบบบบบบบบบบบบบบบบ ยังจำได้มั้ย ถึงใครคนหนึ่ง อิอิ หากไป 4 เดือน คงลืมกันไปหมดแล้วแน่ๆ ต้องขอโทษจริงๆนะค่ะพอดีช่วงที่ผ่านมาติดงานหลวง งานราษฎร์กันให้วุ่นวาย เลยดองไว้ซะไหแทบระเบิด อย่างไงก็มาต่อให้อีกตอนแล้ว ถ้าเพื่อนคนไหนยังจำกันได้ ก็ขอให้อ่านกันต่อนะค่ะ อย่างไงก็ยังรักทุกคนเหมือนเดิมค่ะ จุ๊บๆ

ปล.อย่าลืมเม็นต์กันนะค่ะ (แง้วๆๆๆๆ ยืนทำตาเศร้า รอคอย)

ปล.ล.เซย์เลทไป 1 สัปดาห์อย่าฆ่ากันนะโว๊ย

AD (XanXus*S.Squalo Anthology)

posted on 02 Apr 2010 20:56 by mod1234-takoyaki

ประกาศจอง 

Project XanXus*S.Squalo Anthology

 

ปกนะคะ


Cover By Lucent
Design by Bayonet_(~So~Kiss~)
คนวาดกับคนคิดปกโดยสองศรีพี่น้อง...ที่วันๆเอาแต่รั่ว(โดนยันโครม)

......

Project :: The Scent of love แปลว่ากลิ่นไอของความรัก (กลิ่นไอของความเสื่อมอะสิ)
Pairing :: XS only (7 ไม่รู้กี่สไตล์)
Author :: Bayonet_(~So~Kiss~), Sey, Choco, SeulKi, Mod1234, pucca_p44, PinkDream (จาก8เหลือ7 แอนโธฉันอาถรรพ์ทำไมต้องมีคนไม่เสร็จคนนึงตลอดด้วยว่ะไอที่ไม่เสร็จเพราะคอมเสียและมันก็เป็นความจริงมันส่งเลตกัน)
Illustrator :: Lucent(1 เพราะ วาดปกด้วย), Sey(ไอนี่รับไป4รู้สึกสะใจสุด*-*), QiQi(รายนี้วาด 2จริงๆ3แต่เหลือ2นั่นหละเพื่อนอีกคนคอมเสียแต่งไม่ทัน)
Rate :: PG – NC (แล้วคุณจะรู้...ว่ามัน...จริงๆ)
Genre :: ทุกรสชาติของชีวิตถ้าอยากรู้ไส้ในซื้อสิเคอะ(แน่นอนมันมีทุกรสฉากจบไม่แน่ใจว่ามีกี่แบบกรั่กๆน่าจะมีทุกแบบนะ)
Warning :: ชื่อ Project และปกมันหลอกตามากกว่าที่คุณคิด กระทั้ง...นังเจ้าของ Pro ก็ไม่อยากจะคิด
Page :: ราวๆ 260+ หละมั้งค่ะไม่แน่ใจ ยังไม่รวมปกนะคะ (ปก กระดาษอาร์ตการ์ด 260 แกรม พิมพ์ 4 สี เนื้อใน กระดาษถนอมสายตา 75 แกรม เคลือบด้านนะจะ)
Size :: A5
Price :: 300 bath ราคานี้ยังไม่รวมค่าส่งไปรษณ๊ย์นะคะ




เนื้อหาในเล่มจะเรียงจากผู้แต่งที่มีรายนามดังนี้
Sey, Choco, PinkDream, pucca_p44, Bayonet_, SeulKi, Mod1234



Sample Fic 

Cambric tea By Sey

เนื้อเรื่องย่อ: หลังจากที่ป๋าหลามทั้งตบตี nc และ sm กันมายาวนานนับ 10 ปี ผลผลิตความหื่นก็ได้บังเกิดขึ้น ณ ปราสาทวาเรีย เปิดแอนโธมาด้วยรังสีความโมเอะของเด็กตัวเล็กๆจนเกือบจะกลายเป็นโชตะค่อน แล้วแซนซัสที่ไม่เคยเป็นพ่อคนมาก่อนจะรับมือกับความโมเอะครั้งนี้ได้อย่างไร ต้องติดตาม


Nilgiri By Choco

เนื้อเรื่องย่อ: ความจนของฉลามคลั่งเป็นเหตุทำให้ต้องลาออกจากวาเรียไปทำงานพิเศษขายราเม็งชั่วคราว จนเกิดเป็น AU สุดโรแมนติกของแซนซัส ชายหนุ่มผู้เรื่องมากกับสควอโล่เด็กเสิร์ฟต๊อกต๋อย ฐานันดรที่แตกต่างจะขวางกั้นความรักครั้งนี้ได้หรือไม่ โจรมุมตึกที่เป็นตัวแปรสำคัญจะทำให้เรื่องดำเนินไปในทิศทางใดต้องติดตาม


Earl Grey By PinkDream

เนื้อเรื่องย่อ: เนื่องจากวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา ฉลามคนสวยแห่งวาเรียที่กลัวว่าคนรักจะดับอนาถเพราะตับแข็งไปก่อนตัวเอง จนเกิดเป็นความคิดที่ว่า ป๋าตายแล้วใครจะ nc??? ปฏิบัติการเลิกเหล้าเข้าพรรษาแล้วหันมากินชาจึงบังเกิดขึ้น


Assam By pucca_p44

เนื้อเรื่องย่อ: เมื่อฉลามคลั่งเกิดอาการ "กามตายด้าน" นภามืดจะทำอย่างไร ทางเลือกมีเพียงสองวิธีกระนั้นหรือ หนึ่งคือทนนอนกอดฉลามตายด้านไปตามยถากรรม หรือจะย้อนเวลากลับไป 3P กับตนเองและฉลามคลั่งในอดีตอย่างเมามันส์!!??


Darjeeling By Bayonet_

เนื้อเรื่องย่อ: ฉลามขาวขอราชินี! การพลิกบทบาทครั้งสำคัญของสควอโล่เคะปฏิวัติเจ้าของสโลแกน ‘ข้าขออยู่เหนือเสะ’ เคะร่างบางผู้เหยียบย่ำอยู่เหนือเสะนับล้าน และกำลังจะเป็นหนึ่งในใต้หล้า ได้พบเจอกับอีป๋าผู้มาในมาดชายกลาง วังวนความน้ำเน่าก็ได้บังเกิดขึ้น สควอโล่จะได้พิชิตอิตาลี่หรือจะได้เป็นเพียงแค่เมียเก็บ คำตอบนั้นรออยู่ในฟิคเรื่องนี้แล้ว


English breakfast By SeulKi

เนื้อเรื่องย่อ: ฉลามที่กำลังเดินออกไปทิ้งขยะได้บังเอิญไปเจอะกับชายหนุ่มหน้าตาดีกำลังนอนอืดอยู่ข้างแหล่งสลัมจึงได้ทำการเก็บเข้ามาในบ้านจนก่อเกิดเป็นความรักท่ามกลางเลือดเวอร์จิ้นและสงคราม 3p สุดท้ายแล้วฉลามคลั่งจะเลือกฝ่ายใด มีแต่ซึลกิและผู้ที่ซื้อไปอ่านเท่านั้น(?)ที่จะได้รู้คำตอบ


Ceylon By Mod1234

เนื้อเรื่องย่อ: การพลิกบทบาทครั้งสำคัญของแซนซัส ชายหนุ่มหน้าตาดี อดีตชายหนุ่มเจ้าของฉายา เก้าอี้ติดตูด ในครั้งนี้แซนซัสจะลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เพื่อปกป้องคนสำคัญของเขาได้อย่างไร การผสมผสานระหว่างหนังไทยชื่อดังอย่างชัตเตอร์และ the eye จะจบลงเช่นไร วิญญาณหลอกลอนที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆนั้นจะหายไปมั้ย ติดตามชมได้ในฟิคเรื่องนี้





***คำแนะนำ***

โปรดใช้วิจารณญาณ ในการรับชมมากถึงมากที่สุด เนื้อหาจริงๆไม่ได้เสื่อมเหมือนเรื่องย่อนะเออ


สามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันนี่(วันที่ลง)ถึงวันที่ 12 เมษา 2553

งานนี้จะขายที่งานคอมมิกโรส ในวันที่ 25 เมษายน และทางไปรจะส่งให้หลังจากวันที่ 25 เป็นต้นไป


วิธีการสั่งจอง

ถ้าท่านใดสนใจกรุณาส่งมาที่ E-mail :: To_becontinue@hotmail.com
โดยใช้หัวข้อเมลที่ว่า (สั่งจองแอนโธชาเขียว)

ชื่อผู้สั่ง :
รายการที่สั่ง+จำนวน :
วิธีรับ : ที่งาน
ทางไปร
อีเมลติดต่อ :





ช่วยส่งมาที่อีเมลนะคะ เพื่อง่ายแก่การ...จดบันทึกรายการ เมื่อท่านสั่งจองแล้วเราจะมีอีเมลแจ้งกลับไปว่าได้รับรายการของท่านแล้วค่ะ


*หมายเหตุ
ถ้าต้องการรับทางไปชื่อที่อยู่กรุณาแจ้งมาพร้อมกับเมลที่ท่านจะส่งสลิปโอนเงินนะคะ




ขอบคุณสำหรับพื้นที่โฆษณาค่ะ


.......................


***โปรโมชั่นพิเศษ!!!

ด้วยเหตุใกล้วันเกิดหัวโปรแล้วหัวโปรเกิดครึ้มอกครึ้มใจบางอย่างขึ้นมาเลยต้องการมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษให้แก่ผู้ที่ตอบคำถามคำถามนี้ถูก


อยากถามว่า เลขที่ป้าโอ่งชอบมากที่สุดคือเลขอะไร คนเนี่ย>>pucca_p44 มีเลขให้เลือก 1-50 ค่ะ


ใครตอบถูกคนแรกหรือใกล้เคียงเราจะจัดเมลตอบกลับไปว่าท่านได้โปรโมชั่นนั้นค่ะเวลาตอบตอบลงกระทู้นะคะ เวลา จองให้ส่งเมลมาค่ะ

ตอบได้ถึงวันที่ 9 เมษา นะคะ

ช่วยเขาอีกแรง!!!! อิอิอิอิ

ก่อนอื่นขอออกตัวดังเอี้ยดว่านี้ไม่ใช่การอัพเลว เอาตัวรอดไปวันๆ

 

 แต่มันเป็นวาระแห่งชาติ

 

นะเว้ยเฮ้ย!!!

 

 

(ปัก! เนี้ยเขาเรียกอัพเลวโว๊ย!!!!!!)

 

 แบบว่าพอดีเพิ่งมีคนใจบุญใส่ photo scape ในเครื่องข้าน้อย เลยอยากขอนำเสนอวาระแห่งชาติที่ค้นพบมานานมากแล้ว

 

เราพบแรงบันดาลใจแล้ว

 

สคอลโล่ร่างผู้หญิง

 

ปัก! อีกดอก

 เออไม่ใช่หรอก แค่เราอยาก present ว่า เลดี้กาก้า จากมิสสิค poker face บางมุมเนี้ย เหมือน สคอลโล่ดีเนอะ

 

เอาสาดหลักฐานไป

 

 

 

เอิ้ก เอิ้ก แต่สงสัยว่าถ้าหลามทำตัวแบบใน MV จริง คงไม่ได้ออกจากห้อป๋าเป็นเดือนแน่ๆ ก้ากกกกกกก (ใครอยากรู้ไปดู MV เอาเอง)

แต่สงสัยจะเป็นอาการเพ้อของนังมดคนเดียว เอิ้กเอิ้ก หลบไปแต่งพิคต่อดีกว่า

อัพเลวของแท้น่อ 

ปล.ไม่ได้ลืมวันเกิดลูกนะเว้ยเฮ้ย แค่ไม่มีเวลาอย่าฆ่ากันนะลูก

 

 

 

 

edit @ 22 Mar 2010 21:10:02 by mod1234

s.f. My Prince/ xs

posted on 08 Mar 2010 20:09 by mod1234-takoyaki  in FIC

SF.- AU

Title : My Prince

Paining : xs

ปล. ฟิคเรื่องแรกที่แต่ง ถ้าภาษาไม่สวยขออภัยมา ณ ที่นี้ 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสาวน้อย (?) แสนสวยผู้น่าสงสารนาม สคอลโล่ร่า ลูกสาวของตระกูลวาเรีย อัครมหาเศรษฐีแห่งประเทศวองโกเล่ แต่เมื่อสิ้นบุญเจ้าคุณพ่อดีโน่ไปได้ไม่นาน ภรรเมียคนใหม่ของเจ้าคุณพ่อนาม เคียวซีเรีย พร้อมด้วย พี่สาวต่างบิดา-ต่างมารดา  ยาโมะพีเซีย และ โกคุโฮเมียร์ ก็เริ่มออกลายยึดทรัพย์สมบัติไปหมด เหลือไว้แต่ดาบยาว 1 เล่ม ของดูต่างหน้าท่านพ่อที่เคารพเท่านั้น

 

"เซ็งโว้ย!!! ทำไมฉันต้องมาเช็ดถู กวาดบ้านด้วย เดี่ยวก็แทงตายดับให้หมดบ้านเลยเนี้ย" สคอลโล่ร่าบ่นไปพลางถูบ้านไปพลางอย่างหมดกำลังใจ  

 

"อย่าพูดมาก ฉันไม่มีเวลาฟังแกพล่ามทั้งวัน วันนี้คนรับใช้ไม่มี ไปโรงพยาบาลกันหมด ออ!อย่าไปสุมหัวกับคนใช้อื่นให้ฉันเห็นนะ ไม่งั้นนายโดนขย้ำตายแน่" เคียวซีเรีย ที่บังเอิญผ่านทางมาพร้อมเช็คเลือดคนใช้ที่บังอาจสุมหัวต่อหน้าตนบนทอนฟา เปรยเตือนด้วยความหวังดีก่อนที่จะเดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจนัก

 

... ไม่ได้กลัวทอนฟาแกหรอกโว้ย แต่กลัวสายสัมพันธ์ระหว่างแกกับคนแต่ง (แฟนคลับ 18 ) มากกว่า ขืนฮือ ตูก็ไม่รอดจากการโดนกดสิฟะ ...

 

สคอลโล่ร่าได้แต่บ่นในใจ  ไม่กล้าตะโกนออกไป เพราะรู้ดีว่าถ้าไปหาเรื่องกับเคียวซีเรียจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเคะตัวน้อยๆของตน ร่างบางย่อมตัดใจก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปโดยไม่ปริปากบ่น


"ท่านแม่เจ้าค้า !!!!!!!! ท่านแม่อยู่ไหน ข่าวใหญ่ค่า "โกคุโฮเมียร์วิ่งลงบันไดพร้อมตะโกนก้องด้วยเสียงที่ดังครอบบ้านขนาด 4 ไร่ ก่อนจะโดนทอนฟ่าของผู้ที่ตนตามหาอยู่ฟาดเข้าเต็มหน้า พร้อมเสียงลอยตามลมก่อนสิ้นสติของท่านแม่ที่เคารพว่า "หนวกหู" ส่วนสคอลโล่ร่านั้นหาได้ใส่ใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะถือว่าธุระไม่ใช่

 

หลังต้องซับเลือดกำเดาอยู่พักหนึ่ง โกคุโฮเมียร์ ก็พอที่จะมีสติเปิดปากได้อีกครั้ง "มีจดหมายจากพระราชวังวองโกเล่มาว่า รุ่นที่ 10 เอ้ย เจ้าชายสึนะโยชิ จะมีการจัดปาร์ตี้เลือกคู่ครองค่ะ ว้ายตายแล้ว !!! พระคริสต์ช่วย ยังไม่มีชุดสวยๆใส่เลย" โกะคุโฮเมียร์ เริ่มกลับมาใช้เสียงขนาด 800 หลอดอีกครั้งก่อนจะเบาลงได้เมื่อเคียวซีเรียยกทอนฟ่าขึ้นมาขู่ "ท่านแม่เจ้าค่า ฟาดไปบ่อยๆ สมองมันก็เสื่อมได้เหมือนกันนะค่ะ"

 

"คราวนี้เล่นอะไรกันอีกละค่ะ เสียงน้องโกคุดังลั่นไป 3 บ้าน 8 บ้านแล้ว " ยาโมะพีเซีย เดินเข้าบ้านพร้อมไม้เบสบอลที่พึ่งไปซ้อมหวดที่สวนมาหยกๆ แต่ท่านแม่ที่เคารพยังไม่ได้ให้ความสนใจคนมาใหม่มากนัก เพราะกำลังจับใจความในจดหมายอยู่

 

"ยาโมะพีเซียกับโกคุโฮเมียร์ คืนนี้เตรียมตัวไปงานเลี้ยงได้" เคียวซีเรียเอ่ยเสียงเฉียบขาด แต่ไม่ต้องรอให้จบประโยค โกคุโฮเมียร์ ก็วิ่งออกไปแล้วถึงหน้าบ้าน พร้อมไม่ลืมฉกกระเป๋าตังก์ของคุณแม่ที่เคารพไปด้วยแล้ว

 

"ไม่ไปไม่ได้หรือค่ะ วันนี้มีถ่ายทอดสดชิงชนะเลิศเบสบอลจากอเมริกา"  ยาโมะพีเซียบ่นออดแอ็ดพร้อมสายตาสอดส่องหาทางหนี ถ้าท่านแม่เกิดบ้าเลือดกับคำตอบที่ได้รับไป

 

"เป็นงานคัดเลือกคู่ครองของเจ้าชายสึนะนะ" คราวนี้ยาโมะพีเซียได้เวลาวิ่งออกไปบ้าง พร้อมตะโกนก้องให้น้องสาวที่วิ่งนำหน้าไปร้านเสื้อผ้าก่อนแล้วรอด้วย

 

ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นสาวน้อยสคอลโล่ร่าได้แต่นั่งถูบ้านอยุ่นิ่งๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลง เคียวซีเรีย มองลงมาสบตาสีวารีคู่สวย พร้อมสายตาเหยียดหยามสุดฤทธิ์ " คงไม่ต้องบอกนะว่าใครจะต้องเฝ้าบ้าน แล้วถ้ากลับมาบ้านมีฝุ่นแม้แต่นิดเดียว แกตายแน่"

 

"เรื่องไร ฉันก็จะไปด้วยสิ เขาเชิญผู้หญิงสาวทุกคนนะเมืองนะโว้ย" สคอลโล่ร่าผู้มีนิสัยไม่ว่าอย่างไรขอข้าโว้ยก่อน ยังไม่ยอมแพ้ แต่เมื่อ เคียวซีเรีย ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมกดเบอร์หาผู้เขียน สติที่เคยหลุดออกไปเริ่มกลับเข้าร่างอีกครั้ง ร่างโปร่งรีบแย่งโทรศัพท์ก่อนที่จะต่อสายสำเร็จ (เกือบไปแล้วตู)

 

หลังสงครามการทำความสะอาดบ้านที่มีจำนวนห้องมหาศาลจนนับไม่ถ้วนเสร็จสิ้น ฟากฟ้าก็ทอสีแดงแสดงว่าถึงยามเย็นแล้ว สคอลโล่ร่าเดินอย่างเหนื่อยอ่อนลงมาที่หน้าประตู และต้องเผชิญกับ 3 แม่ลูกสุดแสบที่กำลังเตรียมตัวไปงานเลี้ยงพอดี

 

"อ้าว สคอลี่จังไม่ไปงานเลี้ยงหรือจ้ะ ลืมไปอย่างไงก็คงไม่มีชุดสวยๆใส่สินะ" โกคุโฮเมียร์ มองไปที่ผ้ากันเปื้อนที่ขมุกขมอมไปด้วยฝุ่นจากการทำความสะอาด

 

"น้องโกคุ ก็อย่าไปแกล้งสคอลี่จังสิจ้ะ ไม่ต้องห่วงนะจ้ะ เดียวพอฉันได้เป็นคู่ครองของเจ้าชายสึนะ แล้วฉันจะแต่งตั้งเธอเป็นหัวหน้าแม่บ้านประจำปราสาทเลย" ยาโมะพีเซีย เสริมก่อนที่จะก้าวขึ้นรถม้าที่มารอรับตามโกคุโฮเมียร์ไปติดๆ

 


"อย่าลืมที่สั่งไว้ละ" เคียวซีเรียเสริมก่อนที่จะแกล้งชูมือถือขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่รถม้าจะเคลื่อนที่ไป 

 

"เออ ขอให้ไปดีมาดี สำลีแปะหัวกันทุกคนเลยนะเว้ยเฮ้ย" สคอลโล่ร่าตะโกนไล่หลังรถม้าไปอย่างคับแค้นใจ

 

หลังจากที่ต้องนั่งกินข้าวคนเดียว สคอลโล่ร่ากลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียง ก่อนที่จะหยิบดาบของดูต่างหน้า พร้อมระลึกถึงอดีตคำพูดสุดท้ายของเจ้าคุณพ่อดีโน่ที่เคารพ (?) ก่อนที่จะตกบันไดหัวฟาดพื้นตาย

 

"สมบัติชิ้นนี้ เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในบ้านนี้ ถ้าวันได้ลูกมีเรื่องเดือดร้อนให้เอาเหรียญทองมาถูตรงด้ามดาบนะลูกแล้วหนทางแก้ไขปัญหาจะปรากฎ"

 

เมื่อหมดสิ้นความหวัง บางครั้งคนเราก็ยอมเชื่อในสิ่งลมๆแล้งๆ สคอลโล่ร่าลองเอาเหรียญทองเหรียญสุดท้ายที่ติดกระเป๋าอยู่ มาถูที่ด้ามดาบ แต่ทุกสิ่งยังอยู่ในภาวะเงียบสงบ

 

"ไร้สาระ ฉันทำอะไรวะเนี้ย"  สคอลโล่ร่าถอนใหญ่ก่อนที่จะโยนดาบสำคัญทิ้งไปบนเตียงและล้มตัวลงนอนข้างๆอีกครั้ง

 

ฉับพลันทันได้ ก็ปรากฎแสงเรืองรองออกมาจากด้ามดาบพร้อมปรากฎกายทูตจิ้วหน้าเงิน มาม่อน "ทุกทีให้ 100 เหรียญ ทำไมคราวหน้ามาแค่เหรียญเดียวว่ะ"

 

สคอลโล่ร่าตกใจสุดขีด ก่อนคว้าดาบยาวยื่นไปที่ร่างเล็ก "เฮ้ย แกเป็นใคร อย่าเข้ามานะโว้ย ไม่งั้นพ่อฟันขาดเป็น 2 ท่อนแน่"

 

"แกเป็นใครว่ะ แล้วนี้ไอ้ดีโน่ไปไหนเนี้ย" มาม่อนถามอย่างไม่สนใจความคมของดาบที่จ่อหน้าตัวเองอยู่

 

"รู้จักพ่อฉันด้วยหรือ" ดาบยาวเริ่มลดระดับจากใบหน้าทูตจิ๋ว หลังคนตกใจได้ยินชื่อคุณพ่อที่เคารพ

 

"แกเป็นลูกมันหรือ มันใช้บริการฉันบ่อย ช่างมันเถิดฉันไม่สนว่าแกเป็นใครแต่เรียกฉันว่าต้องการใช้บริการอะไรไม่ทราบ"

 

"ใช้บริการ ? ฉันไม่ได้เรียกอะไรมาสักอย่าง"

 

"นี่แกไม่รู้หรือว่า ดาบเล่มนี้เป็นศูนย์ติดต่อกับ สมาคมทูตเนรมิตฝัน เพียงเอาเงินค่าจ้างมาถุที่ด้ามดาบเท่านั้น ว่าแต่แกจะขออะไร เวลาเป็นเงินเป็นทอง เดี่ยวก็คิดตังก์เพิ่มหรอก แต่ห้ามขอเงิน ขอให้คนตายคืนชีพ หรือขอเสะสักคนนะโว้ย" มาม่อนเตือน (ว่าแต่ว่าอันสุดท้ายมันส่อๆอยู่นะ)

 

"ฉันอยากไปงานเลี้ยง ขอชุดสวยๆ ขอรถม้า ฉันอยากเจอเจ้าชายของวองโกเล่ที่ปราสาท" ฉลามเอ่ยความคิดแรกที่คิดออกมาทันที

 

"เดียวนะขอคิดก่อนว่าคุ้มกับค่าจ้างมั้ย" หลังกดเครื่องคิดเลขอันโตที่ติดมาก็เป็นอันตกลงทำสัญญาเป็นที่เรียบร้อย

 

"ตกลง แต่มีข้อแม้ว่าต้องกลับบ้านก่อนเที่ยงคืน ไม่งั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะหายไปทั้งหมด" พริบตานั้นเอง แสงจ้าก็สว่างทั่วห้อง ร่างบางลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบตัวเองสวมชุดราตรีสีฟ้าแกมขาวสั้น รับกับผลสีเงินที่ยาวสลวยถึงหลัง ผ่าหน้า ผ่าหลัง ผ่าข้าง ผ่าพร้อมๆกัน (จะตลกไปไหนเนี้ย เอาแค่ผ่าหน้าละกัน) อวดเรียวขายาวสมสัดส่วน บนรองเท้าแก้วใสกระจ่าง พร้อมออปชั่นหางแมว และหูแมวสีขาวบริสุทธิ์

 

"เฮ้ยยยยยยยยยยย ฉันไม่ใช้แมวนะ ไม่เอาหูกับหาง เอาออกไป แล้วทำไมต้องหมดตอนเที่ยวคืนด้วยละ"

 

"สวยแล้วอย่างบ่น ส่วนที่หมดเที่ยงคืนนะเพราะแกให้ค่าจ้างแค่ 1 เหรียญนี้หว่า มันก็ได้แค่เนี้ยละ รถม้ารอแกอยู่ข้างนอกแล้ว"

 

เมื่อเดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน สคอลโล่ร่าหวังจะพบกับรถม้าแสนสง่างามที่รอเทียบท่าอยู่ แต่ภาพตรงหน้ากลับเป็นเพียงลุงแก่ๆ กับรถสามล้อคู่ชีพรออยู่เท่านั้น

 

"เฮ้ย แล้วมันจะไปทันได้ไงวะไอ้คุณทูต งานมันเริ่มไปแล้วนะ"

 

"จริงของแก งั้นเปลี่ยนให้ใหม่ " มาม่อนโบกเครื่องคิดเลขในมืออีกที่หนึ่ง ก่อนที่รถสามล้อ พร้อมลุงแก่จะเปลี่ยนเป็น เฟอร์รารี่ สีแดง รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมคนขับสวมมงกฎ

 

"อภินันทนาการพิเศษ เพราะเจ้าดีโน่มันเงินถึงกับฉันมานานแล้ว ไปละอย่าลืมเที่ยงคืน สัญญาหมด และอย่าหักโหมมากนักล่ะ" ทูตจิ้วหน้าเงิน มาม่อน เลื่อนหายออกไปในอากาศ

 

"สคอลโล่ร่าจะไปไหน เดียวเจ้าชายไปส่ง รับรองถึงที่หมายปลอดภัย ชิชิ " เจ้าชายนักขับรถเอ่ยหยอกล้อกับฉลามหางแมวก่อนที่จะผลักเข้ารถ

 

"ไปปราสาทวองโกเล่ แบบด่วนพิเศษด้วย"

 

"จัดให้" ทันใดนั้น เฟอร์รารี่รุ่นใหม่ พุ่งออกไปด้วยความเร็ว แบบไม่ได้คำนวนว่าจะต้องเสียค่าน้ำมันเท่าไร แล้วไม่นานสคอลโล่ร่าก็พบว่าตัวเองอยู่หน้าปราสาทสีดำทมิฬ แสนสวยที่อยู่ติดทะเล แม้ว่าฉลามน้อยจะไม่เคยไปที่ปราสาทของวองโกเล่ แต่รู้ว่าปราสามควรอยุ่บนภูเขา มากกว่าทะเล

 

"ไอ้เวร พาฉันมาที่ไหนเนี้ย ฉันจะไปปราสาทวองโกเล่" ฉลามตะโกนเสียงดังกลบเสียงคลื่นกระทบฝั่งมิด

 

"ก็ปราสาทวองโกเล่ไง หมดธุระของเจ้าชายแล้วไปละ สวอลโล่ร่าก็ระวังตัวด้วย ระวังพรุ่งนี้เช้าจะลุกไม่ขึ้น ชิชิชิชิ" ยังไม่ทันทีสคอลโล่ร่าจะพูดประโยคต่อไป เจ้าชายก็จากไปอย่างรวดเร็วกับเฟอร์รารี่คันหรู พร้อมคำสั่งเสีย เอ้ย คำบอกลาแปลกๆ แต่ตอนนี้สคอลโล่ร่าไม่ได้แอะใจสักนิดกับคำบอกลา เพราะกำลังวิตกว่าตัวเองอยู่ไหน และจะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไง

 

หลังจากถูกทิ้งยืนอยู่คนเดียว ฉลามก็คิดได้ว่ายืนอยู่ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมา สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า จึงตัดสินใจเคาะประตูปราสาทสีดำ หวังเพียงคนใจบุญที่จะพากลับบ้าน แต่ไม่มีสัญาณตอบรับจากภายในจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปเอง

 

ปรากฎภาพปราสาทกว้างใหญ่ที่ดูน่ากลัวคล้ายปราสาทท่านแดร็กคิวร่า ประตูหน้าของปราสาทใหญ่แง้มน้อยๆ ราวเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านใน ร่างบางมองซ้ายขวาเห็นไม้หน้า 3 ตกอยุ่ริมสนามจึงคว้าขึ้นมา ก่อนทำใจกล้าย่องเข้าไปด้านใน

 

"สวัสดี เฮ้ มีใครอยู่บ้าง ส่งเสียงตอบหน่อยสิว่ะ" ด้วยเสียงที่ปลุกผีได้ทั้งป่าช้า ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้น ฉลามเดินค้นหาไปตามห้องต่างๆ แต่ก็เจอเพียงความว่างเปล่า ร่าบางเดินขึ้นบรรไดไปเรื่อยๆ จนถึงชั้น 3 ของปราสาทจึงได้พบห้องนอนหรูที่ตกแต่งอย่างสวยงาม จะมีสิ่งที่แปลกปลอมก็เพียงขวดเหล้าที่วางทิ้งเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ

 

"สงสัยว่าจะมีงานเลี้ยงกันแล้วพึ่งเลิกมั้ง" 

 

สำรวจไปอีก 3 ห้องที่อยุ่ติดกัน ก็ไม่พบสิ่งที่เรียกว่าปกติเลย ห้องแรกมีมงกฎ พร้อมมีดสั้นจำนวนมากวางอยู่เต็มพื้นที่ ส่วนห้องที่ 2 มีคนเอารูปเงิน สมุดธนาคาร กระดานหุ้น เป็นวอล์เปเปอร์แปะเต็มไปหมด ส่วนห้องสุดท้ายที่เข้า สยองขวัญสั่นประสาทที่สุด เพราะห้องทาด้วยสีม่วงและเขียวอย่างละครึ่ง และมีรูปแชมส์เบี้ยนมวยโลกชื่อดังของประเทศ " ซาซางาวะ เรียวเฮ" พร้อมตุ๊กตาเท่าตัวจริง วางอยู่บนเตียง  

 

หลังจากที่สำรวจห้องเกือบทั้งหมด แล้วไร้ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า สิ่งมีชีวิต สคอลโล่ร่าตัดสินใจจะออกจากปราสาทไปหาความช่วยเหลือที่อื่น ฉับพลันนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นประตูบานใหญ่ที่สุด สุดทางเดิน ที่ยังไม่ได้สำรวจ


"เอาว่ะ ไหนๆก็ดูหมดแล้ว ดุอีกห้องจะเป็นไรไป" สคอลโล่ร่าเดินไปเปิดประตูห้องสุดท้าย ที่อยู่สุดทางเดินอย่างช้าๆ

 

ภายในห้องกว้าง ใหญ่เหมือนเป็นสถานที่ประชุม มีหลังคาโดมกระจกโอบล้อมพื้นที่ รอบข้างมีเก้าอี้วางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ทอดยาวไปถึงบัลลังก์ใหญ่ที่อยู่ตรงกลางสุดห้อง  และบนบัลลังก์ก็มีชายหนุ่มร่างใหญ่กึ่งนั่งกึ่งนอน ดวงตาสีแดงกำลังทอดอารมณ์มองดูดวงจันทร์เต็มดวงอย่างไม่รับรู้ถึงบุคคลที่เข้ามาใหม่ สคอลโล่ร่าหยุดหายใจเมื่อเห็นภาพดังกล่าวไป 2-3 วินาที ก่อนที่จะตั้งสติเอ่ยเสียงออกมา

 

"สวัสดี เราหลงทางมา รบกวนขอความช่วยเหลือหน่อยได้มั้ย" แทนคำตอบเปลวไฟสีแดงของเพลิงพิโรธจากฝ่ามือร่างสูง กลับพุ่งผ่านหน้าสวอลโค่รีร่าไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ผ่าเก้า

 

"ถามดีๆนะโว้ย ตูผมยาวด้วย ถ้าไหม้ไปจะทำอย่างไร" กลัวตายยังน้อยกว่ากลัวผมไหม้ ฉลามตะคอกกลับแบบลืมสมบัติผู้ดีหมดสิ้น แต่พอไปยืนเสียงดังตุ้บ มองย้อนไปด้านหลังก็พบมือสังหาร 2 คน ไหม้เป็นตอตะโกชนิดไม่ต้องณาปนกิจซ้ำให้เสียเวลา

 

"เดินออกไปนอกปราสาท เลี้ยวซ้าย 100 เมตร จะเจอตู้ขายเหล้าอัตโนมัติ ไปซื้อมาให้หน่อยสิ" ร่างสูงเอ่ยขึ้นพร้อมโยนกระเป๋าเงินมาให้ ทั้งทีจะไม่ได้ก้มหน้าลงมาจากฟากฟ้ายามค่ำคืน

 

ทำไมตูต้องไปด้วยวะ ... ยังไม่ทันได้เอ่ยเสียงแค่เป็นความนึกคิดอยุ่ในใจ แต่ดูเหมือนร่างสูงจะรู้ไปถึงความรู้สึก มือก็เริ่มมีแสงของเพลิงพิโรธขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ผู้ที่ได้แต่คิดจำเป็นต้องวิ่งออกไปตามคำสั่งแต่โดยดี

 

"เอ้า" ไม่นานนักฉลามหางแมวก็กลับมาพร้อมเหล้าทั้งหมดที่มีอยู่ในตู้ขาย  (อย่าสนใจว่าศพมือสังหารหายไปไหน เพราะมันเป้นเรื่องที่แต่งขึ้นจ้า)

 

"ว่าแต่ว่า ไอ้สวะเนี้ยเป็นใครว่ะ" ดวงตาสีแดง ก้มลงมามองสาวน้อย ชุดฟ้า พร้อมออปชั่นเสริมหูและหางแมว

 

(มันใช้ไปซื้อของ แต่ไม่รู้ว่าตูเป็นใครเนี้ยนะ ทำไปได้ ) แม้ในหัวจะคิดอีกอย่าง แต่ด้วยสมบัติผู้ดีมีชาติตระกูลอันน้อยนิด ทำให้สคอลโล่ร่าจำใจเอ่ยวัตถุประสงค์อีกครั้ง "เราชื่อ สคอลโล่ร่าอยู่ในเมืองวองโกเล่ แต่ตอนนี้หลงทางมา อยากขอความช่วยเหลือจากท่านหน่อยได้มั้ย"

 

ดวงตาสีแดงมีแววงุนงงล็กน้อย ก่อนที่จะถือวิสาสะดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดอย่างแรง จนได้ยินเสียงร่างกระทบกัน แถมยังหยอกล้อกับหูและหางแมวอย่างไม่ยอมหยุด

 

"หูกับหางนี้ของจริง หรือเปล่า"

 

"ปล่อยนะโว้ย ปล่อยสิ บอกให้ปล่อย จะทำอะไรนะ อย่า ....... อา " สคอลโล่ร่าตกใจสุดขีด พยายามจะดันตัวเองออกมาจากอ้อมกอดแกร่ง ที่ดูเหมือนจะเป็นความพยายามเอาไม้ซี่ไปงัดไม้ซุง ร่างสูงไม่ได้สะทกสะทานต่อแรงต้านที่เกิดขึ้น แถมยังขบหูเรียกอารมณ์ให้ร่างบางพร้อมกันไปอีก

 

ด้วยอารามตกใจและห่วงสวัสดิภาพทางร่างกายตัวเองอย่างฉับพลัน สคอลโล่ร่าชักดาบยาวของดูต่างหน้าเจ้าคุณพ่อดีโน่สุดที่รัก (อย่าถามนะว่า เก็บไว้ที่ไหน เพราะคนแต่งก็ไม่รู้เหมือนกัน) ขึ้นมาหวังขู่อีกฝ่ายให้ถอยออกไป แต่ผลดูเหมือนจะเลวร้ายลง เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนจะรู้แกวอยู่แล้ว จึงปัดดาบออกจากมือบางได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

" เฮ้. ..... " ฉลามน้อยผุ้ไม่ทันโลก ร้องขึ้นมาอย่างเสียขวัญ แต่นั้นกลับเพิ่มความเลวร้ายให้กับสวัสดิภาพทางร่างกายของตัวเอง เพราะร่างสูงถือโอกาสมอบจุมพิตร้อนแรงแทบละลาย รวมทั้งยังถือสิทธิ์เข้าไปชิมความหอมหวานในปากอย่างกระหาย จูบที่เนิ่นนาน เรียกร้อง ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากบางเบากลับเป็นเร่าร้อนและก็กลับเป็นบางเบาสลับไปมา ส่งผลคล้ายยาที่ทำให้สติที่เคย (เหมือนจะ) มีของร่างบางก็พลันหายไปไม่รับรู้สิ่งอื่นใดในโลกอีกต่อไป

 

ความรู้สึกตัวกลับมาอีกครั้ง เมื่อกระโปรงสั้นผ่าหน้าชุดสวย ดูเหมือนจะถูกรั้งขึ้นไปสูงกว่าที่เคย แม้ว่าอีกอีกฝ่ายจะยังไม่ละจูบออกไปง่ายๆ ร่างบางตัดสินใจกัดแรงๆไปที่ริมฝีปากของผู้รุกร้าน ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกระทันหันทำให้ร่างบางสามารถผลักตัวหนีพ้นอ้อมกอดออกมาได้ในที่สุด

 

"ถ้าชอบความรุนแรงก็บอกสิ ฉันจะได้ตามใจถูก" เจ้าของดวงตาสีแดง พูดพร้อมเอานิ้วแตะไปที่บาดแผลที่ปากซึ่งร่างบางเป็นผู้กระทำ ก่อนที่จะยืนมือมาหมายกระชากผมยาวสีเงินดึงกลับเข้าไปในอ้อมกอด

 

แน่นอนว่าสคอลโล่ร่าไม่รอให้ถูกกดซ้ำสอง ฉลามน้อยรีบผลักและหันตัวกลับไปวิ่งไปที่ประตูทางออกอย่างรวดเร็ว แต่เหมือนฟ้าส่ง สวรรค์แกล้ง หลังการนั่งรถ ประสบการณ์เฉียดตาย การออกไปซื้อเหล้า และจูบอันเนิ่นนาน ก็ทำให้เวลาล่วงเลยมาจนเที่ยงคืน นาฬึกาที่มีอยุ่ในมุมใดมุมหนึ่งของปราสาท ส่งเสียงดัง 12 ครั้งติดต่อกัน พร้อมกับคำเตือนของมาม่อนที่ก้องอยู่ในหัวของฉลาม "กลับบ้านก่อนเที่ยงคืน ไม่งั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะหายไปทั้งหมด"

 

ชุดราตรีแสนสวย หูและหางของแมว พร้อมรองเท้าแก้ว หายไปกับอากาศ ทิ้งให้เจ้าของร่างงามยืนโดดเด่นบนชุดชั้นใน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องมาจากเบื้องบน เหมือนนางฟ้า (นายฟ้า) บนสวรรค์ ความตกใจจากการที่เห็นตัวเองเหลือผ้าติดตัวอยุ่ไม่กี่ชั้น ทำให้สคอลโล่ร่าลืมการหนีเอาชีวิตรอดไปชั่วคราว จนคนที่วิ่งตามมาข้างหลังไล่ทันในที่สุด

 

"มีกลใหม่เร้าอารมณ์ให้ด้วยหรือเนี้ย" เสียงพึมพำที่ดังจากข้างหลัง เรียกความรุ้สึกตัวของฉลามกลับมา แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะมือทั้งคู่ถูกพันธนาการไว้ด้วยกุญแจมือ รวมถึงร่างใหญ่ที่ออกแรงไม่มากเพื่ออุ้มร่างเล็กขึ้นมา และสงบเสียงโวยวายที่ตามมาด้วยริมฝีปากร้อนแรงของตัวเองอีกครั้ง ก่อนที่จะประคองร่างทั้งคู่เข้าไปยังห้องนอน ซึ่งเป็นห้องแรกที่สคอลโล่ร่าสำรวจ

 

ร่างงามบนผ้าน้อยชิ้น ถูกโยนอย่างไม่ใยดีบนเตียงนอนขนาดใหญ่ และถูกผูกกุญแจมือกับหัวเตียงอย่างแน่นหนาเพื่อการหลบกั้นหนี ก่อนที่ร่างสูงจะตามมาประกบแบบไม่ห่าง พร้อมจุมพิตเส้นผมยาวสลวยของอีกฝ่าย "ทำไม่ฉันถึงซวยขนาดนี้นะ ฉันแค่อยากไปงานเลี้ยงของเจ้าชายเท่านั้นเอง"  เมื่อรู้ตัวแล้วว่าคงทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ฉลามน้อยก็ได้แต่เวทนาในชะตากรรมความซวยของตัวเอง

 

"ก็ดีแล้วนี้ อย่างน้อยนายก็สมความตั้งใจในการเจอเจ้าชายแล้วอย่างหนึ่ง" ร่างสูงที่เหมือนจะขมักเขม่นกันการจุมพิตร่างคนที่อยู่ใต้ ยังอุตสาห์ได้ยินเสียงบ่นพึมพำ "เพราะฉันคือ แซนซัน เจ้าชายอันดับหนึ่งของวองโกเล่"

"อะไรนะ!!!"  นั้นคือประโยคสุดท้ายที่จับใจความได้ที่ออกมาจากสคอลโล่ร่าตลอดคืนนั้น 

 

หลังจากนั้นสคอลโล่ร่าก็มีความสุขจากการถกเจ้าชายแซนซั่นกดสืบไป

.......................................................................................

ตัดฉากมาที่บาร์ในเมืองวองโกเล่

 

มาม่อน กับเจ้าชายน้อยเบล กำลังนั้นดวลเหล้าที่มาม่อนต้มเอง

 

"กำไรเห็นๆ " ทุตน้อย หน้าเงินยิ้มหน้าบาน พลางนับเงินที่อยู่ในถุง

 

"มาม่อนได้กำไรไปตั้งเยอะ ไม่เห็นแบ่งเจ้าชายเลย เจ้าชายก็ทำหน้าที่เป็นคนขับรถไปส่งนะ" เบลโวยวายขอส่วนแบ่งจากภารกิจที่ทำบ้าง

 

"แต่ฉันเป็นต้นเรื่อง นายเอาส่วนแบ่งไปแต่นั้นก็ดีอยู่แล้ว" มาม่อมปฎิเสธ พลางคิดไปถึงตอนที่สคอลโล่ร่าเรียกตัวเองออกมา ช่างพอดีกับที่กำลังกลุ้มใจว่าจะทำอย่างไงดีกับคำขอของเจ้าชายแซนซัสที่ให้พาสคอลโล่ร่าไปหาที่ปราสาทริมทะเล

 

งานนี้เขาไม่ผิด ไม่ว่าใครก็จะมาเรียกเงินคืนกับเขาไม่ได้ทั้งนั้น เพราะสคอลโล่ร่าเป็นฝ่ายที่ขอไม่เครียล์เอง ก็บอกว่าอยากไปหาเจ้าชายของวองโกเล่แต่ไม่ได้บอกว่าคนไหนเองนี้หว่า อิอิ แถมเจ้าชายก็จ่ายค่าจ้างงามสุดๆ เลยบริการพิเศษหลังการขายด้วยออปชั่นหูกับหางแมวเข้าไปด้วย เผื่อวันหลังจะได้ใช้บริการกันอีก

 

............................................................................................................

 

ส่วนที่บ้านตระกูลวาเรีย

 

"ทำงี้ได้ไง นี้มันเกิดอะไรขึ้น" ยาโมะพีเซีย  บ่นเสียงดังทันทีเมื่อถึงบ้าน
 

"นั้นสิค่ะ ท่านแม่ ลูกไม่ยอมด้วยนะค่ะ อยู่ๆ เจ้าชายสึนะจะหนีออกไปนอกปราสาทพร้อมผู้ชายได้ไง โกคุไม่ยอม โกคุไม่ยอม " หลังเห็นพี่สาวโวยวายได้ ความกลัวทอนฟ่าในมือหม่อมแม่เริ่มลดลง จนโกคุโฮเมียร์ขอโวยวายบ้าง

 

ฝ่ายเคียวซีเรียนั้น แม้จะนั่งนิ่งไม่พูดอะไรตั้งแต่ทราบข่าวว่าเจ้าชายสึนะซึ่งต้องเลือกคู่ครองเพื่อแต่งงาน กลับถึงจดหมายพร้อมหนีไปพร้อมเจ้าองค์รักษ์ประจำตัวชื่อ โรคุโด่ โมคุโร่  แต่เมื่อเสียงอันดังลั่นไป 3 ทุ่ง 8 ทุ่ง ของลูกสาวคนเล็ก อยู่ใกล้หูจนเสี่ยงต่อการเป็นมลพิษทางหูของตน ก็งัดทอนฟ่าคู่ใจกระหน่ำไปที่เจ้าของมลพิษดังกล่าว 4-5 ครั้งจนแน่นิ่งไปอีกรอบ

 

"ยาโมะพีเซีย แม่ฝากดูบ้านและน้องด้วยนะ แม่มีภารกิจต้องทำไปตามฆ่าไอ้แมวขโมย โรคุโด่ โมคุโร่ ก่อน " เคียวซีเรียเดินจากไปพร้อมเช็คเลือดจากหัวลูกสาวตัวเองออกจากทอนฟ่า

 ......................................................................................................

 

THE END    

 

ขออนุญาต เอาของเดิมมาลงบล็อคสักนิดกั้นร้าง เพราะตอนนี้นังมดกำลังใกล้กระอักเลือดกับการปั่น + ตัดฟิคเฉพาะกิจให้คุณ (ท่าน) น้องพลอยอยู่ ดังนั้นฟิคทุกเรื่องดองไปก่อน (555 ไม่ต้องถามถึง enought นะ คิคิ แต่งไปได้แค่ 3 บรรทัด อ้ากกกกกกก เก้าอี้ปาใส่ หลบได้ หลบได้ อัก! เจอเท้าปริศนาจากเซย์ถีบแทน)

 ปล. ขออภัยคนที่อ่านแล้วทุกคนนะ  ที่ลงซ้ำ

edit @ 8 Mar 2010 20:24:21 by mod1234